‘ความยุติธรรมที่ล่าช้า’
คือการ ‘ปฏิเสธ’ ความยุติธรรม
‘ความยุติธรรมที่เร่งด่วน’ ก็เช่นกัน
ปัญหาที่บัญชีธนาคารของประชาชนจำนวนมากถูกธนาคารอายัดไว้ตามมาตรการแก้ปัญหาบัญชีม้าที่เป็นต้นตอของมิจฉาชีพทั้งหลายและการพนันออนไลน์ เป็นบทเรียนสำคัญถึงอันตรายของการใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนยุติธรรมที่รีบด่วนรวดเร็วเกินไปจนก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง
ก่อนนี้ นักกฎหมาย และผู้สนใจการเมืองและสังคม น่าจะรู้จักภาษิตหรือวาทะกฎหมายที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า การปฏิเสธความยุติธรรม” (Justice delayed is justice denied) กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นหลักการของการดำเนินกระบวนยุติธรรมอันเป็นสากลที่ว่า กระบวนการยุติธรรมที่ยืดเยื้อและยาวนานเกินควรสามารถสร้างความเสียหายและทุกข์ทรมานให้กับทุกฝ่าย ระยะเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ จนนานเกินควรนั้น ก็ได้กัดกินความเป็นธรรมอันควรจะมีของการตัดสินหรือคำพิพากษาลงไปเสียแล้วจนไม่เหลือ
ในฝ่ายของผู้เสียหายหรือฝ่ายโจทก์ที่ต้องทนทุกข์จากการรอคอยการชดเชยเยียวยา หรือแม้แต่การตอบสนองเชิงความรู้สึกที่ได้เห็นผู้กระทำละเมิดหรือก่ออาชญากรรมกับตนนั้นได้รับผลร้ายจากกฎหมาย แต่ระหว่างการรอคอยนั้น ผู้เสียหายก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งเงินและเวลา ค่าทนายความ หรือค่าธรรมเนียมศาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการดำเนินคดี ซึ่งส่งผลต่อความเครียด ความวิตกกังวล และสุขภาพจิต ตลอดจนความไม่แน่ใจในสิทธิของตัวเอง
ดังปรากฏอยู่เสมอว่า บางครั้งฝ่ายที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเป็นฝ่ายที่มีสิทธิดีกว่า หรือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว กลับต้องยอม “เจรจา” กับฝ่ายผู้กระทำผิดหรือก่อการละเมิดหรือผิดสัญญา โดยยอมลดสิทธิประโยชน์หรือค่าเสียหายที่ตนควรจะเรียกร้องได้ลง เพื่อจะได้ “จบคดี” ไปให้พ้นจากสภาพความกดดันทางใจและรายจ่ายที่ไม่สิ้นสุดจากการเรียกร้องความยุติธรรมที่ยาวนานเกินไป
สำหรับ “จำเลย” หรือ “ผู้ถูกกล่าวหา” เอง กระบวนยุติธรรมที่ยืดเยื้อยาวนานเกินควรก็อาจจะทำให้จำใจต้อง “รับสารภาพ” เพื่อยอมรับโทษไปให้จบๆ เพื่อหวังการลดหย่อนหรือรอการโทษ ทั้งที่จริงๆ อาจจะไม่ได้กระทำความผิด หรือมีเหตุยกเว้นหรือบรรเทาโทษตามกฎหมายที่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว การยอมรับสารภาพไปแต่เนิ่นๆ ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดหรือยอมรับความผิดเกินกว่าส่วนที่ตนได้ก่อ ดังคำกล่าวชาวคุกที่ว่า “สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน” ดังนั้นสารภาพเถอะจะได้ติดแค่พอประมาณหรือถูกกันเป็นพยาน
นอกจากนี้ในเชิงกระบวนพิจารณาคดี เวลาที่ผ่านไปนานยิ่งทำให้พยานวัตถุอาจเสียหายหรือเสื่อมสภาพ เช่นเดียวกับความทรงจำของพยานที่พร่าเลือนลงไปตามกาลเวลา หรือแม้แต่ชีวิตของพยานบางคนที่จะไม่ได้อยู่รอให้ปากคำเพื่อความยุติธรรมอีกแล้วก็ได้
ทั้งหมดทั้งมวลคือเหตุผลที่อธิบายคำกล่าว “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม”
แต่ในอีกแง่หนึ่งที่อาจจะไม่ค่อยได้คำนึงถึง คือภาษิตหรือคำกล่าวอันเป็นมุมกลับของเรื่องนี้ คือ “ความยุติธรรมอันเร่งด่วน คือการฝังกลบความยุติธรรม” (Justice hurried is justice buried)
เพราะความยุติธรรมที่รวดเร็วเร่งด่วนนั้นส่งผลให้เกิดการละเลยกระบวนการทางกฎหมายอันจำเป็นและสมควร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ “ความยุติธรรม” ที่ทันใจ จนลดทอนกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ควรจะกระทำโดยรอบด้าน รวมถึงการไม่เปิดโอกาสรับฟังพยานหลักฐานและข้ออ้างข้อเถียงจากทุกฝ่าย
ยิ่งถ้าการดำเนินคดีนั้นเป็นไปโดยมี “โจทย์” จากข้อเรียกร้องของสังคมในคดีสะเทือนขวัญหรือได้รับความสนใจจากสาธารณชน การต้องพยายาม “ปิดคดี” ให้ได้ หาคนผิดมาลงโทษอย่างรวดเร็วเพื่อสังเวยความรู้สึกหิวกระหายต่อการได้รับความเป็นธรรมของสังคมนั้น ก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการ “จับแพะ” ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจรวบรวมพยานหลักฐานมาโดยไม่ครบถ้วน มองข้ามหลักฐานที่ยังต้องสงสัยและอาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อจะได้ชี้ตัว “จำเลย” โดยเร็วที่สุด
เรื่องหนึ่งที่เริ่มพบเห็นในช่วงที่ผ่านมาคือในการกระทำความผิดหรือคดีดราม่าสะเทือนขวัญเป็นประเด็นในสังคมนั้น ก็จะปรากฏว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพยายามหา “ข้อหา” อะไรก็ได้ที่จำเลยสังคมรายนั้นน่าจะกระทำความผิดแน่นอน เพื่อนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีโดยไม่ได้สัดส่วน เช่น หากมีกรณีจำเลยสังคมสักคนถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าอาจจะ “ฉ้อโกงประชาชน” แต่พยานหลักฐานยังรวบรวมมาได้ไม่พอ
ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐก็จะหาข้อหาประเภท “เปิดกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต” หรือการฝ่าฝืนกฎหมายทางเทคนิคอื่นๆ เพื่อ “ควบคุมตัว” มาไว้ก่อนระหว่างการสืบสวนคดีหลัก เพราะสังคมพอใจที่ได้เห็นคนทรงซ้อทรงเอที่น่าหมั่นไส้หรือมีภาพลักษณ์สีเทา หรือแม้แต่ “คนดัง” ที่เกี่ยวข้องนั้น “เข้าคุก” ไปก่อน ส่วนจะผิดจริงแค่ไหนหรือมีหลักฐานสาวไปถึงหรือไม่ ค่อยไปว่ากันอีกทีในกระบวนการต่อไป
ทั้งหมดนี้คือการ “กลบฝัง” ความยุติธรรม ด้วย “ความยุติธรรมอันเร่งด่วน” ที่เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากเจตนาดีที่มุ่งแก้ไขปัญหาการละเมิดกฎหมายจริงๆ หรือเพราะแรงกดดันของสาธารณชนก็ได้
ปัญหาที่ประชาชนจำนวนมากถูกอายัดบัญชี หรืออายัดวงเงินในธนาคาร หรือระงับการทำธุรกรรมทุกชนิดเป็นวงกว้างจนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงระดับที่คนอาจจะเลิกใช้ระบบบัญชีธนาคารหรือการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ก็เป็นผลมาจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่เร่งด่วนเสียจนไปกลบฝัง “ความยุติธรรม” ในอีกด้านหนึ่งไป
เรื่องนี้มีต้นตอปัญหามาจาก “บัญชีม้า” หรือบัญชีที่มิจฉาชีพหรือเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายเปิดไว้เป็นช่องทางรับเงินจากประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อหรือเพื่อรับเงินจากธุรกรรมที่ไม่ต้องการให้ถูกสืบค้นย้อนทางได้ จึงจ้างคนมาเปิดบัญชี ซึ่งต่อมาก็มีกฎหมายและมาตรการของรัฐที่มาอายัดบัญชีม้าเหล่านี้
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เมื่อเงินจากผู้เสียหายถูกโอนเข้าสู่บัญชีม้าแรก มันจะถูกโอนไปยังบัญชีม้าทอดที่สองและที่สามต่อไปอีกหลายทอดแทบจะในทันที เพื่อไปสู่จุดหมายหรือการแปลงเป็นเงินในระบบคริปโทเคอร์เรนซีที่ตามสืบต่อไปอีกไม่ได้
ดังนั้นการอายัดที่ตัว “บัญชีม้า” ทอดแรกนั้นจึงแทบจะเปล่าประโยชน์ จึงมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ตามอายัดบัญชีม้าในทอดหลังๆ ได้ด้วย เพื่อให้สามารถนำเงินมาคืนให้ผู้เสียหายก่อนที่มันจะถูกโอนไปสู่ระบบที่ไม่อาจตรวจสอบได้
แต่ความพยายามทำให้กระบวนการง่ายลง เพียงการที่ผู้เสียหายโทรศัพท์ไป 1441 ว่าบัญชีหนึ่งอาจเป็นบัญชีมิจฉาชีพ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ก็สามารถออกหมายอายัดไปยังธนาคารได้ทันที และเมื่อธนาคารได้รับหมายอายัดมาจะทำการไล่เส้นทางการเงิน และธนาคารจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะอายัดบัญชีใดบ้าง ที่อยู่ในเส้นทางการเงินนั้นแล้วสั่งอายัดไปทั้งหมด ทำให้บัญชีที่ไม่ใช่บัญชีม้าโดยตรง เช่น บัญชีร้านค้า พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือบุคคลทั่วไปที่รับโอนเงินต่อมาเป็นทอดที่สองหรือสามถูกอายัดไปด้วย
ซ้ำเติมด้วยกระบวนการปลดการอายัดที่ล่าช้า ที่ผู้ถูกอายัดจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องทำเอกสารมากมาย สอบปากคำทั้งสองฝ่าย และทำเรื่องเสนอผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนเพื่อขออนุมัติการปลดอายัด นำไปสู่การโยนความรับผิดชอบของทั้งฝ่ายธนาคารและเจ้าหน้าที่จนสร้างความเดือดดาลให้ประชาชน
แน่นอนว่า กระบวนการที่ส่งผลเสียหายต่อสุจริตชนคนจำนวนมากนั้นก็สมควรโดนด่าจริง และรัฐต้องรีบแก้ไขปัญหาก็ถูก
แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องทบทวนตัวเองด้วยเช่นกันว่า เวลามีข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินหรือได้ประสบกับตัวเองแล้ว เมื่อพบว่ากระบวนการขออายัดจะต้องดำเนินการไปแจ้งความ และอายัดได้แต่เฉพาะบัญชีม้าแรกที่ได้รับเงินไปนั้น ในตอนนั้นคนก็ออกมาสวดกันทั้งเมืองว่ากระบวนการหรือกลไกนี้ล้มเหลว ไม่มีประสิทธิภาพ ลามไปจนถึงกล่าวหาว่าไม่จริงใจในการแก้ปัญหา ทำไมไม่อายัดให้หมดทั้งวง
หรือในตอนที่ก่อนหน้านี้ในต่างประเทศมีการออกมาตรการให้ธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบกับกรณีที่มิจฉาชีพหลอกให้คนโอนเงิน รวมถึงการเพิ่มอำนาจการอายัดบัญชีธนาคารได้อย่างรวดเร็วหรือกำหนดข้อจำกัดในการโอนเงิน ก็เห็นว่าผู้คนในโซเชียลก็แชร์ข่าวนั้นออกมาตั้งคำถามว่า แล้วรัฐบาลไทยจะมีมาตรการอะไรเหมือนต่างประเทศเขาหรือไม่
กล่าวกันแบบไม่เกรงใจ คือปัญหานี้มันก็มาจากความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมด้วย ที่เรียกร้องเอากระบวนการทางกฎหมายและกระบวนยุติธรรมที่รวดเร็วทันใจในการแก้ปัญหาบัญชีม้า เรียกร้องที่จะให้กระบวนการแจ้งอายัดนั้นง่ายและสามารถล้วงเอาเงินมาคืนผู้เสียหายได้โดยเร็ว เมื่อข้อเรียกร้องนี้ได้รับการตอบสนอง และที่ผ่านมาก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผู้เสียหายตามเงินกลับมาได้จริง แต่ก็กลายเป็นว่าเพิ่งจะมีปัญหาเอาในช่วงนี้เอง
ซึ่งจากการคุยกับมิตรสหายในวงการ เชื่อว่าเกิดจากการที่มิจฉาชีพนั้นปรับเปลี่ยนวิธีการ เช่นการอ้างบัญชีบริษัทหรือนิติบุคคลของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความไขว้เขว หรือให้บัญชีม้าที่เดิมจะมีไว้แค่รับส่งเงินระหว่างกันเป็นทอดนั้นไปทำธุรกรรมอื่นบ้าง เพื่อไม่ให้ดูเป็นบัญชีม้าจนเกินไป จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุจริตชนที่ได้รับเงินจากบัญชีม้าเหล่านั้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้อีกเหมือนกันว่าการจงใจทำให้ระบบรวนนี้ ก็เพื่อให้ทางภาครัฐลดมาตรการในการอายัดบัญชีลงเพื่อเปิดทางสะดวกให้สามารถใช้บัญชีม้าโอนเงินหนีในรูปแบบเดิมได้
จึงอาจกล่าวได้ว่านี่คือบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นได้ว่า การเรียกร้องมาตรการของรัฐหรือกระบวนการทางกฎหมายที่รุนแรงเกินไป แม้เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมจริง แต่ด้วยกระบวนการที่รวดเร็วเกินไปจนเป็น “กระบวนยุติธรรมรีบด่วน” นั้น ก็อาจจะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาได้
ถ้าจะกล่าวกันอย่างไม่เกรงใจแล้ว สังคมไทยเราก็ติดที่จะเรียกร้อง “ความยุติธรรมรีบด่วน” แบบนี้แหละ เช่นถ้าหากมีคดีสะเทือนขวัญอะไร ก็จะเรียกร้องให้รีบจับกุมดำเนินคดีโดยเร็ว หรือแม้แต่ดำเนินคดีไปแล้วแต่อาจจะไม่รวดเร็วทันใจก็ตั้งข้อสงสัยว่าเผื่อเวลาให้ผู้ร้ายหนีไปหรือทำลายหลักฐานหรือเปล่า และที่เจอบ่อยๆ ก็มายาคติที่ว่า ถ้าเป็นประเทศอื่น (ซึ่งก็มักจะเป็นประเทศที่ดูเหมือนเจริญหรือสงบเรียบร้อยแต่มีปัญหาเรื่องความมีนิติรัฐนิติธรรมในระบบกฎหมาย) คดีแบบนี้จำคุกแค่ 3 วัน เพราะวันที่ 4 ก็เอาไปประหารชีวิตแล้ว ก็คาดหวังกันแบบนี้โดยไม่คิดว่า ถ้าประหารไปแล้วพบว่าเป็น “แพะ” แล้วจะแก้ไขกันอย่างไร
ปัญหาลุกลามของความพยายามแก้ปัญหาเรื่องบัญชีม้านี้ คงเป็นเรื่องที่สังคมได้ชิมลางบทเรียนของ “กระบวนยุติธรรมรีบด่วน” ที่มุ่งเน้นความทันใจได้ครั้งหนึ่ง

