ประชาธิปไตยกับความรุนแรง – ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องให้วงการรัฐศาสตร์ต้องขบคิดอยู่หลายเรื่อง
แต่เรื่องหนึ่งที่กลับมาอีกครั้งก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชน ความรุนแรง และประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นหลายแห่งในโลก
ทั้งการประท้วงที่นำไปสู่ความรุนแรงในอินโดนีเซีย เนปาล ฝรั่งเศส ซึ่งกรณีเนปาลมีการสูญเสียชีวิตมากมาย รวมไปถึงการลอบสังหารดาวเด่นในการปลุกเร้าความรู้สึกของการเมืองสุดขั้วของฝ่ายขวาในอเมริกา ซึ่งก็ถูกเยาวชนลอบสังหาร
และบ่อยครั้งที่เราละเลยปัจจัยเรื่องความรุนแรงในเรื่องของการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเฉพาะในหมู่ของเยาวชน
โดยมองว่ามันเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้”ที่จะต้องเกิดขึ้น เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้
ผมไม่คิดว่าเราสามารถปล่อยให้เรื่องนี้เป็นการอธิบายง่ายๆ ว่านี่คืออาวุธของผู้อ่อนแอที่ไม่มีทางเลือกอื่น ทั้งที่การต่อสู้หลายครั้งขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยก็ไม่ได้เลือกทางนี้
และในหลายกรณีการสร้างความรุนแรงทางการเมืองในนามของการเรียกร้องประชาธิปไตย
เองก็ไม่ได้ให้หลักประกันว่าในระยะยาวจะเกิดการเปลี่ยนผ่านทางสังคมไปสู่ประชาธิปไตยได้ ดังกรณีความรุนแรงที่ควบคู่ไปกับการเลือกตั้งในแอฟริกา ที่เยาวชนก็มีส่วนในความรุนแรงเหล่านั้น ภายใต้บริบทของความสัมพันธ์แบบกลุ่มรุนแรง ผู้ทรงอิทธิพล และการเข้ามาแทรกแซงเบื้องหลังความรุนแรงโดยนักการเมืองฝ่ายต่างๆ (Samuel O. Youth Involvement in Political/Thuggery: A Counter Weight to Democratic Development in Africa. Journal of Political Science & Public Affairs. 5: 3. 2017.)
ในขณะเดียวกัน การออกมาต่อสู้กับระบอบเผด็จการของเยาวชนผ่านการประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรง หรือไม่ได้ใช้ความรุนแรงที่เอาชนะรัฐได้อย่างกรณีเมียนมา ก็ไม่ได้ให้หลักประกันในการเปลี่ยนผ่านสังคมได้ หากแนวทางการต่อสู้และเป้าหมายไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน และเงื่อนไขในการจัดตั้งขบวนการประชาธิปไตยในภาพรวมไม่ได้เอื้อขนาดนั้น (So Mon Thant. In the Wake of the Coup: How Myanmar Youth Arose to Fight for the Nation. Heinrich-Boll-Stiftung. 2021)
มาถึงตรงนี้อาจจะต้องยอมรับกันว่าในประชาธิปไตย และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น การจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงกับการเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องที่จะแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด (ดูเพิ่มเติมจาก The British Academy. Violence and Democracy. 2019)
คงต้องดูเงื่อนไขในแต่ละกรณีด้วยว่า เมื่อใดที่ปัจจัยเรื่องความรุนแรงกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตย
เรื่องนี้คงต้องย้ำว่า ต่อให้เราจะอ้างว่าในหลายกรณีความรุนแรงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย
แต่เงื่อนไขเรื่องความรุนแรงไม่เคยเป็นหลักประกันทำให้ประชาธิปไตยนั้นยั่งยืนในระยะยาว
และหลายครั้งการมีความรุนแรงอยู่ในกระบวนการได้มาซึ่งประชาธิปไตย อาจกลายเป็นเงื่อนไขให้ประชาธิปไตยที่ได้มากลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากในระยะยาว หรือเป็นเงื่อนไขของการก้าวเข้ามาปิดเกมโดยหน่วยงานอย่างกองทัพ และทำให้อำนาจเดิมสามารถกลับเข้ามาได้อีกครั้ง
กล่าวโดยทั่วไปแล้ว คงต้องทำความเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของเยาวชนในสังคมการเมืองของพื้นที่นั้นๆ ด้วย บ่อยครั้งการต่อสู้ของเยาวชนเกิดจากความรู้สึกที่พวกเขามองว่าพวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไร้คนเหลียวแล และไม่มีอนาคต
ในแง่นี้การลุกฮือขึ้นของเยาวชนที่มีเป้าหมายในการทุบทำลาย และเปลี่ยนแปลงสังคมอาจเป็นทั้งการเรียกร้องถึงโอกาส ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมในนามของประชาธิปไตย และก็อาจเป็นเครื่องมือในการสร้างความปั่นป่วนต่อเสถียรภาพของสังคมการเมืองนั้นด้วย
ยิ่งในกรณีที่คำอธิบายว่าพวกเขาถูกพรากจากสิทธิที่พวกเขาควรจะได้อย่างไม่เป็นธรรม และพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นในการแสดงออกซึ่งการกระทำทางการเมือง มันก็ยิ่งทำให้ความรุนแรงกลายเป็น “ทางออกในการแก้ปัญหา” ที่เร่งด่วนและทางเลือกเดียวที่พวกเขามีเพื่อสังคมที่เท่าเทียม
ไม่นับว่ายังมีนักการเมือง หรือองค์กรของรัฐหลายฝ่ายที่อาจจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ในทางตรงหรือทางอ้อมด้วยในหลายกรณีที่เข้าไปช่วยเหลือและจัดตั้งเยาวชนดังที่เคยเห็นมาในอดีต
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ การใช้ความรุนแรงในนามของการสถาปนาประชาชน หรือการปกครองโดยเสียงข้างมาก โดยมองเป้าหมายที่จะใช้ความรุนแรงในการจัดการในฐานะเสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะในนามของอภิสิทธิ์ชน หรือกลุ่มคนที่ตกเป็นเป้าหมาย เช่น ผู้อพยพ หรือ “ผู้อื่น” ที่ต่างจากเรา เช่น เพศสภาวะ
หนึ่งในทางออกที่อาจเป็นไปได้ก็คือ ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ได้มาด้วยความรุนแรงเท่านั้น เพราะความรุนแรงไม่ได้สะท้อนถึงความยั่งยืนในการลงหลักปักฐานประชาธิปไตย เท่ากับการออกแบบกลไกและสถาบันทางการเมืองในระยะยาวให้เกิดการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ยังมีเงื่อนไขอีกหลายอย่างที่เราสามารถใช้การออกแบบประชาธิปไตยไม่ให้ความรุนแรงกลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนด หรือรื้อกติกาทางการเมือง เช่น การพยายามส่งเสริมให้ประชาธิปไตยกลายเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง การตรวจสอบ และการกำหนดความพร้อมรับผิดของคนที่อยู่ในตำแหน่งทางการเมือง
แต่ในอีกทางหนึ่งการแข่งขันในประชาธิปไตยก็เป็นเงื่อนไขได้เช่นกันที่ความรุนแรงจะปรากฏตัวออกมา เช่น ในการรณรงค์การเลือกตั้งที่ไร้การกำกับดูแลอย่างดี หรือในการโจมตีทางการเมืองระหว่างกัน ในระหว่างการใช้เสรีภาพในการแสดงออก และในการชุมนุมประท้วง รวมทั้งความรุนแรงอาจแสดงออกมาให้เห็นในสังคมที่มีรอยแยกทางสังคมเศรษฐกิจที่ร้าวลึก ทั้งทางชาติพันธุ์ สีผิว เศรษฐกิจ และการกระจุกตัวของอำนาจ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในสังคมที่มีประชาธิปไตยที่กระท่อนกระแท่นมักจะไม่ยอมรับตัวเองและมักไม่ยอมพัฒนาอยู่แล้ว เพราะชนชั้นนำจำนวนน้อยมักได้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นอยู่
ในฐานะที่เราเฝ้าดูปรากฏการณ์ทางการเมืองเหล่านี้ทั่วโลก เราคงไม่ได้สนใจแค่ว่าสิ่งนี้จะเกิดในบ้านเราไหม หรือประเทศเราโชคดีที่ (ยัง) ไม่เกิดสิ่งนี้
แต่คงเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าการจรรโลงประชาธิปไตยให้มันเข้มข้นและมีคุณภาพมันเป็นความท้าทายมาก เพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่จะไม่ทำให้ความรุนแรงมันกลายเป็นทางเลือกทางเดียวที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

