กรีนแลนด์ ยูเครน และอันตรายของการฉีกหน้ากฎสหประชาชาติ
โลกเรานั้นมักชอบคิดว่าอยู่ในยุคแห่งอารยะ มีองค์การสหประชาชาติเป็นเสาหลักประกันความสงบสุข มีสนธิสัญญา มีรัฐธรรมนูญโลก มีถ้อยคำหรูหราเรียกว่า สิทธิมนุษยชน และเอกราชของชาติ แต่พอเอาเข้าจริง มหาอำนาจทั้งหลายก็ยังเล่นหมากรุกกับดินแดนเล็กๆ เหมือนนักเลงเจ้าถิ่นที่ข่มขู่เด็กนักเรียนในโรงเรียนตลาดเก่า ต่างกันแต่เพียงว่าเครื่องมือที่ใช้มิใช่ไม้เรียว หากแต่เป็นกองเรือรบ เครื่องบินทิ้งระเบิด และกองทุนการเงิน
เราลองยกตัวอย่างสองกรณี คือกรีนแลนด์กับเดนมาร์ก และยูเครนกับรัสเซีย แล้วจะเห็นว่าแม้จะอยู่คนละซีกโลก แต่กลวิธีการเล่นเกมของมหาอำนาจก็แทบไม่ต่างกันเลย กล่าวคือกรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์กมาแต่โบราณ แม้จะมีสภาท้องถิ่นและสิทธิในการบริหารภายใน แต่ก็ยังถือว่าอยู่ใต้พระมหากษัตริย์เดนมาร์กทั้งสิ้น สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นเคยหมายตากรีนแลนด์มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นก็ใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเรดาร์ และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกับเสนออย่างเปิดเผยว่าจะซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก เหตุผลก็เพราะตำแหน่งยุทธศาสตร์ของเกาะนี้สำคัญนักหนา และทรัพยากรใต้ผืนน้ำแข็งก็มหาศาล
ล่าสุด เดนมาร์กได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกามาประท้วงต่อการที่วอชิงตันเข้าไปยุยงส่งเสริมกระแสเอกราชในกรีนแลนด์ กล่าวโดยตรงๆ ก็คือ อเมริกันพยายามชักชวนให้กรีนแลนด์ประกาศแยกตัวจากเดนมาร์ก อันเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอธิปไตย ซึ่งหาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่
นี่หรือมิใช่สิ่งที่รัสเซียทำกับยูเครน?
รัสเซียอ้างสิทธิในการปกป้องชาวรัสเซียในแคว้นดอนบาส และยึดครองคาบสมุทรไครเมียตั้งแต่ พ.ศ.2557 การกระทำนั้นถูกประณามว่าเป็นการใช้กำลังเปลี่ยนพรมแดน อันละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดแจ้งทำให้สงครามที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันก็เป็นผลพวงจากการฉีกกฎระเบียบโลกนี้เอง หากรัสเซียจะอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของประชาชนไครเมีย ก็มิได้ทำให้การยึดครองโดยทหารกลายเป็นสิ่งชอบธรรมขึ้นมาได้เลย
ครับ! แล้วสหรัฐอเมริกาจะต่างไปจากรัสเซียตรงไหน หากวันนี้เข้าไปกระซิบให้กรีนแลนด์แยกตัว เพื่อจะได้อ้าแขนรับเข้ามาอยู่ในร่มธงดาว 50 ดวงและแถบแดงขาว 13 ริ้ว กฎบัตรสหประชาชาติ พ.ศ.2488 มาตรา 2 วรรค 4 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าประเทศภาคีทั้งปวงจักต้องละเว้นจากการขู่ใช้กำลัง หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใดๆ นี่คือหัวใจของระเบียบโลกสมัยใหม่ อันเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อประชาคมโลกได้เห็นแล้วว่าการใช้กำลังเพื่อยึดครองดินแดนนำพามาซึ่งหายนะเพียงใด
แต่รัสเซียหาได้ฟังไม่ และสหรัฐอเมริกาก็เอาอย่างเสียด้วย ทั้งสองฝ่ายต่างก็หาช่องโหว่ ใช้ถ้อยคำสวยหรูเพื่อกลบเกลื่อนความจริงว่าตนเองกำลังละเมิดกติกาสากลอยู่นั่นเอง เมื่อรัสเซียบุกยูเครน โลกตะวันตกประณามเสียงขรม ว่าผิดหลักสากล ผิดกฎบัตร ผิดทุกอย่าง แต่พออเมริกายุยงกรีนแลนด์บ้าง ก็กลับอธิบายว่าเป็นสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (Right of Self-Determination)
ครับ! หากประชาชนในไครเมียออกเสียงประชามติแยกตัวแล้วไปอยู่กับรัสเซีย ผลจะต่างจากประชามติของกรีนแลนด์ที่หันไปพึ่งพาสหรัฐอเมริกาตรงไหน?
ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ว่า ใครเป็นเพื่อน ใครเป็นศัตรู เท่านั้นเอง ถ้ามหาอำนาจยังเล่นบทพี่ใหญ่ ฉีกหน้ากติกาโลกอยู่เช่นนี้ ผลที่ตามมาจะมิใช่เพียงกรณีของกรีนแลนด์หรือยูเครน หากแต่จะเปิดช่องให้ประเทศใหญ่ทั่วโลกอ้างสิทธิเข้ายึดดินแดนของเพื่อนบ้านได้ตามใจชอบ
แล้วประเทศเล็กๆ อย่างไทยเราเล่า? หากวันหนึ่งมีใครอ้างสิทธิเหนืออ่าวไทย หรือเหนือเกาะในทะเลอันดามัน แล้วมีกองเรือรบขนาบเข้ามา เราจะเอาหลักอะไรไปอ้าง ถ้าเรายอมให้มหาอำนาจเหยียบย่ำหลักการเสียเอง?
โลกเรามิได้ขาดกฎหมาย แต่ขาดผู้เคารพกฎหมาย มหาอำนาจทั้งหลายต่างก็เลือกถือกฎบัตรสหประชาชาติเป็นคัมภีร์ก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเอง แต่เมื่อกฎบัตรกลายเป็นอุปสรรค ก็โยนทิ้งไปเสียเฉยๆ แล้วหาข้ออ้างสวยหรูมาแทนที่
หากยังเป็นเช่นนี้ ระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่สร้างขึ้นด้วยเลือดเนื้อและความทุกข์ยากของคนนับล้าน ก็จักสลายกลายเป็นเพียงถ้อยคำบนแผ่นกระดาษ ไม่ต่างจากพันธสัญญาของนักเลงเจ้าถิ่นในตรอกซอกซอย และที่สุดแล้วสิ่งที่จะสูญหายไปก่อนใคร มิใช่ดินแดนของมหาอำนาจ แต่คือความมั่นคงของบรรดาประเทศเล็กๆ ทั่วโลก ซึ่งก็รวมทั้งบ้านเมืองของเราเองด้วย
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

