เวียดนาม – “เวียดนาม…กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของชาติ” นี่คือคำยืนยันของผู้นำของเวียดนาม (นายโต เลิม) เมื่อ 2 กันยายน 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีที่เวียดนามมีเอกราช
ราว 50 ปีที่แล้ว…แผ่นดินเวียดนามคือป้อมค่าย แหล่งบ่มเพาะของพวกคอมมิวนิสต์ที่น่าสะพรึง ถึงขนาดอเมริกาข้ามโลกมาชวนกองทัพไทยยกกองทัพไปยับยั้ง ปราบปราม เพราะพวกคอมมิวนิสต์เป็นอันตรายต่อมวลมนุษยชาติ
ทำสงครามรบกันตายเกลื่อนแผ่นดินกว่า 10 ปี ทหารอเมริกันเสียชีวิตไปราว 58,000 คน บาดเจ็บ พิการอีกกว่า 2 แสนคน สงครามก่อเกิดภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เลวร้าย ความมั่นคงในภูมิภาคเปลี่ยนไป
ชาวเวียดนามทั้งเหนือและเวียดนามใต้ตายไปกว่า 3 ล้านคน
อเมริกาบินไปทิ้งระเบิดถล่มกรุงฮานอยเกือบจะเละเป็นผุยผง ไม่มีน้ำ ไฟ เพื่อให้ผู้นำเวียดนามเหนือประกาศยอมแพ้ หากแต่ชาวเวียดนามที่มีสายโลหิตของนักสู้ไม่เคยคิดเรื่อง “ยอมแพ้”
ทหารเวียดนามเหนือที่เรียกกันว่าเวียดกง ชาย-หญิง ที่ใช้รองเท้าแตะทำจากยางรถยนต์ โคตรทรหด คิดหาวิธีการต่อสู้ แม้กระทั่ง “ไม้ไผ่” ก็นำมาเป็นอาวุธสังหารได้ ซึ่งทหารอเมริกันและชาวโลกยกย่อง
ระเบิดที่ทิ้งมาจากฟากฟ้าฮานอยราวห่าฝนทำให้ชาวเวียดนามเหนือต้องขุดอุโมงค์ลงไปซ่อนตัวในหลายเมือง
ทหารเวียดกงยอมพลีชีพเพื่อยึดจะเวียดนามใต้ สู้ยิบตา ใช้จอบ เสียม ขุดอุโมงค์ลงไปใต้ดินลึก กลายเป็นที่พักอาศัย เพื่อรบกับทหารอเมริกันและชาติพันธมิตร (รวมถึงกองกำลังทหารไทย)
แทบทุกตารางกิโลเมตรในแผ่นดินเวียดนาม เศษกระสุน เศษโลหะ มีหลุมระเบิด กลายเป็นบ่อน้ำในท้องนาให้ควายลงไปนอนแช่น้ำเล่นได้
สังคมโลกมองไปที่เวียดนามอย่างเวทนาว่าเป็นดินแดนแห่งความสิ้นหวัง แถมเป็นซากเดน “สังคมนิยม” ที่ตกค้าง เหลือไม่กี่ชาติในโลก
ถึงแม้เวียดนามเหนือจะชนะสงครามในที่สุด ประเทศนี้ “ก็ไม่น่าจะโงหัวขึ้นมาได้”
เวียดนาม…ยังเป็นดินแดนแห่ง “ภัยพิบัติ” มาช้านาน ด้วยรูปร่างประเทศเรียวยาว โค้งเหมือนถั่วงอก อยู่ติดกับทะเลที่แปรปรวน ดุร้าย
เวียดนามต้องเผชิญกับพายุโหดปีละหลายลูก บ้านเรือนเสียหาย คนตายเยอะ ต้องอพยพหนีกันคราวละเป็นแสนคน แต่ก็สู้ชีวิตเสมอ
พ.ศ.2567 พายุไต้ฝุ่นยางิเป็นพายุที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม เศรษฐกิจเวียดนามเสียหายกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีคนเสียชีวิตนับร้อยคน…
25 ส.ค.68 พายุโซนร้อนคาจิกิ (Kajiki) เคลื่อนตัวเข้าสู่เวียดนาม ส่งผลให้พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามต้องเผชิญกับลมกระโชกแรง คลื่นทะเลขนาดใหญ่และฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ ประชาชนต้องอพยพหนีนับแสนคน
แต่ละปีชาวเวียดนามจะต้องเผชิญกับพายุ ฝนถล่ม น้ำท่วม ดินถล่ม ต้องอพยพผู้คนหนีพายุคราวละ 4-5 แสนคน …แทบไม่เคยว่างเว้นจากภัยธรรมชาติ
หากแต่…ชาวเวียดนามนักสู้…มิได้ท้อแท้ น่าสงสาร เหมือนกับที่คนทั่วไปเข้าใจ…ชาวเวียดนามสามารถยืนหยัด แน่วแน่ สร้างบ้านเมือง สร้างระบบการเมือง เศรษฐกิจ การปกครองที่ “ก้าวกระโดด” เปลี่ยนแปลงแบบที่ประเทศต่างๆ ทำไม่ได้ และไม่กล้าแม้กระทั่งจะคิด
ลองมาลำดับ “การฟื้นตัว-พัฒนาการ” ของเวียดนาม
พ.ศ.2518 สงครามเวียดนามปิดฉากลงด้วย “ชัยชนะ” ของฝ่ายเวียดนามเหนือที่มีสหภาพโซเวียตและจีนสนับสนุน ผู้นำเวียดนามเหนือประกาศรวมเวียดนามเหนือ-ใต้เป็นเอกภาพ เป็นหนึ่งเดียว ตามอุดมการณ์ของโฮจิมินห์
(ทหารเวียดนามใต้และครอบครัว ประชาชนนับล้านหนีตายเพราะไม่ประสงค์จะอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ส่วนหนึ่งลงเรือออกทะเลมาขึ้นฝั่งทางอ่าวไทย เรียกว่า Boat People)
มีการลงโทษ คิดบัญชีแค้นระหว่างคนเวียดนามเหนือ-ใต้เกิดขึ้น… ผู้นำเวียดนามเหนือเฉียบขาด ยังส่งทหารไปทำสงครามในลาว แล้วส่งทหารเวียดนามอีกนับแสนบุกเขมรเพื่อเข้าปกครองเขมร นานาชาติไม่คบค้ากับเวียดนาม
พ.ศ.2522 กองทัพเวียดนามไล่ติดตามเขมร…มาประชิดชายแดนไทย มีเหตุปะทะชายแดนไทย-เวียดนามต่อเนื่อง
ทั่วโลกจับตามองเขม็งว่า… ประเทศที่เพิ่งรวมกันนี้ มันจะอยู่กันยังไง ผู้คนทั้งหลายจะเอาอะไรกิน ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์จะเลวร้ายขนาดไหน ทุกสายตามองใน “มุมลบ” ต่อเวียดนาม
รัฐบาลเวียดนามเร่งฟื้นฟูประเทศจากเศษซากสงคราม หากแต่ “ลักษณะนิสัย” ของชาวเวียดนามคือพลังงานด้านบวกที่คนทั่วโลกยกย่อง โดยเฉพาะเรื่องการทำงานหนัก ชาตินิยม และพึ่งพาตนเอง
ผู้นำเวียดนามผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา มีดีมาก-น้อยแตกต่างกันไป มีข่าวอื้อฉาว ปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เป็นมะเร็งร้าย หากแต่แนวนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ “มีความต่อเนื่อง”
การเดินหมากด้านต่างประเทศของเวียดนามถือว่าเป็นมืออาชีพที่วางตัว “ไม่อิงแอบ” กับชาติใด ต้องการเปิดการค้าขาย ขยายความร่วมมือกับโลกตะวันตก
ประธานาธิบดีสหรัฐที่เคยเป็น “คู่ขัดแย้งหลัก” ยังต้องมาเยือนในหลายโอกาสเพื่อให้เวียดนามถ่วงดุลอำนาจกับจีน
รัฐบาลเวียดนามที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์…ทำอะไรบ้าง
ธันวาคม พ.ศ.2529 หลังการรวมชาติ ผู้นำเวียดนามประกาศนโยบายเริ่มต้นปฏิรูปเวียดนามที่เรียกว่า “โด๋ย เหมย” (Doi Moi) ซึ่งเป็นนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามที่เริ่มใช้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980
โด๋ย เหมย ซึ่งแปลตรงตัวว่า “การฟื้นฟู” ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับประเทศ ช่วยกอบกู้ประเทศจากความล้มเหลวของการวางแผนส่วนกลาง
จากประเทศใหม่ที่เพิ่งรวมตัวกันเพราะสงคราม สุ่มเสี่ยงต่อความล่มสลายทางเศรษฐกิจ นโยบายนี้ทำให้เวียดนามได้ฟื้นตัวได้ ทำให้เวียดนามเปลี่ยนจากประเทศที่เผชิญกับสงครามไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด การลดการผูกขาดของรัฐ และการส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างก้าวกระโดด และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก
“โด๋ย เหมย” ทำให้เวียดนามมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างมั่นคงต่อเนื่อง เพราะมีพรรคควบคุม กำกับ
การเปลี่ยนผ่าน สร้างชาติขึ้นใหม่มีอุปสรรคไม่น้อย
อุปสรรคที่เวียดนามเผชิญมายาวนานคือ ผู้นำรุ่นเก่าที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่ปล่อยวาง แถมยังขาดวิสัยทัศน์ที่จะนำพาเวียดนามก้าวไปข้างหน้า
ขอรวบรัดตัดความมาสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครับ
กรกฎาคม 2567 การเสียชีวิตของเหงียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (CPV) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เรียกว่า แผ่นดินไหวทางการเมือง
จ่องล้มป่วยมาตั้งแต่ต้นปี 2567 ทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจในระดับสูงสุดของรัฐพรรค ซึ่งประธานาธิบดีหวอ วัน เทือง ซึ่งเป็นศิษย์ของจ่องได้ลาออก หลังจากถูกพบว่าพัวพันกับคดีทุจริตที่เกิดขึ้นกว่าทศวรรษก่อนหน้านั้น
หนึ่งเดือนครึ่งต่อมา ในต้นเดือนพฤษภาคม ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หว่อง ดิ่ง เว้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้สมัครหลักที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากจ่อง ก็ “ลาออก” ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลือกนายโต เลิม เป็นหัวหน้าพรรค
สิงหาคม 2567 เพียง 10 วันหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โต เลิม ได้ประกาศยุคใหม่ ซึ่งเขาเรียกว่า “การผงาด” (vn mnh) ของชนชาติเวียดนาม
ผู้นำเวียดนามคนนี้กำหนดทิศทางของเวียดนามยุคใหม่แบบทรงพลัง รื้อฟื้นแผนงาน โครงการที่ค้างคามาปัดฝุ่น รวมถึงประกาศการปฏิรูปประเทศแบบแสนจะท้าทาย เพราะที่ผ่านมา… “ดีแต่พูด”
ผู้นำคนใหม่ของเวียดนามประกาศรื้อฟื้นโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งถูกโหวตคัดค้านในปี 2553 โครงการนี้มีแผนจะใช้งบประมาณ ประมาณ 67,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงทางรถไฟ
รัฐบาลเวียดนามอนุมัติการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่งอีกครั้ง (ซึ่งถูกค้านในปี 2559 หลังจากภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ)
ผู้เขียนประทับใจสุดๆ คือ การควบรวมกระทรวง ลดจังหวัด ยุบอำเภอ และปฏิรูประบบราชการเพื่อความรุ่งโรจน์
การปฏิรูประบบราชการทำให้กระทรวงในเวียดนามลดลงเหลือเพียง 14 กระทรวง และ 3 องค์กรเทียบเท่าระดับกระทรวง (ลดลง 5 กระทรวง หรือร้อยละ 22.7) ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงกิจการภายใน กระทรวงชาติพันธุ์และศาสนา และสำหรับองค์กรเทียบเท่าระดับกระทรวงประกอบด้วย สำนักงานรัฐบาล สำนักงานผู้ตรวจการรัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศเวียดนาม
ในขณะที่หน่วยการปกครองระดับจังหวัดจะถูกควบรวมและปรับลดจาก 63 หน่วย เหลือเพียง 34 หน่วย หน่วยการปกครองระดับจังหวัด จำนวน 52 หน่วย จะถูกควบรวมให้เหลือเพียง 23 หน่วย
ทั้งนี้ เหตุผลในการควบรวมจังหวัดคือ การยกระดับศักยภาพเชิงพื้นที่ให้แก่หน่วยการปกครองระดับจังหวัด การควบรวมจะส่งผลให้หลายจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเลสามารถ “เข้าถึงพื้นที่ชายทะเล” ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด
การยุบหน่วยการปกครอง ระดับอำเภอ มีความสอดคล้องกับรูปแบบการปกครองของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมักจะใช้โมเดลการปกครองแบบ 3 ระดับ ประกอบด้วย รัฐบาล จังหวัด และท้องถิ่น
2 กันยายน 2568 สุนทรพจน์ของโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประกาศหมุดหมายในการนำพาเวียดนามก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ภายหลังการรวมชาติมาเป็นเวลา 50 ปี
ในปี 2567 เวียดนามก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ โดยเป้าหมายคือการทำให้ปวงประชามั่งมี ประเทศชาติมั่นคง
สำหรับปี 2568 ตั้งเป้าการเติบโตจาก 6.5% เป็น 8% ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยมีความทะเยอทะยานเช่นนี้มาก่อน อัตราการเติบโตของ GDP สูงสุดที่เวียดนามเคยบันทึกไว้คือ 9.5% ในปี 2538 และอัตราเฉลี่ยต่อปีในยุคปฏิรูปอยู่ที่ 6.5%
เวียดนามมีประชากรกว่า 90 ล้านคน ชาวเวียดนามเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และชาวเวียดนามโพ้นทะเล หรือที่เรียกว่าเวียดกิว ซึ่งมีประมาณ 3 ล้านคน โอนเงินกลับประเทศปีละประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพดีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี
10 ปีที่ผ่านมา เวียดนาม…เนื้อหอม ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยเด่นที่สุดคือ ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และค่าแรงต่ำ แถมยังเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ…
กล้าหาญที่สุด คือ ปลดข้าราชการออก 1 แสนตำแหน่ง
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

