หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก : ผู้ปกครองที่เป็นมหากาพย์…จอมพลสฤษดิ์

15.09.25 | 11:07 น.

จอมพลสฤษดิ์ – ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2568) ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 32 คน

นายกรัฐมนตรีแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลาสั้น-ยาว มีที่มาของการเข้ามาดำรงตำแหน่งในสถานการณ์ทางการเมืองและที่ต้องพ้นไปที่แตกต่างกัน มีหลายรูปแบบ มีกติกา เหตุผลรองรับสารพัด

1 ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ของประเทศไทยชื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ.2502-8 ธันวาคม พ.ศ.2506

ผู้เขียนขอนำ (บางส่วน) มาบอกเล่า…เรียนรู้อดีตนะครับ

เด็กชายสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ชื่อแต่แรกเกิดว่า สิริ) เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2451 ที่บ้านท่าโรงยา ตลาดพาหุรัด กรุงเทพฯ เป็นบุตรของพันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) กับนางจันทิพย์ ธนะรัชต์

Advertisement

คุณแม่เป็นชาว จ.นครพนม และเคยพาลูกชายไปอาศัยอยู่ที่ จ.นครพนม ถือได้ว่าเด็กชายสฤษดิ์มีสายเลือดของชาวอีสาน

เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่นครพนม ย้ายเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดมหรรณพาราม กรุงเทพฯ และเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก หรือโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม เมื่ออายุเพียง 9 ขวบ

(“โรงเรียนนายร้อยประถม” ในความหมายดั้งเดิมคือ “โรงเรียนทหารสราญรมย์” ซึ่งก่อตั้งโดยในหลวง ร.5 เมื่อ พ.ศ.2430 เพื่อให้การศึกษา ฝึกอบรมบุตรข้าราชการตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ต่อมาได้รวมกับ “โรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม” และพัฒนาเป็น “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า” และปัจจุบันคือ “โรงเรียนนายร้อย จปร.”)

1 เมษายน พ.ศ.2472 อายุ 21 ปี สำเร็จการศึกษาติดยศร้อยตรีเหล่าทหารราบ ประจำการที่กองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ในกรุงเทพฯ

พ.ศ.2476 เกิดกบฏบวรเดช นำโดยพลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ร้อยตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหนึ่งในผู้บังคับหมวดปราบปรามกบฏของฝ่ายรัฐบาล ที่มีพันเอกหลวงพิบูลสงครามเป็นผู้บังคับบัญชา ฝ่ายรัฐบาลได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานยศร้อยโท จากนั้นอีก 2 ปี คือในปี พ.ศ.2478 ก็เลื่อนยศเป็น ร้อยเอก

พ.ศ.2484 พันตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าร่วมในสงครามมหาเอเชียบูรพาในตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 33 เข้าร่วมในยุทธการในแผ่นดินพม่า นำหน่วยรุกเข้ารัฐฉาน (Shan State) ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ จนถึงช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2

1 เมษายน พ.ศ.2488 จึงได้เลื่อนยศเป็นพันเอก ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกลำปาง

การเมืองในกรุงเทพฯ เป็นประเด็นร้อนแรงตลอดมา

พ.ศ.2487 (ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2) อำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เริ่มเสื่อมถอยลงหลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลับก้าวหน้า ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญใน กทม.

พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมรสกับ น.ส.นวลจันทร์ ธนะรัชต์

พ.ศ.2490 เกิดรัฐประหาร นำโดย จอมพลผิน ชุณหะวัณ (โค่นล้มอำนาจของพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) โดยจอมพล ป.เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ พันเอกสฤษดิ์นำกำลังเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ผู้การสฤษดิ์จึงกลายเป็นขุนพลคุมกำลังคู่ใจจอมพล ป.ตั้งแต่นั้นมา

1 ตุลาคม พ.ศ.2491 ได้สมรสใหม่กับ น.ส.วิจิตรา ธนะรัชต์ (ชลทรัพย์) ธิดาของนาวาโท พระศรการวิจิตร ร.น. และนางประเทียบ ชลทรัพย์ โดยมีจอมพล ป.เป็นเจ้าภาพ

ชีวิตของท่านรุ่งโรจน์ จรัสแสง ทรงพลัง

การแย่งชิงอำนาจในกรุงเทพฯคือ “การเมืองสามเส้า” ผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านเมืองมี 3 คน ได้แก่ จอมพล ป. สฤษดิ์ และเผ่า

จอมพล ป.วางตัวให้สฤษดิ์และเผ่าคานอำนาจกัน

พ.ศ.2492 ได้รับพระราชทานยศพลตรี ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และรักษาการผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ผลงานที่สร้างชื่อคือ การเป็นหัวหน้าปราบกบฏวังหลวง

พ.ศ.2493 เลื่อนยศเป็นพลโท ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1

29-30 มิถุนายน พ.ศ.2494 เกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน จอมพล ป.ถูกทหารเรือจับไปเป็นตัวประกันบนเรือรบศรีอยุธยา ฝ่ายรัฐบาลปราบกบฏสำเร็จ จอมพล ป.รอดชีวิต พลโทสฤษดิ์คือกำลังหลักในการปราบกบฏแมนฮัตตัน

23 มิถุนายน 2497 พล.อ.สฤษดิ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก

1 มกราคม พ.ศ.2499 ได้รับพระราชทานยศ “จอมพล”

27 กันยายน พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้รับโปรดเกล้าฯเพิ่มให้เป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 มีการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ

(ถูกกล่าวหาว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก โดยพรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป.จัดตั้งรัฐบาลได้ นักศึกษา ประชาชน ประท้วง เรียกร้องให้จอมพล ป.และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจคู่บารมี ลาออกจากตำแหน่ง)

ถนนราชดำเนินกลายเป็นพื้นที่อ่อนไหว ร้อนแรง จอมพล ป.แต่งตั้งให้ พลโทสฤษดิ์เป็น ผบ.เหตุการณ์

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ …แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการทหารมิให้ใช้อาวุธต่อประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง แถมยังอาสานำประชาชนเข้าพบจอมพล ป.ที่ทำเนียบอีก สื่อมวลชนให้ฉายาว่า วีรบุรุษมัฆวานฯ

ผู้นำประเทศเริ่มหวาดระแวง “ทหารใหญ่” ผู้ทรงอิทธิพลที่สุด หนึ่งเดียวในแผ่นดินไทย

13 กันยายน พ.ศ.2500 พลโทสฤษดิ์ร้องขอต่อจอมพล ป.ให้ลาออกจากตำแหน่ง

15 กันยายน พ.ศ.2500 แม่ทัพสฤษดิ์พูดผ่านสถานีวิทยุยานเกราะถึงคนไทยทั้งประเทศ มีประโยคสำคัญที่ยังติดปากมาจนทุกวันนี้ว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”

คืนวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ช่วงเย็น ผบ.ทบ.สฤษดิ์สั่งกำลังทหารกองทัพภาคที่ 1 โดยแม่ทัพ พลโทประภาส จารุเสถียร เข้ายึดอำนาจโค่นล้มจอมพล ป.ที่เป็นผู้บังคับบัญชาร่วมงานกันมา แล้วตั้งนายพจน์ สารสิน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 9 ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบเผด็จการทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์

จอมพล ป.หนีไป จ.ตราด แล้วลงเรือเข้าไปในเขมร พลตำรวจเอกเผ่าหนีภัยไปสวิตเซอร์แลนด์

รัฐบาลนายพจน์ สารสิน จัดการเลือกตั้ง และได้พลโทถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 10 …สถานการณ์ในสภายุ่งเหยิงหนัก

20 ตุลาคม ปี 2501 สฤษดิ์ยึดอำนาจอีกครั้ง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทย

(มีข้อมูลการชิงอำนาจ หักหลัง ทรยศ ที่อดีตผู้นำต้องหลบลี้หนีภัยอีกเยอะ ผู้เขียนไม่ขอกล่าวในที่นี้)

ผลงานที่ผู้คนชื่นชมในประเด็นการวางรากฐานให้กับการปกครองประเทศมีไม่น้อย …ส่วนผลงานที่ผู้คนรังเกียจก็นับไม่ถ้วน

จอมพลสฤษดิ์ออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่นโดยเด็ดขาด กฎหมายเด็ดหัวพวกนักเลง อันธพาล ขี้ยาทั่วประเทศ ปราบปรามการค้าประเวณี

ผลงานที่เด่นที่สุดคือ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ จนกระทั่งได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-พ.ศ.2509)

สร้างสาธารณูปโภคสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ขยายระบบไฟฟ้า ประปา ถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเรียกว่าน้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก

ผู้นำเผด็จการมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างเขื่อนอุบลรัตน์

ครม.ของผู้นำเผด็จการท่านนี้ล้วนเป็นคนเก่ง มีประวัติดี เมื่อผู้นำกล้าแต่งตั้ง กล้าตัดสินใจทุกปัญหา…

อนุญาตให้นำรถตุ๊กตุ๊กเข้ามาทดลองใช้ในไทยเป็นครั้งแรก มีคำสั่งห้ามใช้รถ 3 ล้อถีบวิ่งในถนนสายต่างๆ ยกเลิกการจดทะเบียนจักรยาน 3 ล้อที่ใช้ในจังหวัดพระนครและธนบุรี

ท่านผู้นำได้รับฉายาว่า จอมพลผ้าขาวม้าแดง มักจะให้นายทหารคนสนิทไปสอบถามสาวสวยแทบทุกเวทีประกวด ระดับนางงามมาพบเป็นการส่วนตัว เพื่อนำมาปรึกษางานลับอย่างต่อเนื่องหลายสิบคน พร้อมทั้งมอบทุนรอนอย่างจังหนับ ในบ้านพักสี่เสาเทเวศร์

ในหลายโอกาส ท่านผู้นำนุ่งผ้าขาวม้าแดงผืนเดียวสั่งข้อราชการด้วยความกระฉับกระเฉง ด้วยเชื่อว่าตนคือหนุมาน

(มีข้อมูลเรื่องวิมานสีชมพูเปิดเผย ที่ค้นหามาอ่านได้)

ผลงานที่สังคมไทยกล่าวขานมาถึงทุกวันนี้คือ ท่านกล้าออกคำสั่งยิงเป้าทันทีทันใด หลังพบตัวคนวางเพลิงในชุมชน

ในช่วงประมาณปี 2500-2501 เกิดเหตุเพลิงไหม้บ่อยครั้งในเขตพระนครและธนบุรี

ผู้ถูกประหารชีวิตรายแรกคือ นายซ้ง แซ่ลิ้ม

5 พฤศจิกายน ปี 2501 เพลิงไหม้ห้องแถวที่ตลาดพลู ธนบุรี วอดวายไป 76 ห้อง

จอมพลสฤษดิ์รุดไปที่เกิดเหตุและสอบสวนเหตุเพลิงไหม้ด้วยตนเองได้ความว่า นายซ้ง หรือซงซิว แซ่ลิ้ม เจ้าของร้านรองเท้าชาวจีน ได้วางแผนว่าจ้างลูกน้องเผาห้องแถวเพื่อหวังเงินค่าประกันเพลิงไหม้

เช้าตรู่ 6 พฤศจิกายน 2501 ยังเป็นช่วงที่ยังไม่มีแสงสว่าง นายซ้ง แซ่ลิ้ม ถูกจับมัดมือให้กอดไม้กางเขน ถูกปลิดชีพด้วยหมู่ปืนเล็กของทหารที่รัวกระสุนเสียงดังสนั่น ทุกอย่างเป็นไปอย่างเร่งรีบ ณ บริเวณริมกำแพงหอสมุดแห่งชาติ สนามหลวง บริเวณด้าน ม.ธรรมศาสตร์

ตามมาด้วยคำประกาศหนักแน่นที่ไม่ต้องการคำอธิบายคือ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว

ศพแรกผ่านไป ศพสอง ศพสามค่อยๆ ผ่านไป เรื่อยมาจนถึงศพที่ 5 และเป็นรายสุดท้ายที่จอมพลสฤษดิ์สั่งยิงเป้าในกรณีวางเพลิง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2501 เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี

ทะเลเพลิงสร้างความพินาศ 400 หลังคาเรือน จับกุมผู้ต้องสงสัยลอบวางเพลิง นายอึ้ง ศิลปงาม เด็กหนุ่มชาวจีนเจ้าของร้านถ่ายรูปตลาดท่าช้าง บ้านต้นเพลิง

วันรุ่งขึ้นท่านผู้นำขึ้น ฮ.ไป จ.สุพรรณบุรี สอบสวนด้วยตนเอง

จากการสืบสวนสอบสวนไม่ปรากฏปัญหาเกี่ยวกับการเอาเงินค่าประกันเพลิง ไม่พบปัญหาข้อขัดแย้งในด้านการค้า ปัญหาเดียวที่ค้นพบคือ ต้นเพลิงมาจากร้านถ่ายรูปของนายอึ้ง ศิลปงาม

ทีมงานบริวารที่ห้อมล้อมท่านผู้นำรีบสรุปว่า ทะเลเพลิงที่ตลาดท่าช้าง จ.สุพรรณบุรี เป็นส่วนหนึ่งของแผนการฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ต้องการก่อความวุ่นวายและทำลายขวัญของประชาชน

นายอึ้ง ศิลปงาม จึงกลายเป็นผู้ต้องหาเผาร้านตัวเองเพื่อสร้างความวุ่นวาย ทำลายขวัญพี่น้องประชาชนเพื่อสร้างสถานการณ์

และก็กลายเป็นศพรายที่ 5 ที่ถูกสั่งยิงเป้า ณ ตลาดท่าช้าง

20 ธันวาคม พ.ศ.2501 เป็นการประหารชีวิตครั้งที่ 4 โดยทั้งหมดเกิดขึ้นจากกรณีเหตุเพลิงไหม้และเป็นคนจีนทั้งสิ้น

การประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้า โดยคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติ จำนวน 4 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 5 คน

การใช้อำนาจที่เฉียบขาดเป็นผลให้อาชญากรรมลดลง ในเวลาเดียวกัน ก็ถือโอกาสกวาดล้างทำลายศัตรูทางการเมือง

ที่ประชาชนชื่นชมมากคือ ความเฉียบขาดการปราบยาเสพติด

15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกมีคำตัดสินให้ “ปราสาทพระวิหาร” เป็นของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3

ประมาณกลางปี 2505 จอมพลสฤษดิ์เริ่มเจ็บป่วยเป็นระยะๆ และวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2506 ได้ถึงแก่อสัญกรรม รวมอายุ 55 ปี

จอมพลผ้าขาวม้าแดงครองอำนาจหนึ่งเดียวในแผ่นดินไทยเกือบ 5 ปี ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถึงแก่อสัญกรรมขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังอสัญกรรม…มีคดีความเรื่องมรดกหลายพันล้าน มีเรื่องหวานๆ ของวิมานสีชมพูและสารพัดเรื่องดี-เลว ที่คนไทยนำมาเล่าเป็นมหากาพย์คุยกันต่อไปชั่วลูก-ชั่วหลาน