หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลลิตา หาญวงษ์...

ลลิตา หาญวงษ์ : ก้าวต่อไปของมิน อ่อง ลาย

12.09.25 | 13:29 น.

มิน อ่อง ลาย – พม่ากำลังจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเต็มตัว แต่แทนที่เราจะได้เห็นการหาเสียงและการเตรียมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้ง เรากลับเห็นปฏิบัติการทางทหารที่หนักหน่วงสุดในรอบหลายปี เพื่อยึดครองพื้นที่กลับมาจากฝ่ายต่อต้านให้ได้มากที่สุด ก่อนที่การเลือกตั้งจะมาถึง ในรัฐคะเรนนี ติดชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนของไทย กองทัพพม่าใช้เครื่องบินปูพรมทิ้งระเบิด ในพื้นที่ที่กองทัพคะเรนนี KNDF ควบคุมอยู่ และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของกองทัพพม่า เช่น เมืองเดโมโซ (Demoso) และมอชี (Mawchi) หัวเมืองหลักที่อยู่ใกล้ทั้งชายแดนไทยและเนปยีดอ ในวันที่ 17 สิงหาคม เพียงวันเดียว มีประชาชนที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศถึง 32 คน นี่เป็นหนึ่งในการโจมตีทางอากาศที่สร้างความเสียหายหนักที่สุดตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2021 เป็นต้นมา

ความน่าสนใจของการโจมตีระลอกนี้ คือความต่อเนื่องของแผนการโจมตี ที่ไม่ได้มีเฉพาะในรัฐคะเรนนี แต่ยังรวมถึงหลายพื้นที่ในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะฉิ่น ที่พม่าใช้การโจมตีในลักษณะเดียวกันเพื่อจะยึดพื้นที่คืนจากฝ่ายต่อต้าน เพราะรู้ดีว่าหากเป็นปฏิบัติการที่ใช้ทหารราบเข้าตี ไม่มีทางที่พม่าจะได้เปรียบกองกำลังของชนกลุ่มน้อยที่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ และยังชำนาญการใช้โดรนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

ลักษณะการโจมตีของกองทัพพม่าในรอบนี้ ชัดเจนว่า SAC (แม้จะรีแบรนด์เป็น SSPC แล้ว โดยใส่คำว่า Peace เข้าไปชูโรง แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยังใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีประชาชนอย่างต่อเนื่อง) ต้องการยึดคืนพื้นที่ในทางกายภาพ และต้องการขู่กองกำลังชนกลุ่มน้อยหลักทุกกลุ่มให้ยอมเจรจาและเข้าสู่การเลือกตั้ง ท่าทีแข็งกร้าวและรุนแรงนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการพุ่งเป้าไปที่ฝ่ายต่อต้านกลุ่มหลักๆ เช่น การประกาศให้ KNU ซึ่งเป็นขบวนการเอกราชของกะเหรี่ยง เป็นขบวนการก่อการร้าย เพราะ KNU มีจุดยืนชัดว่าจะไม่มีทางยอมรับแผนการเลือกตั้งของรัฐบาลพม่า เพราะมองว่าไม่มีความชอบธรรม เลือกปฏิบัติ ผิดกฎหมาย และเป็นเพียงเครื่องมือที่จะต่ออายุให้คณะรัฐประหาร

ดูเหมือนว่า หมากของผู้นำ SAC พลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ในเวลานี้คือการเดินหน้าเลือกตั้งเต็มตัว เพราะเขามีความเชื่อว่าการเลือกตั้งจะสามารถฟอกขาวให้ SAC และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2021 จากเดิมที่มีเพียงการคาดการณ์ว่าใครจะขึ้นมาเป็นทายาททางการเมือง ที่จะสืบต่ออุดมการณ์ของ “ตั๊ดมะด่อ” หรือกองทัพแบบพม่า ซึ่งต้องไม่ใช่คนปกติ แต่ต้องเป็นคนที่มิน อ่อง ลายเลือกแล้วกับมือ และไว้วางใจจนจะยื่นไม้ต่อให้ ในบรรดาผู้บริหารและรัฐมนตรีใน SSPC ทั้งหมด 10 คน ยังมีชื่อที่ผู้ติดตามข่าวจากพม่าคุ้นเคยอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น นายพลโซวิน (Soe Win) ที่ยังคงเป็นเบอร์ 2 ในรัฐบาล SSPC พลโทยาเพ (Yar Pyae) รัฐมนตรีกระทรวงกิจการชายแดน และพลเอกจ่อซวาลิน (Kyaw Swa Lin) ดาวรุ่งพุ่งแรงที่เพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมื่อปลายปี 2024 เมื่ออายุเพียง 53 ปีเท่านั้น

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม การปกครองกองทัพพม่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แนวคิด “จักรพรรดิราช” หรือผู้ปกครองสูงสุดหนึ่งเดียว ที่มิน อ่อง ลายนำมาใช้หลังกระชับอำนาจอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2011 เมื่อเขาก้าวมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั้นจะยังคงมีอยู่ต่อไป ต่างจากยุคของ SLORC และ SPDC ที่อย่างน้อยยังมีคณะผู้ปกครองหลายคนที่คานอำนาจกัน แม้หลายคนจะมองว่านี่คือช่วงแห่งการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ (transitional period) แต่ผู้เขียนกลับมองว่าอำนาจนำจะยังคงกระจุกตัวอยู่ที่กองทัพอยู่เหมือนเดิม แม้เมื่อมิน อ่อง ลายลงจากตำแหน่งแล้ว ก็จะยังมีทายาททางการเมืองอย่างจ่อซวาลิน (ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองไปเสียก่อน) เข้ามาอุ้มชูกองทัพและค่านิยมแบบกองทัพพม่าต่อไป

Advertisement

ความอยู่รอดของกองทัพ และสงครามที่ยังดำเนินต่อไปทุกวัน ทำให้ผู้นำทหารพม่าไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากมองหาทางลัด หนึ่งในเส้นทางที่มิน อ่อง ลายในช่วงก่อนเลือกตั้งเลือกเดิน คือการกลับเข้าหาจีนอย่างเปิดเผย ไม่ได้สงวนท่าทีแบบเดิม เราคงทราบกันดีว่าทัศนคติของชนชั้นนำพม่านั้นไม่เคยไว้ใจจีน เพราะหนึ่งในหลักนิยมของกองทัพพม่า มีอยู่ข้อนึงที่ว่าพวกเขาจะทำทุกทางเพื่อต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอก ความพยายามของจีน ที่จะกลับเข้าไปมีอิทธิพลในพม่า เกิดขึ้นหลายเดือนหลังปฏิบัติการณ์ 1027 ในปลายปี 2023 ในช่วงแรก จีนยังให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อย 3 กลุ่มในนาม “กลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ” หรือ Three Brotherhood Alliance เพื่อให้ช่วยรักษาผลประโยชน์ของจีน ตามแนวท่อก๊าซ จากชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ที่เมืองเจ้าก์ผิ่ว ในรัฐ
ยะไข่ ไปจนจรดชายแดนจีนที่เมืองรุ่ยลี่ (Ruili) ซึ่งมีกองกำลังตะอาง ในนาม TNLA ควบคุมอยู่ เมื่อจีนเห็นแล้วว่าการหนุนชนกลุ่มน้อยไม่ได้เป็นประโยชน์กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของตนในพม่ามากนัก จึงเริ่มกลับไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลเนปยีดอ เห็นได้จากการที่มีผู้นำระดับสูงของจีนเข้าไปพม่าบ่อยครั้ง หรือรัฐบาลจีนเองก็เชิญมิน อ่อง ลายไปเยือนแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่พฤศจิกายน 2024 และในปีนี้ ก็ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าประชุมการประชุมความมั่นคงแห่งยูเรเซียของ Shanghai Cooperation Organization (SCO) ที่นำโดยจีนและรัสเซีย และยังไปร่วมงานฉลองครบ 80 ปี ชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จีนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ผู้เขียนขอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การ กลับสู่อ้อมอกของจีน”

หากกองทัพพม่ายังเข้มแข็งเหมือนกับช่วงหลังรัฐประหารใหม่ๆ มิน อ่อง ลายคงยังมีทีท่า “ตึงๆ” กับจีนได้ แต่มาวันนี้ เขารู้ดีว่าหากไม่มีตัวช่วยที่เข้มแข็งพอ กองทัพพม่าไม่มีทางจัดการเลือกตั้งได้ และก็จะทำให้โรดแมปต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ได้ด้วย นอกจากนี้ การกลับไปหาจีน ยังทำให้พม่าสามารถซื้อทั้งอาวุธและรับการลงทุนใหม่ๆ ให้กองทัพพม่าหายใจได้โล่งขึ้น และมั่นใจว่าการเลือกตั้ง
จะจัดขึ้นได้อย่างแน่นอน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด นอกจากจะเป็นทางลงให้มิน อ่อง ลายเอง รวมทั้งกองทัพพม่าจะหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” แล้วยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะรัฐบาลคู่ขนาน NUG ไม่เข้มแข็งและมีอิทธิพลน้อยลงไปมาก และนี่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพของด่อ ออง ซาน ซูจีที่ย่ำแย่ลงแต่อย่างใด หากแต่ NUG ที่ได้รับการสนับสนุนจากชาวพม่าโพ้นทะเล รวมทั้งรัฐบาลของบางชาติในโลกตะวันตก ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ ผู้เขียนได้รับข้อมูลจากฝ่ายต่อต้านตามแนวชายแดนไทย-พม่า ว่ากองกำลังของ PDF ที่แต่เดิมรับคำสั่งจาก NUG นั้น ในเวลานี้ก็เป็นเนื้อหนึ่งอันเดียวกับกองกำลังของชนกลุ่มน้อยมากกว่าจะมีความรู้สึกผูกพันกับ NUG เหมือนแต่ก่อน