การนับหนึ่งใหม่อีกครั้งหนึ่งของการเมืองไทยในปลายสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อรัฐสภามีมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เราได้เห็นอะไรมากมายที่เป็นพลวัตของการเมืองไทยในช่วงสมัยนี้
ประการแรก ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะถูกวิจารณ์ว่าเต็มไปด้วยปัญหาอย่างไร รัฐธรรมนูญนี้นำมาสู่การมีนายกรัฐมนตรีหลายคนที่หน้าใหม่ทั้งหมด เว้นแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงต้น
ไม่ว่าจะนายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล
ประการที่สอง การเมืองหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าผลการเลือกตั้งไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลโดยอัตโนมัติ
การจัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เห็นว่าผลการเลือกตั้งไม่ได้เป็นตัวตัดสินในการจัดตั้งรัฐบาลโดยตรง พรรคอันดับสอง และพรรคอันดับสาม นั้นประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่าพรรคที่ได้การเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง
ประการที่สาม ในการจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน จะพบว่าการเมืองสามฝ่ายเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง หมายถึงว่า ฝ่ายเพื่อไทยและพันธมิตร ฝ่ายประชาชน และฝ่ายภูมิใจไทยและพันธมิตร มีคะแนนฝ่ายละประมาณ 140
การย้ายไปมาของการจับมือกันของสามฝ่ายนี้จึงเป็นเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสองปีที่ผ่านมา
แม้ว่ากองเชียร์พรรคประชาชนกลุ่มหนึ่งอาจไม่พอใจการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการจับขั้วกับฝ่ายภูมิใจไทย
แต่ผมเห็นว่า ในทางการเมือง เชิงเลือกตั้ง คะแนนของพรรคเพื่อไทยจะถูกแบ่งจากพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยและพรรคพวกในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน และมีผลต่อการลดลงของคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย
คะแนนปาร์ตี้ลิสต์และคะแนนในเขตเมืองของพรรคเพื่อไทยจะถูกพรรคประชาชนแย่งชิง หากพรรคประชาชนนั้นสามารถจัดทัพผู้สมัคร และมีจุดยืนที่ชัดเจนในการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า (ถ้าแข็งเกินไปแล้วต้องไปร่วมรัฐบาลกับฝ่ายไหน ก็ไม่ง่ายนัก)
คะแนนในเขตนอกเมืองของพรรคเพื่อไทยจะถูกแย่งชิงโดยฝ่ายภูมิใจไทยและพันธมิตร โดยเฉพาะบรรดาบ้านใหญ่ทั้งหลาย ที่จะตัดสินใจย้ายสังกัด
ส่วนผู้สมัครรายย่อยของเพื่อไทยที่ไม่ได้มีบ้านหรือมุ้ง ก็คิดว่าค่อนข้างจะยากลำบากอยู่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เขียนมาไม่ได้แช่ง แต่อยากจะบอกว่า นี่คือผลพลอยได้จากการจับมือของส้มและน้ำเงินและพวกในครั้งนี้ นอกเหนือไปจากเรื่องอื่นๆ ที่ถูกประกาศออกมาใน MOA
นี่คือผลพลอยได้ที่ดีที่สุด
แต่อาจจะไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคะแนนเกินครึ่งสภาอยู่ดีในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ท่ามกลางการเมืองสามฝ่าย
รอบหน้าก็ทำใจไว้เลยครับว่า ย่อมมีการแข่งขันกันจับขั้วรัฐบาลแน่นอน และการเจรจาต่อรองจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ทำใจเอาไว้ก่อนเลย ว่าทั้งการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าต้องสนุกแน่นอน
ประการที่สี่ คนหลายคนที่ไม่พอใจการตัดสินใจของพรรคประชาชนทั้งที่เขาตัดสินใจกันมาตั้งแต่ขั้นสมาชิกพรรค ส.ส. และกรรมการบริหารพรรค ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการเมืองแบบพรรคการเมืองก็มีข้อจำกัดที่พรรคการเมืองย่อมจะมีลักษณะที่รวมศูนย์ในการตัดสินใจตามกฎเกณฑ์ของพรรคที่อาจไม่พอใจสมาชิกบางคน หรือกองเชียร์
ทางออกก็คือการกลับไปเข้าใจกระบวนการจรรโลงประชาธิปไตยที่จำต้องมีการขยายตัวของพื้นที่ประชาธิปไตยทีกว้างขวางขึ้น หมายถึงว่าจะต้องมีความหลากหลายของกลุ่มประชาธิปไตยต่างๆ ที่เข้ามาผลักดันประเด็นประชาธิปไตย
ไม่ใช่แค่มีอดีตนักกิจกรรมเข้าสู่พรรคการเมืองอย่างเดียว และมีกลุ่มคู่ขนานของพรรคทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียง
ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับไอลอว์หรือไม่ แต่เหมือนกับไอลอว์จะเป็นกลุ่มเดียวที่เป็นกลุ่มออกมาเห็นต่างจากพรรคประชาชนในการเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ได้เป็นแถลงการณ์เท่ากับความเห็นของแกนนำกลุ่ม (มีพี่สมบัติ บุญงามอนงค์ อีกคนหนึ่งกระมังที่พอมีพื้นที่อยู่บ้าง แต่งานหลักของพี่สมบัติในองค์กรก็ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง)
มาจนถึงวันนี้ เมื่อประชาธิปไตยทำงานมาระยะหนึ่ง กลุ่มก้อนทางสังคมในแบบประชาสังคมดูจะหดตัวลง นักกิจกรรมเข้าสู่พรรคการเมืองทางเลือกกันเกือบทั้งหมด คนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาเข้ามาทำงานในพรรคอย่างทันที แต่กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่ได้มีพื้นที่มากมายในการเมืองยุคปัจจุบัน
แถลงการณ์ของกลุ่มก้อนต่างๆ แทบไม่มีออกมาในพื้นที่สื่อก่อนที่พรรคประชาชนจะตัดสินใจ
ในทางหนึ่งพรรคประชาชนเป็นทางเลือกใหม่ในการเมืองหลังการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อเราเห็นถึงกฎเกณฑ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ การเกิดทางเลือกใหม่ๆ ทางการเมืองมันจึงไม่ได้มากนักเมื่อเกิดแรงสะเทือนทางสังคมดังที่เป็นอยู่
จริงอยู่ว่าองค์กรภาคประชาชนไม่ได้หายไป และอาจมีจำนวนมากมายในปัจจุบัน หากแต่การรวมตัวเพื่อขับเคลื่อนประเด็นการเมืองอาจไม่ค่อยเด่นชัดนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา
องค์กรต่างๆ นั้นจะทำหน้าที่เสริมและขยายพื้นที่ประชาธิปไตย เป็นทั้งพันธมิตรและคู่สนทนาของพรรคการเมือง และเปิดทางเลือกให้กับสื่อมวลชนในการเป็นเสียงสะท้อนของผู้คนเมื่อต้องการเข้าใจมุมมองหรือเสียงของประชาชน มากกว่าในช่วงผ่านมาที่เชิญแขกวนไปวนมาไม่กี่คน
พันธมิตรยุทธศาสตร์ที่เป็นกลุ่มก้อน หากมีขึ้นหรือกลับมามีบทบาท จะช่วยให้การจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยดีขึ้น นอกเหนือไปจากการตัดสินใจในพรรคของตัวเอง และความเห็นจากอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองเท่านั้น
เพราะการเมืองประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งนั้น ไม่ได้ปฏิเสธเครือข่ายประชาสังคมที่ผลักดันนโยบายมากมาย ที่แต่ละพรรคอ้างว่าเป็นพรรคก้าวหน้า จะมองเห็นโอกาสนำไปจัดทำเป็นนโยบายเสนอแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง และเป็นอีกทางเลือกในการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกันได้ด้วย
ประการที่ห้า ผมไม่ได้ต้องการจะเขียนว่า ต้องให้โอกาสนายอนุทินทำงานไปสักระยะก่อน แต่ผมคิดว่านายอนุทินนั้นกำลังเผชิญความท้าทายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างที่ไม่เคยเจอมาในการดำรงตำแหน่งก่อนๆ เพราะที่ผ่านมานายอนุทินทำงานอยู่ในฐานะ “เบอร์รอง” คือไม่ได้ต้องโชว์การทำงานล้ำหน้าคนอื่น เพราะมีนายอยู่ในตำแหน่งสูงสุด แต่มาถึงวันนี้ นายอนุทินอาจจะต้องทำงานจริงๆ จังๆ เพราะปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ไม่ได้แล้ว ดังนั้น ต้องคอยดูว่านายอนุทินจะทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาช่วงสั้นๆ นี้ได้อย่างไร
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

