สีของตา – ปกติเรามักไม่ค่อยใส่ใจกับสีของดวงตาของใครต่อใครกันเท่าใดนัก อาจเป็นด้วยเหตุที่ว่า เรามักทึกทักเอาเองว่า ใครๆ ก็คงมีตาสีน้ำตาลเหมือนอย่างที่เราเองก็มีนั่นแหละ ต่อเมื่อมีการแนะนำใครสักคนที่มีสีของตาแตกต่างออกไปให้ได้รู้จัก ถึงได้เอะใจขึ้นมาว่า เออหนอ มนุษย์เราก็มีสีของตาที่แตกต่างกันออกไปเหมือนกัน
คำถามก็คือ ตาของคนเรามีกี่สีกันแน่ ตามรายงานผลการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports เมื่อเดือนมกราคมปี 2024 ระบุว่า สีตาที่พบมากที่สุดในโลกก็คือ ตาสีน้ำตาล ซึ่งประมาณได้ว่า เป็นสีตาของคนราวๆ 79 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งโลก โดยเฉพาะบรรดาคนที่อยู่ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
รองลงมาคือตาสีฟ้า ซึ่งพบเห็นกันบ่อยครั้งในหมู่ประชากรภาคพื้นยุโรปตอนเหนือและทางตะวันออก สุดท้าย สีตาที่พบได้น้อยมาก คือสีเขียว ซึ่งว่ากันว่าเป็นสีดวงตาที่หาได้ยากที่สุด พบในกลุ่มคนที่คิดเป็นเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งโลกเท่านั้น นอกจากสีเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีการพูดถึงสีตาอีกบางสี อาทิเช่น ตาสีเทา หรือบางคนเรียกว่าเป็นสีฟ้าซีด ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า เกิดจากการผันแปรของแสงที่กระทบตาของเรามากกว่าที่จะเป็นสีตายตัว เช่นเดียวกับตาสีฮาเซล (Hazel) ซึ่งเกิดจากการผันแปรของแสงในดวงตาสีน้ำตาลนั่นเอง
อะไรทำให้สีดวงตาของคนเราแตกต่างกันออกไปมากมายขนาดนั้น นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า รอบๆ ลูกตาดำ (pupil) ของมนุษย์นั้นมีเนื้อเยื่อรูปวงแหวนล้อมรอบอยู่เรียกกันว่า ม่านตา (iris) ในเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นม่านตานี่เองที่มีเม็ดสีสะสมอยู่ ในทางวิทยาศาสตร์เรียกเม็ดสีชนิดนี้ว่า เมลานิน (melanin) ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดสีในหลายๆ ส่วนของร่างกายมนุษย์ เช่น สีตา, สีผิว และสีผม เป็นต้น
สีตาของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าม่านตาของพวกเขาผลิตเมลานินที่ให้สีไหนออกมา และผลิตออกมามากแค่ไหนโดยอิงอยู่กับพันธุกรรมที่ได้รับถ่ายทอดมาเป็นสำคัญ นัยสำคัญของเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้โอกาสที่จะมีเด็กคลอดออกมาแล้วมีตาสีเขียวเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากสีเขียวของตานั้นขึ้นอยู่กับ “ปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อน” ของยีนจำนวนหนึ่งกับลำดับของนิวคลีโอไทด์ ที่เป็น สนิปส์ (SNPs)
ในทางการแพทย์ยังอธิบายไว้ด้วยว่า โอกาสที่ตาของเราจะมีสีเขียวนอกจากจะมีเงื่อนไขซับซ้อนดังกล่าวแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มประชากรที่มีโอกาสเกิดการแปรผันเชิงพันธุกรรมบ่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มชาวยุโรป นั่นทำให้ตาสีเขียวมีโอกาสพบได้มากกว่าในประเทศในยุโรปบางประเทศ เช่น ไอร์แลนด์, สกอตแลนด์, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นต้น
นักวิทยาศาสตร์พบว่า ตาสีน้ำตาลนั้น มีปริมาณของเมลานินอยู่สูงหรือเข้มข้นมาก ทำให้สามารถดูดซับแสงได้มากกว่าและทำให้ดวงตาปรากฏออกมามีสีเข้ม ส่วนตาสีฟ้านั้น มีเมลานินอยู่น้อยมาก และสีฟ้าของตาไม่ได้เกิดจากเม็ดสีเหล่านั้นด้วยซ้ำไป แต่เกิดจากการที่มีการกระจายของแสงขึ้นภายในม่านตา ซึ่งเรียกกันในทางวิชาการว่า ปรากฏการณ์ ทินดอลล์ (the Tyndall effect) ที่มีลักษณะคล้ายๆ กับปรากฏการณ์ที่ทำให้เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั่นแหละ
ในตาสีฟ้า แสงสีฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าจะกระจายตัวได้ดีกว่าแสงสีอื่นๆ ที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า อาทิ สีแดงหรือสีเหลือง และเนื่องจากตาสีฟ้ามีเมลานินอยู่น้อย ทำให้การดูดซับแสงทำได้น้อย ส่งผลให้เกิดการกระจายแสงสีฟ้า จนกลายเป็นสีของดวงตาอย่างที่เราเห็นกัน
เดิมที นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า ตาสีน้ำตาลจะข่มสีฟ้า ซึ่งหมายความว่า หากพ่อหรือแม่มีตาสีน้ำตาล ลูกก็จะมีตาสีน้ำตาลแม้อีกฝ่ายจะมีตาสีฟ้าก็ตามที อย่างไรก็ตาม งานวิจัยสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่า ความจริงของเรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่านั้นมาก เพราะมียีนหลายตัวมากที่มีส่วนในการกำหนดสีของดวงตา ซึ่งส่งผลให้ลูกๆ ของครอบครัวเดียวกันมีสีตาที่แตกต่างกันขึ้นได้ หรือพ่อแม่ที่มีตาสีฟ้าทั้งสองคนกลับมีลูกที่มีตาสีเขียวหรือสีน้ำตาลก็ได้เช่นกัน
สีของตาเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่นเมื่อเป็นทารกอาจมีตาสีฟ้า หรือเทา เพราะระดับการสร้างเมลานินยังต่ำ ต่อเมื่อมีการสร้างเมลานินมากขึ้นในช่วง 3 ปี สีของตาอาจเข้มขึ้นเป็นสีเขียวหรือสีน้ำตาล เป็นต้น
อันที่จริง ตาจะสีอะไร ไม่ค่อยสำคัญเท่าใดนัก ตราบใดที่ยังคงใช้งานได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพครับ
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

