คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : กับดัก ‘รัฐธรรมนูญ’
ในตอนที่คอลัมน์นี้พิมพ์ลงหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ ก็น่าจะได้รู้แล้วว่า ตกลงแล้ว “พรรคประชาชน” จะเลือกรับข้อเสนอจากขั้วพรรคใดและตกลงออกเสียงอย่างไรในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ความเป็นไปได้ไม่ใช่แค่สองทางคือสีแดงหรือสีน้ำเงิน (ที่หลายคนกล่าวว่าเหมือนเลือกระหว่างมิตรทรยศกับศัตรูเก่าที่มาญาติดี) แต่ยังมี “ทางสีส้ม” คือการไม่เลือกมันทั้งสองทาง และให้ทั้งสองพรรคไปเล่นไปลุ้นด้วย “กำลังภายใน” ของตัวเองว่าใครจะดึง ส.ส. มาพอที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในที่สุด
เผลอๆ ใครอ่านคอลัมน์นี้ช้าหน่อยสักเย็นวันพุธหรือเช้าวันพฤหัสฯ อาจจะได้รู้แล้วด้วยซ้ำว่า ตกลง “นายกรัฐมนตรีคนที่ 32” นั้นเป็นใคร
ไม่น่าเชื่อว่านี่เพิ่งผ่านมาเพียงสองปีเท่านั้นหลังจากชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยที่อาจจะเป็นอดีต “มิตร” พรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ในที่สุดทั้งสองพรรคก็ได้รับ “บาดแผล” ฉกรรจ์กันไปจาก “ดาบ” เล่มเดียวกัน คือกลไกตุลาการทางรัฐธรรมนูญคือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่ยุบพรรคก้าวไกลพร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคซึ่งเป็นกลุ่ม “ผู้เล่น” สำคัญของพรรคไป 11 คน คนละ 10 ปี
ส่วนฝ่ายพรรคเพื่อไทยเองก็เรียกว่าใช้ “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรีไปจนถึงคนสุดท้าย โดยทั้งนายกฯคนแรกของพรรค เศรษฐา ทวีสิน ถูกตัดสิทธิไปในขณะที่บริหารประเทศได้แบบขาดไปไม่กี่วันจะครบปี ตามด้วยล่าสุด แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งก็อยู่ในตำแหน่งได้ไม่ถึงปีเช่นกัน
เทียบไม่ได้เลยกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหารและสืบทอดอำนาจคนก่อนหน้า ที่ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งติดต่อกันนานที่สุด นี่คือความ “ไม่ปกติธรรมดา” อย่างยิ่งของระบบรัฐธรรมนูญที่ดูไม่เป็นมิตรกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง
และเมื่อเราย้อนกลับไปพิจารณานายกรัฐมนตรีทั้งหมด 7 คน นับแต่การรัฐประหาร 2549 แล้ว ก็พบว่ามีถึง 4 คน ที่ต้องพ้นตำแหน่งไปโดยตรงด้วยผลแห่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และที่พ้นตำแหน่งไปโดยอ้อม เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอีก 1 คน มีพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุดถูกยุบไป 3 พรรค และพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเป็นอันดับ 3 อีก 1 พรรค
นี่คือความไม่ปกติธรรมดาของการเมืองไทยที่แม้ว่าหลายคนอาจจะพุ่งเป้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว กลไกของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือยุบพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นก็ไม่ได้มีแต่ในประเทศไทยตามที่อาจจะเชื่อกัน เพราะมันก็ยังมีกลไกในลักษณะเดียวกันอีกหลายประเทศในโลก และบางประเทศนั้นก็เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับในความเป็น “ประชาธิปไตย” ด้วย เพียงแต่อำนาจในลักษณะดังกล่าวไม่เคยถูกใช้งานในลักษณะเดียวกับประเทศเรานั่นเอง
มีคำอธิบายที่พอเป็นเหตุเป็นผลที่เคยอ่านจากที่ไหน ขออภัยที่จำไม่ได้จริงๆ ว่า กลไกของศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบสถานะ คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นการวินิจฉัยในเชิงข้อกฎหมายเฉพาะในปัญหาว่าคุณสมบัติหรือลักษณะอันต้องสงสัยของบุคคลผู้ถูกตรวจสอบว่าสอดคล้องหรือต้องห้ามกับที่รัฐธรรมนูญบัญญัติกำหนดไว้อย่างไร ซึ่งไม่ใช่การวินิจฉัยว่า บุคคลนั้นมีความเหมาะสม ความน่าไว้วางใจ หรือมีความรู้ความสามารถเหมาะควรที่จะเป็นผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่
ซึ่งการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการใดเรื่องใดชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยหลักการในทางกฎหมายและหลักทางวิชาการโดยไม่ได้พิจารณาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นได้รับความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้งแค่ไหนก็ตาม โดยยกตัวอย่างว่า ถ้ารัฐธรรมนูญกำหนดว่า ผู้ที่จะสามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยได้นั้น จะต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ไม่ติดยาเสพติดให้โทษ หรือไม่เคยถูกศาลพิพากษาจนคดีถึงที่สุดว่ากระทำความผิดความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ฯลฯ ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ถึง 25 ปี หรือมีประวัติการถูกศาลพิพากษาให้จำคุกเพราะลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ก็ย่อมไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนของประชาชนมาตั้งแต่ต้น
ซึ่งหากการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามนี้อาจจะไม่ได้ปรากฏหรือยังตรวจไม่พบในขณะที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มาถูกตรวจสอบในภายหลังจากที่ผู้นั้นได้รับการเลือกตั้งไปแล้ว ก็เป็นอำนาจที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการจะพิจารณาวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งได้ โดยไม่เกี่ยวกับว่าประชาชนจะเลือกเขาเข้ามาหรือไม่หรือจะเลือกมากี่แสนกี่ล้านเสียงก็ตาม เพราะคุณสมบัติอันขาดและลักษณะต้องห้ามที่มีนี้ ทำให้เขาไม่อาจเสนอตัวให้ประชาชน “เลือก” ได้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
อุปมาหมือนนักกีฬาที่ถึงจะแข่งชนะ แต่ก็ต้องถูก “ริบเหรียญ” เพราะมีการตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้น หรือตรวจโครโมโซมแล้วเพศไม่ตรงกับที่ลงแข่งขัน ดังนั้นต่อให้วิ่งเร็วกว่าหรือชกมวยชนะน็อกมาก็ไม่มีสิทธิถือว่าเป็นผู้ชนะ
เอาเข้าจริงเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นทีเดียว และดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อำนาจในลักษณะนี้ของศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันในประเทศอื่นในโลกก็มี แต่ปัญหาของไทยนั้น มันอยู่ที่ “ตัวรัฐธรรมนูญ” ที่เริ่มกำหนดเอาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามกว้างขวางขึ้นไปทุกที จากที่ควรจะเป็นเรื่องเชิงรูปธรรมที่ถ้าเข้าข้อเท็จจริงแล้วเถียงยาก เช่นอายุไม่ถึงหรือเคยติดคุกดังที่ได้ยกตัวอย่างไปข้างต้น ก็กลายเป็นคุณสมบัติที่กำกวม ดังปรากฏจากสองกรณีล่าสุด คือ ถือว่านายกฯขาดคุณสมบัติเพราะไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีลักษณะต้องห้ามเพราะกระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลังการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว รัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนั้นก็ถูกร่างขึ้นโดย “กลุ่มอำนาจ” ที่ไม่ได้มาจากประชาชน และเป็นรัฐธรรมนูญที่เห็นชัดว่าเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ และมุ่งที่จะควบคุมอำนาจของตัวแทนประชาชนให้มีข้อจำกัดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ รวมถึงการวางระบบการเลือกตั้งให้พิสดารเพื่อป้องกันไม่ให้มีพรรคการเมืองใดชนะการเลือกตั้งได้โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมี “อำนาจทางการเมือง” ได้อย่างแท้จริง
แต่ความน่าเจ็บใจขั้นกว่า คือรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับดังกล่าว ก็ถูกนำมาเข้าพิธี “ล้างบาป” ด้วยการให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบแบบมัดมือชก ซึ่งในภายหลังพิธีกรรมล้างบาปหรือสร้างความชอบธรรมแบบมัดมือชกนี้ ก็ถูกนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นต้นตอของปัญหา
และเมื่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับแล้ว “เครือข่าย” ของฝ่ายที่ไม่เชื่อถือใน “ประชาชน” หรือ “ตัวแทนประชาชน” ก็เข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ที่สามารถขับเคลื่อนกลไกของรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นด้วยเจตนารมณ์แห่งความไม่ไว้วางใจเข้าไปอีก
ผลก็คือความไม่มั่นคงทางการเมืองตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีดังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น
ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้ว จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเงื่อนไขของพรรคประชาชนว่า นายกรัฐมนตรีที่พรรคจะให้การสนับสนุนนั้น ต้องดำเนินการให้จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด
ส่วนเรื่องการยุบสภาภายใน 4 เดือน หรือแม้แต่ไพ่ใบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยที่อาจจะชิงยุบสภาทันทีด้วยอำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งรักษาการอยู่นั้น เอาจริงส่วนตัวแล้วไม่ค่อยเห็นประโยชน์อะไรนัก หากการเลือกตั้งยังคงอยู่ภายใต้การบังคับของรัฐธรรมนูญ 2560 และบรรดากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึง “ตัวละคร” องค์อำนาจในองค์กรและสถาบันทางรัฐธรรมนูญต่างๆ ก็ยังอยู่ครบถ้วน แถมเพิ่มเติมว่า อำนาจสำคัญในการ “จัดส่ง” ตัวบุคคลเข้าสู่องค์อำนาจอยู่ในเงื้อมมือของ “วุฒิสภา” ที่มีข้อครหาว่านอกจาก “มีสี” แล้วยัง “มีกลิ่น” ไม่ค่อยสะอาดว่ามาจากวิถีทางที่ไม่ชอบด้วย
การยุบสภาภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงไม่น่าจะแก้ปัญหาที่เราประสบมาตลอด 2 ปีหลังการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ได้ นอกจากพรรคประชาชนเชื่อว่า หากมีการเลือกตั้งในตอนนี้หรือเร็วๆ นี้ ทางพรรคจะกวาดคะแนนเสียงจากประชาชนแปรเป็นที่นั่งได้ถล่มทลาย กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียว หรือเป็นพรรคใหญ่ที่แม้มีพรรคร่วมรัฐบาลแต่อำนาจต่อรองส่วนใหญ่ก็ยังเป็นของพรรค
แต่ต่อให้เป็นแบบนั้นก็ไม่อาจรับประกันใดว่า “พรรคประชาชน” ที่เข้าสู่อำนาจรัฐได้ด้วยวิถีทางการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดเช่นนั้น จะไม่ “มีอันเป็นไป” เหมือนเช่น “พรรคก้าวไกล” ที่ถูกยุบ หรือนายกรัฐมนตรีสองคนที่ต้องพ้นจากตำแหน่งไปแบบอยู่บนเก้าอี้ได้ไม่ครบปี โดยไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย
ดังนั้น ส่วนตัวแล้ว จึง “เห็นด้วยมากกว่า” กับข้อเสนอเพิ่มเติมของพรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้ไปพลางก่อนในระหว่างกระบวนการนี้ แต่ถึงอย่างนั้น หากข้อเสนอนี้ได้รับการตอบสนองจริง (ซึ่งในขณะที่เขียนคอลัมน์นี้ยังไม่ทราบคำตอบ) รัฐธรรมนูญ 2540 ที่จะนำมาใช้นั้น ก็จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขในหลายส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นอำนาจขององค์กรอิสระที่กำกวมและล้นพ้นกว่าในรัฐธรรมนูญ 2560 เสียอีก
นอกจากนี้ ขอโยนคำถามทิ้งท้ายไว้สักนิดหนึ่งว่า ตอนนี้ “ธง” ของทุกพรรคการเมือง รวมถึงพรรคประชาชนด้วยนั้น มุ่งจะ “ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ทั้งฉบับ โดย “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ที่มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
คำถามที่ขอทิ้งไว้ก็คือ เรา “จำเป็น” จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ในลักษณะนั้นจริงหรือ? หรือเป็นเพียง “วิธีการที่เราคิดว่ามันดี” เพราะเคยใช้ในการยกร่างจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 มาก่อน แต่เงื่อนไขรวมถึงบริบทในตอนนั้นจนถึงตอนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว ด้วยเวลาที่ผ่านมาเกิน 30 ปีแล้ว
อีกทั้ง ถ้า “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน “ไม่เป็นอย่างที่เราคิด” เหมือนที่วุฒิสภาชุดที่เห็นอยู่ปัจจุบันก็ไม่น่าจะใช่ภาพที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 คิดไว้เช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว จะมีหลักประกันใดหรือไม่ว่า “รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” ที่จะร่างกันขึ้นมานั้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี หรืออย่างน้อยก็สร้างปัญหาน้อยกว่ารัฐธรรมนูญ 2560
กับอีกคำถามที่ชวนให้คิดไปสุดทางอีกระดับหนึ่ง คือ เรา “จำเป็น” ที่จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจริงหรือ? หรือเราจะนำเอารัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นปัญหาน้อยที่สุดสักฉบับหนึ่ง (ซึ่งก็น่าจะเป็นฉบับ 2540) มาค่อย ๆ แก้ร่วมกันไปผ่านกลไกของรัฐสภาประกอบประชามติของประชาชนไปทีละเรื่อง จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่และผ่านการ “คิดกันมาอย่างดีแล้ว” จากทุกฝ่าย

