หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : เมื่อคุณเลือกรับโลหิต ‘อสูร’ และดำดิ่งสู่ ‘ปราสาทไร้ขอบเขต’

10.09.25 | 11:19 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : เมื่อคุณเลือกรับโลหิต ‘อสูร’ และดำดิ่งสู่ ‘ปราสาทไร้ขอบเขต’

คอลัมน์ตอนนี้อาจเปิดเผยเนื้อหาของการ์ตูนเรื่อง “ดาบพิฆาตอสูร” ตั้งแต่ต้น จนถึงเนื้อหาในภาพยนตร์ภาคล่าสุด “ปราสาทไร้ขอบเขต”

Demon Slayer (kimetsu no yaiba) หรือชื่อภาษาไทยว่า “ดาบพิฆาตอสูร” ตอนล่าสุด “ปราสาทไร้ขอบเขต” เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่องล่าสุดที่ทำรายได้ในประเทศไทยได้อย่างเป็นปรากฏการณ์ โดยปิดยอดที่ 300 ล้านขึ้นไป เพราะในตอนนี้ในบางโรงก็ยังมีโปรแกรมฉายอยู่

ที่การ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องนี้สามารถทำรายได้ระดับที่แม้แต่หนังฮอลลีวู้ดบางเรื่องยังทำไม่ได้นั้น เป็นเพราะกลุ่มผู้ชมเรื่องนี้มีทุกเพศทุกวัย สำหรับเด็กๆ นั้นก็แน่นอนว่าเด็กจนถึงวัยรุ่น ตั้งแต่ 7 ขวบ ถึง 12 ปี น่าจะเกินครึ่งที่ติดตามการ์ตูนชุดนี้ กับวัยรุ่นก็มีจำนวนมาก ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ติดตาม ก็น่าจะคุ้นๆ กับเสื้อคลุมลายหมากรุกเขียวดำกับลายผีเสื้อสีขาวชมพู นั่นก็มาจากการ์ตูนชุดนี้เหมือนกัน ไม่นับว่ากลุ่มที่พาลูกไปดูและต้องดูเป็นเพื่อน แล้วตอนหลังก็ติดตามไปด้วย หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่ติดตามเรื่องนี้เองโดยไม่ใช่การพาลูกพาหลานไปดูก็ไม่น้อย

แกนเรื่องหลักของ “ดาบพิฆาตอสูร” คือ การต่อสู้ระหว่าง “อสูร” (Oni) ที่เป็นภัยคุกคามมนุษย์ซึ่งดำรงตัวตนอยู่อย่างลึกลับในญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคเซนโกคุจนถึงไทโช กับบรรดา “นักล่าอสูร” ของ หน่วยพิฆาตอสูร องค์กรลับที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อกำจัดอสูรที่เป็นภัยต่อมนุษย์

Advertisement

เนื่องจากอสูรนั้นมีพละกำลังพื้นฐานเหนือกว่ามนุษย์อย่างเทียบไม่ได้ มีร่างกายที่เป็นอมตะสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองได้หากได้รับบาดเจ็บ บางตัวมีความสามารถในการใช้พลังพิเศษได้หรือมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าอสูรโดยทั่วไปด้วย ซึ่งขึ้นกับทั้งพื้นฐานของร่างกายก่อนที่จะมาเป็นอสูรซึ่งเพิ่มพูนด้วยการกินเนื้อและเลือดมนุษย์ ยิ่งกินไปมากหรือนานเท่าไร อสูรนั้นยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปได้เรื่อยจนยากที่มนุษย์ทั่วไปจะเอาชนะได้

จุดอ่อนร่วมกันอย่างเดียวของอสูร คือการที่ถ้าต้องแสงอาทิตย์แล้ว ร่างกายจะสลายเป็นผุยผง และสำหรับอสูรโดยทั่วไปนั้นก็สามารถสังหารได้ด้วยการตัดศีรษะด้วย “ดาบเพลิงสุริยัน” ที่ตีขึ้นจากแร่เหล็กที่อาบแสงอาทิตย์มาเป็นเวลานาน

ซึ่งผู้ใช้ “ดาบเพลิงสุริยัน” นั้นก็คือ “นักล่าอสูร” คือพวกของตัวเอกนั่นเอง โดยหน่วยพิฆาตอสูรจะเป็นกลุ่มนักดาบที่มีความเป็นมาสืบทอดกันมานับพันปี ที่จะให้กระบวนท่าดาบผสานเข้ากับวิธีการหายใจ ที่เรียกว่า “ปราณ” ที่สอดคล้องกับกระบวนท่าของตน

นอกจากเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นน่าติดตามและการต่อสู้ที่สนุกชวนลุ้นตามด้วยการใช้พลังปราณต่างๆ ต่อกรกับพลังอสูรที่เหนือมนุษย์ ประกอบกับงานเสียงและงานภาพของแอนิเมชั่นที่ทำได้ระดับที่เรียกว่าวิจิตรพิสดารแล้ว ความน่าสนใจของ “ดาบพิฆาตอสูร” นั้นยังอยู่ที่ “ภูมิหลัง” ของนักล่าอสูรแต่ละคน รวมถึงอสูรสำคัญหลายๆ ตนด้วย

โดยพวก “อสูร” นั้นมีต้นกำเนิดเดียวกัน คืออสูรทุกตนนั้นเคยเป็นมนุษย์ที่ได้รับโลหิตจาก “คิบุตสึจิ มุซัน” ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกที่กลายเป็นอสูร ทั้งโดยตรงจากตัวเขาเองหรือผ่านทางอสูรระดับสูงที่เรียกว่า “อสูรจันทราข้างขึ้น”

“ภูมิหลัง” ที่น่าสนใจของพวกอสูรนี่แหละที่น่าสนใจและคิดตาม เพราะ “อสูร” ตัวสำคัญในเรื่องนั้น เป็นมนุษย์ที่เลือกว่าจะรับ “โลหิต” ของมุซันมาเพื่อเป็นอสูรนี้ต่างมีที่มาที่แตกต่างกัน ที่มีทั้งน่าเห็นใจและไม่น่าเห็นใจ

โดย “เหตุผล” และ “เรื่องราวเบื้องหลัง” ของอสูรบางตนนั้นทำให้ผู้ชมวัยผู้ใหญ่หลายคนเอามาเชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือเรื่องที่ตนเองได้พบ ซึ่งอาจนำไปสู่การใคร่ครวญว่า ถ้าเราอยู่ในสภาพนั้น เราจะตัดสินใจรับโลหิตของมุซันเพื่อเป็น “อสูร” ซึ่งเป็นตัวตนอันชั่วร้ายและเป็นภัยต่อมนุษย์และสังคมหรือไม่

อสูรบางตัวมีที่มาจากชะตากรรมที่น่าสงสาร เช่นพี่น้องอสูรข้างขึ้น “ดาคิ” กับ “กิวทาโร่” ที่เกิดมาเป็นเด็กกำพร้าในย่านโคมแดง เติบโตมาพร้อมการถูกเหยียดหยามรังแกจากผู้คนทั้งที่เหนือกว่าและเท่ากัน ดาคิหรือชื่อเดิมว่าอุเมะนั้นเคยถูกซามูไรสูงศักดิ์พยายามล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อเธอไม่ยอมและป้องกันตัวก็ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการเผาทั้งเป็นและทิ้งไว้โดยไม่สนว่าจะเป็นหรือตายหรือไม่ จนกระทั่งกิวทาโร่ผู้เป็นพี่มาพบ และยอมรับข้อเสนอรับโลหิตของมุซันจากอสูรจันทราข้างขึ้นต้นหนึ่งมาเป็นอสูรเพื่อจะได้มีชีวิตรอดทั้งตัวเองและน้องสาว

หรือแม้แต่อสูรข้างขึ้นตัวหลักของภาคปราสาทไร้ขอบเขตคือ “อาคาสะ” ซึ่งแม้ว่าตามเนื้อเรื่องจะไม่เชิงว่าเขา “เลือก” ที่จะเป็นอสูรด้วยตัวเอง แต่จากพฤติการณ์ที่เขาแก้แค้นเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดร้ายก่อนหน้านั้นเองที่ดึงดูดให้มุซันมาทำให้เขากลายเป็นอสูร แต่เหตุผลที่เขาขาดสติฆ่าผู้คนอย่างโหดร้ายนั้นก็มาจากการที่ชีวิตของเขาถูกชะตากรรมหรือจริงๆ ก็คือสังคมและผู้คนกระหน่ำซ้ำเติมมาตลอด อย่างที่ไม่ให้เขามีโอกาสได้ตั้งตัว แม้ในตอนที่ชีวิตของเขากำลังจะได้พบความสุขและเริ่มต้นชีวิตใหม่กับ “ครอบครัว” ที่เขากำลังจะสร้างขึ้น แต่ก็ถูก “มนุษย์” ที่ชั่วช้ายิ่งกว่าอสูรมาพรากคนที่รักและความสุขของเขาไป

นั่นทำให้ฉากที่เฉลยว่าทำไมอาคาสะถึงมาเป็น “อสูร” ในภาพยนตร์จึงทำให้ผู้ชมเกือบทั้งโรงต้องเสียน้ำตา

ส่วนอสูรบางตนก็มาเป็นอสูรด้วยเจตนาที่อาจจะโทษได้ว่าทั้งเป็นเพราะถูกจอมอสูรบอกความจริงไม่หมด หรือตัวเองไม่ไตร่ตรองเงื่อนไขในการใช้ชีวิตเยี่ยงอสูรโดยไม่รอบคอบก็ก้ำกึ่ง คือกรณีของอสูรสาว “ทามาโยะ” ที่เมื่อเป็นมนุษย์ป่วยด้วยโรคประจำตัวที่ทำให้มีชีวิตได้ไม่ยืนยาว ความที่เธออยากเห็นลูกๆ เติบโต และได้ดูแลสามี เธอจึงยอมรับโลหิตจากมุซัน แต่ทันทีที่เธอกลายเป็นอสูรไปแล้ว สัญชาตญาณก็ทำให้เธอจับทั้งลูกและสามีกินเป็นอาหาร เมื่อกลับมามีสติรู้ตัวก็หัวใจแตกสลาย ด้วยว่าเหตุผลที่ทำให้เธอมาเป็น “อสูร” นั้นถูกทำลายลงด้วยการ “เป็นอสูร” ของตัวเธอเอง ทำให้ในภายหลัง ทามาโยะได้พยายามตัดขาดจากการควบคุมของมุซัน และช่วยเหลือมนุษย์ต่อสู้กับจอมอสูรในภายหลัง

แต่ก็ไม่ใช่อสูรทุกตัวที่จะน่าสงสารแบบนั้น หรือถ้าเอาจริง อสูรที่มีที่มาน่าเห็นใจเช่นนั้นก็มีน้อย เพราะส่วนใหญ่ที่เลือกจะรับโลหิตของมุซันและมาเป็นอสูรนั้นส่วนใหญ่เกิดจากเหตุผลที่บิดเบี้ยวทั้งสิ้น เช่น ศาสดาจอมปลอมผู้อยากได้สาวกหญิงไว้ปรนนิบัติและจับกินในตอนที่เบื่อแล้ว อาชญากรที่หลอกตัวเองว่าทุกการกระทำอันชั่วร้ายของตัวเองนั้นล้วนเป็นความผิดของคนอื่นทั้งสิ้น

เช่นเดียวกับอสูรข้างขึ้นอีกตัวหนึ่งที่ปรากฏตัวในภาคนี้คือ ไกงาคุ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในหน่วยพิฆาตอสูรผู้ใช้กระบวนท่าดาบและปราณอัศนี (สายฟ้า) ซึ่งได้รับถ่ายทอดไปจากอดีตผู้เฒ่าเสาหลักคำรณ ซึ่งมีศิษย์เอกสองคน คือ ไกงาคุและเซนอิตสึ ซึ่งเป็นนักล่าอสูรกลุ่มเดียวกับตัวเอก

ชะตากรรมของไกงาคุกับเซนอิตสึนั้นเหมือนตลกร้าย เพราะเซนอิตสึนั้นเรียนรู้วิชาได้เพียงกระบวนท่าแรกโดยไม่สามารถเรียนรู้กระบวนท่าอื่นได้ ส่วนไกงาคุนั้นก็เรียนรู้กระบวนท่าที่สองถึงที่หกได้ แต่ไม่สามารถที่จะฝึกใช้กระบวนท่าแรกหรือท่าที่หนึ่งได้ ผู้เฒ่าเสาหลักคำรณจึงตกลงให้เซนอิตสึและไกงาคุรับเป็นผู้สืบทอดกระบวนดาบปราณอัศนีร่วมกัน

แต่ไกงาคุยอมรับไม่ได้ เพราะเขาคิดว่าตัวเขานั้นเหนือกว่าเซนอิตสึในทุกด้าน เขาจึงไม่รับสืบทอดปราณอัศนี และแยกตัวออกจากสำนักด้วยจิตใจที่ชิงชังและริษยา แต่ถึงอยางนั้นเขาก็ยังเป็นนักล่าอสูรอยู่ จนกระทั่งในวันอันโชคร้าย เขาได้พบกับ “โคคุชิโบ” อสูรจันทราอันดับหนึ่งที่มีพละกำลังและความสามารถเป็นรองเพียงจอมอสูรมุซันเท่านั้น

โดยสภาพแล้วไกงาคุไม่มีทางรอดชีวิตไปได้เลย แต่แทนที่เขาจะยอมรับชะตากรรม เขากลับก้มหัวขอร้อง ขอโอกาสรอดชีวิตจากอสูรข้างขึ้นที่หนึ่ง โดยยื่นข้อเสนอว่า ถ้ายอมไว้ชีวิต เขาก็ยินดีที่จะเป็นอสูร ซึ่งการที่ได้ผู้ที่เคยเป็นนักล่าอสูรและใช้ปราณได้มาเป็นอสูรแล้ว อสูรตัวนั้นจะทรงพลังอย่างยิ่ง

ในที่สุดไกงาคุก็หันหลังให้หน่วยพิฆาตอสูรได้รับโลหิตของมุซันผ่านจากโคคุชิโบ และกลายเป็นอสูรข้างขึ้นตนต่อไป พร้อมด้วยความรู้สึกว่านอกจากรอดชีวิตแล้ว เขายัง “ชนะ” หรือ “เก่งกว่า” ทั้งผู้เฒ่าเสาหลักคำรณที่ไม่ยอมรับความสามารถของเขาและเซนอิตสึ ผู้สืบทอดปราณอัศนีอีกคนที่เขาเกลียดชัง

การตัดสินใจของไกงาคุนั้นทำให้ผู้เฒ่าเสาหลักคำรณจิตใจแตกสลาย และถือเป็นการเสื่อมเสียเกียรติและสมควรรับโทษอย่างยิ่ง ที่ลูกศิษย์ซึ่งตัวเองฝึกสอนมานั้นเลือกทางไปเป็นอสูร เขาจึงต้องรับผิดชอบคว้านท้องตายอย่างโดดเดี่ยวและทรมานเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่มีคนฟันคอให้พ้นทรมานตามธรรมเนียม

ชะตากรรมของไกงาคุและเซนอิตสึหลังจากนี้ได้เฉลยเล่าไว้ในภาพยนตร์ภาคล่าสุด ซึ่งในตอนที่คอลัมน์นี้เผยแพร่น่าจะยังพอหารอบได้อยู่ หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็เชื่อว่าอีกไม่กี่เดือนก็น่าจะถูกนำมาลงในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ ให้ได้ชมกัน

ที่เล่าเรื่องดาบพิฆาตอสูร และที่มาในการรับโลหิตและกลายเป็นอสูรนี้ ก็เนื่องมาจากข่าวการเมืองที่น่าจะรู้กันว่าหมายถึงเรื่องอะไร ซึ่งแม้แต่อดีตคนในพรรคนั้นก็เรียกว่าเป็นการ “ทำสัญญากับปีศาจ” แต่ในฐานที่เพิ่งดูภาพยนตร์ไป ทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้เปรียบได้กับการ “รับโลหิต” จากจอมอสูรมุซันและกลายเป็นอสูรมากกว่า

เมื่อได้รับโลหิตอสูรไปด้วยเชื่อว่านี่จะเป็นทางรอดแล้ว พวกเขาจะเหลือสติอยู่แค่ไหน จะเผลอ “กัดกิน” เลือดเนื้อ ความหวัง และเสรีภาพของผู้คนเยี่ยงอสูรหรือไม่ และพวกเขาจะพบว่ามีเงื่อนไขอะไรที่ไม่รู้มาก่อนและทำให้ในที่สุดพวกเขาจะมีส่วนทำลายสิ่งที่ตั้งใจจะรักษาปกป้องหรือไม่ แต่อย่างน้อยเมื่อรับโลหิตอสูรไปแล้ว ก็ต้องรับใช้ทั้งอสูรเจ้าของโลหิตและผู้นำเข้าไปรับโลหิตนั้นด้วย อย่างยากที่จะปฏิเสธ

ชะตากรรมของผู้เคยอ้างว่าต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตของ “มนุษย์” ที่ผู้รับโลหิตอสูรที่เหนือกว่าด้วยเห็นว่าเป็นทางที่จะช่วยให้รอด และดำดิ่งลงสู่ห้วงปราสาทไร้ขอบเขตนี้จะสามารถกลับมาช่วยเหลือมนุษย์สู้กับจอมอสูรได้อย่าง “ทามาโยะ” หรือจะหลงระเริงกับพลังใหม่ที่ได้รับมาจากโลหิตอสูรอย่าง “ไกงาคุ” และเป็นศัตรูกับมนุษย์ที่เคยเป็นพวกพ้อง อีกประเดี๋ยวเราก็น่าจะได้รับชมต่อไปในอนาคต