กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศนโยบายเร่งด่วนส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, และหน้าที่พลเมือง โดยเฉพาะ “ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก”
[จากรายงานเรื่อง “ศธ.เดินหน้าขับเคลื่อนเรียนรู้ ‘ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภูมิศาสตร์’ ปลูกฝังรากเหง้า ‘รักชาติ-แผ่นดิน’” ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568 หน้า 7]
แนวคิด “ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก” มีต้นตอจากการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” หลังเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย 86 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2482 ว่า “ความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลก”
จากนั้นชนชั้นนำเสกสรรปั้นแต่งประวัติศาสตร์ไทยเป็นประวัติศาสตร์ของ “ชนเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” พวกเดียว ซึ่งไม่มีจริงในโลก และกระตุ้นสำนึกเหยียดชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ร่วมกัน แล้ววิวาทบาดหมางสร้างบาดแผลตราบจนทุกวันนี้
ศธ.ไม่ควรย้อนยุคไกลขนาดนั้น เพราะอันตรายมาก ควรทำความเข้าใจใหม่ด้วยข้อมูลวิชาการเป็นจริง ไม่ใช่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นเอง ดังนี้
ประวัติศาสตร์ไทย แท้จริงแล้วเป็นประวัติศาสตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ที่มีเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (ไม่มีเขตแดน) และผู้คน (ไม่มีเชื้อชาติ) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แยกมิได้จากอุษาคเนย์และโลก ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว และสืบเนื่องต่อมาถึงปัจจุบัน หลักฐานวิชาการรอบด้านมีอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม และแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีทั่วประเทศ รวมถึงเพื่อนบ้าน
ดินแดน มีความหมายดังนี้
(1.) พื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งถูกสมมุติมีรูปร่างคล้ายขวาน อันสืบเนื่องจากการรวบรวมดินแดนเข้าด้วยกันเมื่อนานมาแล้วของบ้านเล็กเมืองน้อย กับรัฐเล็กรัฐน้อยจำนวนหนึ่ง
(2.) ดินแดนเหล่านั้นมีพื้นที่กว้างขวางเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เพราะมีคนไม่มาก เป็นเครือญาติกันบ้าง และไม่เป็นบ้าง, เป็นมิตรกันบ้าง และศัตรูกันบ้าง
(3.) เริ่มแรกไม่มีเขตแดน และถูกเรียกกว้างๆ อย่างรวมๆ ว่าสยาม ต่อมาถูกกำหนดให้มีเขตแดน แล้วเปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นประเทศไทย
ผู้คน มีความหมายดังนี้
(1.) ประชาชนมีไม่มากในดินแดนประเทศไทยหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์นับไม่ถ้วน ที่เรียกตนเองต่างๆ กันตามชื่อของตน โดย ไม่จำกัดชนเผ่าชาติพันธุ์ (เชื้อชาติไม่มีในโลก) ทั้งไทย และ “ไม่ไทย”
(2.) สมัยแรกตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม “พวกใครพวกมัน” และ “บ้านใครบ้านมัน” สมัยหลังรวมกันเป็นเมืองอยู่ห่างๆ กันเรียก “เมืองใครเมืองมัน”
(3.) ไม่มีเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ จึงไม่มีถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า” และไม่ถูกขับไล่จากจีน
คนไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (ไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ) มีบรรพชนเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก ซึ่งมีความเป็นมาโดยสรุป ดังนี้
(1.) ไทยเป็นชื่อเรียกตนเองของชาวสยาม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 800 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1700
(2.) ชาวสยามเป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” สืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว จากการผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก โดยพูดภาษาไท-ไต-ลาว เป็นภาษากลาง
(3.) ดังนั้น คนไทยมีบรรพชนเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่พูดตระกูลภาษาต่างๆ ได้แก่
มอญ-เขมร, ชวา-มลายู-จาม, ม้ง-เมี่ยน, ทิเบต-พม่า, ไท-ไต-ลาว, จีน, อินเดีย, ลังกา, อาหรับ, เปอร์เซีย ฯลฯ
[เชื้อชาติไม่มีในโลก ดังนั้นเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ไม่มีในโลก]
ครั้นนานไปได้รับวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นกลายตนเป็นไทยบริเวณ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มากกว่า 800 ปีมาแล้ว ราวเรือน พ.ศ. 1700
ภาษาไทย เพิ่งมีบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 850 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1700 [แต่ภาษาไทยมีรากเหง้าจากภาษาตระกูลไท-กะได หรือ ไท-ไต ราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ภาคใต้ของจีน บริเวณมณฑลกวางสี ต่อเนื่องภาคเหนือของเวียดนาม]
หลักฐานความเป็นมาของคนไทยหลายพันปี คือวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเริ่มแรก ยังพบสืบเนื่องถึงสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมสำคัญ ได้แก่ ความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี, พิธีศพชนชั้นนำ, อาหารการกิน ฯลฯ
คนไทย “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ถูกสร้างใหม่เพื่อการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ด้วยการเปลี่ยนชื่อประเทศ จากประเทศสยาม เป็นประเทศไทย (ตามเชื้อชาติไทย) 86 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ. 2482
ประเทศไทย เพิ่งมี 86 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2482 (นับถึง พ.ศ. 2568) ก่อนหน้านั้นชื่อประเทศสยาม
ภูมิศาสตร์ ควรเป็นเรื่องภูมิประเทศ หรือ “ภูมิสังคม” ที่เกี่ยวข้องการตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานบ้านเรือนทั้งในไทยและเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ต่อเนื่องผืนเดียวกัน เช่น ไทยกับกัมพูชา, พม่า, ลาว, มาเลเซีย
แต่ภูมิศาสตร์ที่ผ่านมาล้วนให้ความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ด้านเดียว

