หน้าแรก คอลัมนิสต์ อิสราเอลส่งเค...

อิสราเอลส่งเครื่องบินเจ็ต 15 ลำถล่มโดฮา โลกอาหรับสะเทือน อเมริกากระอัก

17.09.25 | 12:36 น.

อิสราเอลส่งเครื่องบินเจ็ต 15 ลำถล่มโดฮา
โลกอาหรับสะเทือน อเมริกากระอัก

ประเทศกาตาร์ตั้งอยู่บนแหลมขนาดเล็กที่ยื่นออกไปจากชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอาระเบียเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย มีพื้นที่ 11,586 ตารางกิโลเมตร มีขนาดเล็กกว่าไทยถึง 44 เท่า มีประชากรประมาณ 2.6 ล้านคน โดยเป็นพลเมืองกาตาร์เพียง 313,000 คน และเป็นชาวต่างชาติ มากถึง 2.3 ล้านคน ศาสนาประจำชาติของกาตาร์คือศาสนาอิสลาม กาตาร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยในแง่ของรายได้ กาตาร์
มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวสูงที่สุดเป็นอันดับสามของโลก กาตาร์มีก๊าซธรรมชาติ มากเป็นอันดับ 3 ของโลกและมีน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 14 ของโลก กาตาร์ต้องอาศัยสหรัฐอเมริกาช่วยค้ำประกันความมั่นคง ด้วยการอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้าไปตั้งกองบัญชาการกลางสหรัฐ ส่วนหน้า (US Central Command-USCENTCOM) ที่ฐานทัพอากาศ Al Udeid ในกรุงโดฮา ซึ่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในสงครามอัฟกานิสถานเมื่อ พ.ศ.2544 และสงครามอิรักเมื่อ พ.ศ.2546 ปัจจุบันมีกองกำลังสหรัฐในกาตาร์ประมาณ 10,000 นาย นอกจากนี้ ตุรกีกับกาตาร์บรรลุข้อตกลงด้านการทหารเพื่อร่วมกันรักษาเสถียรภาพภายในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 ครอบคลุมการฝึกซ้อมทางทหารและการอนุญาตให้ตุรกีเข้าไปจัดตั้งฐานทัพถาวรและประจำการกองกำลังตุรกีที่ฐานทัพ Tariq Bin Ziyad ทางใต้ของกรุงโดฮา

กาตาร์เคยมีการติดต่อกับอิสราเอลในระดับไม่เป็นทางการ เช่นมีการเปิดสำนักงานการค้า เป็นต้น แต่ความสัมพันธ์เหล่านั้นถูกตัดขาดในบางช่วง บางครั้งกาตาร์ยุติการค้ากับอิสราเอลเลยทีเดียว นอกจากนี้กาตาร์มีบทบาทสำคัญเป็นตัวกลางในการจัดการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในหลายโอกาส โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาหยุดยิงและการแลกตัวประกันในยุทธการต่างๆ ในฉนวนกาซา แต่กาตาร์ก็เป็นที่ตั้งของสำนักงานทางการเมืองของฮามาส และเป็นสถานที่จัดการเจรจาโดยมีตัวกลางจากหลายฝ่ายเข้าร่วม ล่าสุด ในวันอังคารที่ 9 กันยายนที่ผ่านมานี้ อิสราเอลได้โจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินรบ 15 ลำที่กรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์โดยมีเป้าหมายคือนักการเมืองอาวุโสของฮามาส ซึ่งอยู่ในกระบวนการเจรจาหยุดยิงกับอิสราเอลผ่านกาตาร์ ตัวโจมตีก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตหลายคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกาตาร์ โดยอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่สำนักงานและที่ประชุมของบรรดาผู้นำของกลุ่มฮามาสที่อยู่ในกรุงโดฮา ซึ่งกำลังหารือถึงข้อเสนอเรื่องการหยุดยิง กับการแลกเปลี่ยนตัวประกันชาวยิวที่ถูกฮามาสจับตัวไปตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2566

อิสราเอลให้เหตุผลในการโจมตีทางอากาศครั้งนี้ว่าเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ยิงกราดที่สถานีรถประจำทางในกรุงเยรูซาเลมของกลุ่มฮามาส ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ 1 วัน กล่าวคือมือปืนชาวปาเลสไตน์ 2 คน กราดยิงจุดจอดรถประจำทางในกรุงเยรูซาเลมทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ บาดเจ็บอีก 8 รายก่อนที่คนร้ายจะถูกสังหาร

ข่าวคราวการเมืองระหว่างประเทศในตะวันออกกลางมักมาในรูปแบบที่ทั้งโลดโผนและเหลือเชื่อเสมอ แต่ครั้งนี้เรื่องมันยิ่งใหญ่กว่าปกติ อิสราเอลซึ่งแต่ไหนแต่ไรชอบทำการโจมตีเชิงป้องปรามในกาซา เลบานอน หรือซีเรีย คราวนี้กลับส่งฝูงบินเจ็ตไกลลิบไปกลางกรุงโดฮา เมืองหลวงกาตาร์ ที่มีฐานทัพอเมริกาใหญ่โตราวกับมหานครในทะเลทรายอยู่ใกล้ๆ เพื่อทิ้งระเบิดถล่มตึกทำการของฮามาส ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงการกระทำทางทหาร หากเป็นการประกาศทางการเมืองแบบชัดๆ ว่า ไม่มีที่ใดในตะวันออกกลางที่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของอิสราเอล

Advertisement

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือปฏิกิริยาและผลสะเทือนที่เกิดกับสหรัฐอเมริกา และประเทศรอบข้าง ไม่ว่าจะซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน ตุรกี หรือแม้แต่กาตาร์เองที่อยู่ในฐานะผู้ถูกหยามเต็มประตู

กาตาร์ไม่ใช่ประเทศใหญ่โตนัก แต่รวยล้นฟ้าเพราะก๊าซธรรมชาติ และก็เคยใช้ความมั่งคั่งนั้นไปสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเป็นศูนย์กลางทางการทูตของภูมิภาค ตึกระฟ้าในโดฮาจึงไม่ใช่เพียงสำนักงาน หากเป็นสัญลักษณ์ว่ากาตาร์เป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งทะเลทราย แต่พออิสราเอลส่งเครื่องบินเจ็ตไปทิ้งระเบิดเสียตูมใหญ่ กลายเป็นว่ากาตาร์ถูกฉีกหน้ากลางตลาดโลกทันที ทำให้โลกได้เห็นว่าความมั่งคั่งไม่ช่วยอะไรเมื่อเจออำนาจแข็งกระด้างของอิสราเอล ทำให้กาตาร์ยิ่งน่าอับอายเพราะในประเทศตนมีฐานทัพอากาศอัล-อุเดด ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องบินรบและเรดาร์ครบครัน แต่กลับป้องกันไม่ได้

ส่วนสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรใหญ่ของอิสราเอลก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็พึ่งพากาตาร์อย่างยิ่งในการตั้งฐานทัพไว้คุมอ่าวเปอร์เซีย เหตุการณ์นี้ทำให้ทางวอชิงตันต้องกระอักเลือด เพราะในสายตาชาวอาหรับ การที่อิสราเอลสามารถบินทะลวงกลางเมืองโดฮาได้ย่อมหมายความว่า อเมริกาต้องยอมให้เกิดขึ้น จะบอกว่าไม่รู้เรื่องก็น่าอับอาย จะบอกว่าเห็นด้วยก็น่ากลัวว่าจะเสียพันธมิตรอาหรับทั้งแถบ สหรัฐอเมริกาจึงตกอยู่ในฐานะนั่งร้านโยกไม่ว่าขยับไปทางใดก็มีแต่ล้ม

สำหรับซาอุดีอาระเบียเพิ่งจะมีท่าทีอ่อนลงต่ออิสราเอลในช่วงหลัง มีข่าวลือเรื่องการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลเป็นทางการ แต่การที่อิสราเอลกล้าโจมตีกาตาร์ ซึ่งเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง แถมยังเป็นชาติในสภาความร่วมมืออ่าว (GCC) เดียวกันอีกด้วย ย่อมทำให้ทางริยาดต้องคิดหนัก หากซาอุดีอาระเบียไม่ออกมาประณามอิสราเอล ก็จะเสียหน้าต่อชาวอาหรับ หากประณามแรงไปความสัมพันธ์ลับๆ กับอิสราเอลก็พังหมด

ส่วนอิหร่านย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้ผ่านไป เพราะยิ่งอิสราเอลทำตัวก้าวร้าวในตะวันออกกลาง ยิ่งทำให้ประเทศอาหรับบางส่วนหันมามองเตหะรานเป็นคู่ค้ำถ่วง สำหรับอิหร่านจะรีบฉวยใช้โอกาสเพิ่มอิทธิพลในกลุ่มฮามาส, ฮิซบอลเลาะห์ และประชาคมมุสลิมวงกว้าง โดยชี้ว่าอิสราเอลไม่เพียงคุกคามปาเลสไตน์ แต่ยังเหยียบย่ำกาตาร์และอธิปไตยของชาติอาหรับทั้งหลาย

ส่วนตุรกีที่พยายามวางตัวเป็นผู้นำโลกมุสลิมตลอดมา เหตุการณ์นี้ยิ่งเป็นโอกาสทองที่ทางอังการาจะออกมาพูดเสียงดัง แสดงความเป็นผู้พิทักษ์อิสลาม แต่ตุรกีอาจไม่ลงมือทางทหารตรงๆ แต่จะใช้ถ้อยคำรุนแรง และอาจเปิดเวทีระหว่างประเทศเพื่อประณามอิสราเอล ซึ่งก็เท่ากับแข่งบทบาทกับซาอุฯ และอิหร่านโดยตรง

สำหรับอิสราเอลอาจคิดว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ศัตรูรู้สึกว่าไม่มีที่ปลอดภัย แต่แท้จริงแล้วก็เสี่ยงไม่น้อยเพราะ

1) ทำให้กาตาร์จากเดิมที่ยังพอเปิดพื้นที่เจรจากับอิสราเอล กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยสิ้นเชิง

2) บีบให้อเมริกาลำบากใจในฐานะที่ไม่อาจทั้งเลือกอิสราเอลหรือกาตาร์ได้ข้างเดียว

3) เปิดช่องให้ศัตรูของตน คืออิหร่านและตุรกีขยายอิทธิพลมากขึ้น

อิสราเอลได้ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็สร้างศัตรูเชิงโครงสร้างมากขึ้นในระยะยาว แต่โลกอาหรับเกิดความเดือดดาลที่ฟื้นคืนแม้ชาติอาหรับหลายแห่งในช่วงหลังเริ่มปรับสัมพันธ์กับอิสราเอล เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โมร็อกโก แต่การที่โดฮาถูกถล่มจะกลายเป็นชนวนให้ความเดือดดาลอาหรับฟื้นกลับมาอีกครั้ง ประชาชนในท้องถนนอาจไม่ฟังรัฐบาลที่ต้องการเจรจา แต่จะมองเห็นเพียงว่าอิสราเอลเป็นผู้ย่ำยีศักดิ์ศรีอาหรับ

ดังนั้น เรื่องคงไม่จบลงด้วยความเงียบ หากจะลากยาวเป็นบาดแผลใหม่ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ภูมิภาคนี้ยิ่งสับสนวุ่นวายกว่าเดิมเพราะเหตุการณ์อิสราเอลส่งเครื่องบินเจ็ตไปถล่มโดฮา ไม่ใช่เพียงการถล่มตึก แต่คือการถล่มโครงสร้างการทูตของทั้งภูมิภาค มันทำให้สหรัฐต้องลำบากใจ กาตาร์เสียหน้า ซาอุฯกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อิหร่านกับตุรกียิ้มกริ่ม และอิสราเอลเองแม้จะได้ชัยเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็เสี่ยงถูกโดดเดี่ยวหนักขึ้น อนาคตของตะวันออกกลางหลังเหตุการณ์นี้จึงมิใช่สันติ หากแต่เป็นเวทีที่ไฟสงครามและการแย่งชิงอำนาจจะลุกลามกว้างขวางยิ่งกว่าเดิม