หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลยพิ...

ดุลยภาพดุลยพินิจ : แรงงานกัมพูชาแห่กลับใครเดือดร้อน

12.09.25 | 12:33 น.

ดุลยภาพดุลยพินิจ : แรงงานกัมพูชาแห่กลับใครเดือดร้อน

ช่วงนี้บ้านเมืองไทยต้องวุ่นวายกับปัญหาการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรงบวกกับกำแพงภาษีทรัมป์ สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนรัฐบาล ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดน่าจะเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้ต้องปลดนายกรัฐมนตรีและในที่สุดต้องเปลี่ยนรัฐบาลหลังการลงคะแนนเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ และนายกฯใหม่ได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 7 กันยายน คงทายไม่ได้ว่าประเทศจะไปต่ออย่างไร เรื่องหนักๆ ทั้งนั้น

แต่วันนี้ขอคุยเบาๆ เรื่องแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ตามข่าวว่าแห่กลับประเทศจำนวนนับแสน เผื่อรัฐบาลใหม่และ รมต.กระทรวงแรงงานใหม่ (มือเก่า รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ) และปลัดกระทรวงแรงงานใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งอาจไม่คุ้นเคยกับปัญหาแรงงาน ดังนั้นก็คงจะต้องเหนื่อยหน่อย

การแห่กลับของแรงงานกัมพูชาครั้งนี้น่าจะเริ่มจาก 14 มิถุนายน 2568 ที่ก่อนคุยกับอดีตนายกฯแพทองธาร สมเด็จฯฮุน เซนได้โพสต์ข้อความเรียกร้องให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในไทยเดินทางกลับกัมพูชาโดยเร็ว ไม่ว่าจะมีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยขู่ว่าทางการไทยอาจดำเนินมาตรการเนรเทศในอนาคตอันใกล้ รวมทั้งมีข่าวลือที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะลงโทษผู้ที่ไม่ยอมกลับ และยังระบุด้วยว่าความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามีแนวโน้มจะยืดเยื้อ

ผลคือแรงงานเขมรที่ทำงานอยู่ในประเทศแห่กลับนับแสนคน แต่จะเป็นจำนวนเท่าใด ทางราชการไทยไม่เคยแถลง (ฝากท่าน รมต.และปลัดแรงงานใหม่ไปดูแลด้วย) เท่าที่ผู้เขียนพยายามติดตามดูจากสื่อก็บอกว่าหลายแสนคน แต่ตัวเลขที่ได้มาก็ยกเมฆก้อนเบ้อเริ่ม ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะตามสถิติทางการของไทยนั้น ณ เดือนมิถุนายน 2568 มีแรงงานกัมพูชาในไทย 519,727 คน ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่มีเอกสารถูกกฎหมายแล้วเท่านั้น แต่ยังมีแรงงานกัมพูชาไม่ถูกกฎหมายอีกจำนวนมากที่ไม่มีเอกสารเข้าเมืองและใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง ส่วนจะมีจำนวนเท่าใดนั้นก็แล้วแต่จะเดากันไป เพราะพวกนี้หาตัวไม่เจอะ บางประเทศเรียกว่า “ผี” หรือ “ผีน้อย” เลย ท่านผู้ไม่รู้หลายคนเดาว่าน่าจะพอๆ กับแรงงานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว คือประมาณ 5 แสนคน แต่ผู้เขียนไม่ขอยืนยัน

Advertisement

และถึงขณะนี้มีแรงงานกัมพูชากลับประเทศไปแล้วกี่คนจึงไม่มีใครสามารถบอกได้ จากข่าวที่ปรากฏตามสื่อมีตั้งแต่ประมาณ 5 หมื่นคนในระยะแรกเดือน ก.ค. (spacebar) ถึง 300,000-400,000 คน (เครือข่ายประชากรข้ามชาติ) กว่า 540,000 คน (กรรมาธิการแรงงาน 1 ส.ค.68) และ 910,000 คน (กระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพกัมพูชา)

แรงงานกัมพูชาแห่กลับไป ใครเดือดร้อน

คนที่จะเดือดร้อนกลุ่มแรกๆ น่าจะเป็นนายจ้างไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานกัมพูชาในกิจการต่างๆ ซึ่งข้อมูลเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่มีเอกสารถูกต้อง (ณ มิถุนายน 2568 ที่ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาเริ่มรุนแรงขึ้น) มีแรงงานกัมพูชาในไทยที่ถูกกฎหมาย 5.2 แสนคน ในจำนวนนี้ ผู้เขียนจำแนกออกเป็นกลุ่มกิจการใหญ่ๆ ได้ 4 กลุ่ม*/คือ (1) ร้อยละ 38 (2 แสนคน) อยู่กิจการผลิต 10 ชนิด (ไม่รวมกิจการต่อเนื่องประมงทะเล/เกษตร/ปศุสัตว์/แปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งนำไปรวมกับเกษตรและประมง) (2) ร้อยละ 33 (1.7 แสนคน) อยู่กิจการก่อสร้าง (3) ร้อยละ 17 (9 หมื่นคน) อยู่กิจการเกษตร ล่าสัตว์ ประมงและกิจการต่อเนื่อง และ (4) ร้อยละ 12 (6 หมื่นคน) อยู่กิจการบริการต่างๆ และทำงานบ้าน (*/ เป็นการจำแนกประเภทกิจการโดย
ผู้เขียนเองโดยการจัดกลุ่มตามความสะดวกจากตารางที่ 29 สถิติแรงงานต่างด้าว มิถุนายน 2568)

ในกลุ่มกิจการที่เดือดร้อน แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีอุตสาหกรรมยานยนต์รวมอยู่ด้วย ผู้ประกอบการท่านหนึ่งได้กรุณาให้ข้อมูลว่าในสายการผลิตยานยนต์ มีแรงงานกัมพูชาเกือบ 1 แสนคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20-30 ของแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ (ในพื้นที่สมุทรปราการและชลบุรีที่มีนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่และมีจำนวนแรงงานกัมพูชาถูกกฎหมายทำงานอยู่จำนวนมาก)

โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งซึ่งมีแรงงานทั้งหมด 350 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานกัมพูชาถึงร้อยละ 70 หรือราว 245 คน และทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไปทำให้สายการผลิตต้องหยุดชะงักและกระทบต่อซัพพลายเชนของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทันที

ที่ต้องเดือดร้อนคือขณะนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กำลังเร่งหาทางนำแรงงานใหม่เข้ามาทดแทน แต่การนำเข้าแรงงานจากเมียนมาและลาวมีอุปสรรคทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย โดยเฉลี่ยสูงกว่า 20,000 บาทต่อแรงงาน 1 คน ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการพุ่งขึ้นอย่างมาก

กิจการอื่นๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน มีภาคเกษตร เช่น สวนลำไยในจันทบุรีที่แรงงานกัมพูชาราว 3 หมื่นคนเดินทางกลับประเทศ แต่ขณะนี้ได้ข่าวว่าได้แรงงานไทยเข้าไปทำงานแทนแล้วเพราะได้ค่าตอบแทนสูงถึงวันละ 700-1,500 บาทขึ้นอยู่กับความสามารถเพราะได้รับค่าจ้างตามผลงานเป็นรายตะกร้า

ธุรกิจก่อสร้างก็ได้รับความกระทบกระเทือนเพราะนิยมจ้างแรงงานกัมพูชา เมื่อแรงงานกัมพูชากลับประเทศโดยกะทันหันทำให้งานก่อสร้างสะดุด ส่งงานตามสัญญาไม่ได้ ซึ่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ภาคการก่อสร้างมีแรงงานกัมพูชาหายไปประมาณ 300,000 คนจากทั้งระบบที่มีอยู่ประมาณ 500,000 คน ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงการที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างของภาคเอกชน เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของโครงการต้องเร่งรัดการก่อสร้างให้เสร็จตามกำหนด โดยมีแนวโน้มจะไม่ขยายอายุสัญญาให้กับผู้รับเหมาทั้งที่เป็นเหตุสุดวิสัย

แต่คำตอบสุดท้ายคือ คนที่จะเดือดร้อนจริงๆ น่าจะเป็นประเทศกัมพูชาเอง

เพราะเงินที่แรงงานกัมพูชาในไทยส่งกลับประเทศปีหนึ่งๆ มีจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันสถานการณ์การจ้างงานในกัมพูชาเองจะเลวร้ายลงเนื่องจากแรงงานจำนวนเกือบล้านกลับไปและไม่มีงานให้ทำ

กัมพูชามีประชากร 17.9 ล้านคนในปี 2568 เป็นแรงงานประมาณ 10.3 ล้านคน แรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในไทยจึงเท่ากับ 1 ใน 10 ของแรงงานกัมพูชาทั้งหมด ถ้าคิดว่าแรงงานที่กลับประเทศไปเกือบ 1 ล้านคนคือคนว่างงานที่รัฐบาลกัมพูชาจะต้องหางานให้ ก็จะเป็นฝันร้ายของฝั่งเขา

ในทำนองเดียวกัน กัมพูชาเคยมีรายได้จากเงินส่งกลับปีละจำนวนไม่น้อย ซึ่งรายได้นี้ก็จะหายไป ถามว่าเท่าไหร่ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า เมื่อปี 2562 แรงงานกัมพูชาในไทยส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่กัมพูชาเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาทต่อคนต่อปี หรือเดือนละ 3,300 บาท ขณะที่ UN รายงานว่า ในปี 2565 แรงงานกัมพูชาในไทยส่งเงินกลับประเทศประมาณ 20,000 ล้านบาท (ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขของ IOM) และกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพกัมพูชาก็ระบุว่าเงินส่งกลับประเทศราว 97,000 ล้านบาทในแต่ละปี เมื่อขาดรายได้
จากไทยไปย่อมกระเทือนเศรษฐกิจกัมพูชาไม่น้อย

เมื่อ 12 ส.ค.2568 สำนักข่าว AP ได้ตีข่าวไปทั่วโลกว่า “แรงงานกัมพูชากำลังประสบกับอนาคตที่ไม่แน่นอนหลังความขัดแย้งชายแดนผลักให้ต้องกลับบ้าน” ข่าวซึ่งรายงานโดยผู้สื่อข่าวกัมพูชา (โซเฟง เชียง) ระบุว่า แรงงานกัมพูชากำลังเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนหลังแห่กลับประเทศเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างกัมพูชาและไทย บางคนโอดครวญถึงการมีชีวิตรอดหลังต้องสูญเสียรายได้ที่เลี้ยงดูครอบครัวจากการที่ต้องทิ้งงานในไทย

AP ระบุว่า กระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพของกัมพูชาคาดว่ามีแรงงานกัมพูชาราว 1.2 ล้านคนทำงานในไทย และนายซุน เมสา โฆษกของกระทรวงคาดว่ามีแรงงานอย่างน้อยๆ 780,000 คน หรือราวๆ ร้อยละ 65 ที่เดินทางกลับกัมพูชา โฆษกอ้างว่าแรงงานเหล่านั้นสามารถหางานทำที่มีรายได้และสิทธิประโยชน์ที่ทัดเทียมกันในกัมพูชา แต่ AP ระบุว่าแรงงานจำนวนมากแสดงความเคลือบแคลงใจต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว

ตามข่าว AP นาธาน กรีน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า การสูญเสียรายได้อาจก่อหายนะแก่ครอบครัวที่พึ่งพารายได้เหล่านี้มาใช้หนี้ก้อนโต “ความขัดแย้งนี้แสดงให้เห็นว่ามันก่อภาวะล่อแหลมแก่วิถีการดำรงชีวิตของแรงงานต่างด้าวที่กลับมาอยู่ในกัมพูชามากแค่ไหน”

ดังนั้น คนที่เดือดร้อนจริงๆ คือแรงงานกัมพูชาทั้งที่กลับไปจากไทยและแรงงานกัมพูชาในประเทศกัมพูชาเพราะต้องแย่งงานกัน ส่วนสมเด็จฯฮุน เซน จะเดือดร้อนหรือไม่ อย่างไร บทความนี้ไม่ทราบ