ผมจำได้ว่า มหาวิทยาลัยหอการ
ค้าไทยเคยเปิดเผยว่านวัตกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเราส่วนใหญ่จะเกิดจากบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ไม่ค่อย
สนใจสร้างนวัตกรรมมากนัก โดยมักจะ “คิดเล็กทำเล็ก”
แบบค่อยเป็นค่อยไป
แต่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มักจะมีผู้ประกอบการ SMEs ที่คิดใหญ่ทำใหญ่ ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้คนได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ดูอย่าง “สตีฟ จ็อบส์” ที่เป็นผู้ประกอบการระดับโลกที่มีหัวคิดด้านนวัตกรรมสูง ได้พยายามรวมคอมพิวเตอร์กับการออกแบบเข้าด้วยกัน ซึ่งสมัยก่อนคนมักจะบอกว่าสไตล์ไม่สำคัญสำหรับคอมพิวเตอร์
แค่ใส่ข้อมูลตัวเลขเข้าไปแล้วรอการประมวลผลก็พอ แต่ สตีฟ จ็อบส์ กลับใช้การออกแบบเพื่อทำให้คอมพิวเตอร์ดูน่าใช้งานมากขึ้น และตรงตามความต้องการของลูกค้าหลายๆ กลุ่มด้วย
ทุกวันนี้ ธุรกิจที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก หรือโรงแรม ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตสร้างนวัตกรรมได้ช้ากว่า เพราะมีอุปสรรคมากมายในเรื่องของการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและเครื่องจักร โดยเฉพาะเรื่องกฎเกณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้ประกอบการเดิมในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ
คนที่สามารถก้าวไปสู่ผู้ประกอบการที่คิดใหญ่ทำใหญ่นั้น มักจะต้องมีคุณสมบัติเป็นคนชอบทำเรื่องแปลกใหม่ แต่การคิดใหญ่แล้วไม่จำเป็นจะต้องทำใหญ่เสมอไป เราสามารถเริ่มจากการทำเล็กๆ ก็ได้ คือ เริ่มจากการทดลองทำในปริมาณน้อยๆ ก่อน แล้วก็ค่อยๆ ขยายผล (เมื่อมีคนตอบรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เราคิดขึ้น)
ในความเป็นจริงแล้ว การสร้างนวัตกรรมของคนอเมริกัน และคนไทยต่างกัน ในอเมริกาผู้ประกอบการที่คิดใหญ่ ส่วนใหญ่จะคิดโอกาสขึ้นมาก่อนแล้วค่อยหาเงินทุน ส่วนผู้ประกอบการไทยมักจะไม่กล้าเสี่ยง คิดว่าต้องหาเงินทุนก่อนแล้วจึงค่อยหาโอกาส บ้านเราจึงมักเริ่มจากขั้นตอนของการทำเล็กๆ ก่อน
การเรียนรู้จากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ และการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง (ทั้งจากการอ่าน การฟัง การเห็น และการลงมือทำ) จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะนวัตกรรมไม่ใช่หมายถึงการสร้างขึ้นใหม่อย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการดัดแปลงหรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิมหรือความคิดเดิมให้เป็นของใหม่ด้วย
ทุกวันนี้ นวัตกรรมจึงป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการสร้างความแตกต่างในตัวสินค้าหรือบริการ ที่ลูกค้าและตลาดยอมรับ ครับผม !
วิฑูรย์ สิมะโชคดี

