ถ้ามีการตั้งประเด็นว่า… ชายแดน รัฐบาลไทย-เขมร ดูเหมือนจะเกิดเหตุกระทบกระทั่ง เคยตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เคยทำสงครามกันดุเดือด เดี๋ยวก็กลับมาหวาน ชาวบ้านคนไทยตามแนวชายแดนตาย-เจ็บ ถูกรังแกมานาน ก็ต้องตอบว่า… เป็นความจริง
ไม่ต้องย้อนเวลากลับไปไกลถึงสมัยอยุธยา กรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ให้เสียเวลา
เขมรตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสนานราว 90 ปี (ตั้งแต่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2406 ถึง 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2496)
พ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง รัฐบาลไทยนี่แหละที่เจรจากับฝรั่งเศสเพื่อสนับสนุนให้กัมพูชาเป็นอิสระ
พ.ศ.2492 เขมรได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส โดยไทยเป็นประเทศแรกที่รับรองกัมพูชาว่าเป็น “รัฐปกครองตนเองภายใต้สหภาพฝรั่งเศส”
2493 ไทย-กัมพูชา สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระดับ “อัครราชทูต” กับกัมพูชา ถือเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ แต่งตั้ง นายประสิทธิ์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา กงสุลใหญ่ประจำไซ่ง่อน ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ประจำกรุงพนมเปญ
รัฐบาลไทยจัดตั้งสำนักผู้แทนทางการทูตขึ้นที่กรุงพนมเปญ
พ.ศ.2496 รัฐบาลไทยยกฐานะความสัมพันธ์เป็น “รัฐทูตวิสามัญและอัครราชทูต” ซึ่งถือเป็นการยกระดับทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วง พ.ศ.2496-2513 เป็นการบริหารประเทศใน “ช่วงแรก” ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ตั้งแต่กัมพูชาได้รับเอกราช พระองค์เป็นประมุขของประเทศในฐานะพระมหากษัตริย์
ต่อมา…พระสีหนุสละราชสมบัติลงมาเล่นการเมือง จัดตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม ประวัติศาสตร์กัมพูชาในช่วงนี้มักถูกเรียกว่า สมัยสังคมราษฎรนิยม หรือกัมพูชาภายใต้การปกครองของพระสีหนุ อันเนื่องมาจากเป็นยุคที่พระนโรดม สีหนุ ได้ทรงรวมทั้งตำแหน่งพระมหากษัตริย์และผู้นำรัฐบาลในคนเดียวกัน
ถือเป็นยุคที่กัมพูชาเจริญรุ่งเรือง ถือเป็นยุคทองยุคหนึ่งของชาวเขมร เพราะแนวนโยบาย รสนิยมของพระองค์นิยมชาติตะวันตก ต่อต้านคอมมิวนิสต์และไม่ชอบเวียดนาม
มีข้อมูลในประวัติศาสตร์บันทึกว่า…สีหนุดำเนินนโยบายที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับไทย โดยเฉพาะกรณีพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร และการกวาดล้างคนไทยเกาะกงในจังหวัดเกาะกง
ชาวเขมรที่ไม่พอใจในตัวสีหนุในการบริหารประเทศ เพราะมีความเหลื่อมล้ำสูง ชาวเขมรส่วนใหญ่ยากจน แร้นแค้น
เมื่อเผชิญกับกลุ่มต่อต้านทางการเมืองในประเทศมากขึ้น พระสีหนุจึง “กลับหลังหัน” ไปผูกมิตรกับจีนและเกาหลีเหนือ เพื่อขอความช่วยเหลือในทุกด้าน
มาเจาะประเด็นไทย-เขมร ที่มิตรกลับกลายเป็นศัตรู ที่ไทยต้องตัดความสัมพันธ์กับเขมร… กรณีเขาพระวิหาร
พ.ศ.2501 เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหราชอาณาจักร ชื่อนายซัม ซารี เขียนบทความเกี่ยวกับสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหารลงในนิตยสารกัมพูชาวันนี้ (le Combodge d’aujourd’hui) มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า “ไทยอ้างสิทธิเหนือพระวิหารนี้ โดยการใช้กำลังทหารเข้ายึดเอาพระวิหารไป”
จากนั้นมา…สื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์ของกัมพูชาระดมพลัง กระหน่ำเรียกร้องสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหารต่อเนื่องจนเกิดกระแสทวงเขาพระวิหารคืนจากไทย แต่ยังจุดกระแสไม่ติด
ในเวลาเดียวกันยังมีเหตุการณ์ปล้นสะดมทางชายแดนไทย-กัมพูชาบ่อยครั้ง โจรเขมรชุกชุม ปล้น ฆ่า ทำให้รัฐบาลไทยเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผสม เพื่อดำเนินการตรวจสอบเส้นเขตแดน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลกัมพูชา
ความสัมพันธ์ไทย-เขมร ทรุดลงอย่างหนัก
วันที่ 4 สิงหาคม 2501 รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่ จ.ตราด จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
ประกาศของรัฐบาลไทยมีใจความว่า…ได้มีโจรผู้ร้ายข้ามแดนจากเขมรเข้ามาทำร้ายร่างกาย ประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย สถานการณ์ความสัมพันธ์ตึงเครียดหนักขึ้น
11 สิงหาคม 2501 ไทยจัดการเจรจาในกรุงเทพฯ แต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้
7 กันยายน 2501 ประชาชนไทยเดินขบวนประท้วงเขมร ยืนยันถึงกรรมสิทธิ์ของไทยเหนือเขาพระวิหาร สื่อไทยและกัมพูชาเริ่มทำสงครามกัน โดยเฉพาะวิทยุ หนังสือพิมพ์
ตัดความสัมพันธ์ไทย-เขมร ครั้งที่ 1
24 พฤศจิกายน พ.ศ.2501 รัฐบาลกัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย จากชนวนเหตุการอ้างสิทธิเหนือปราสาทพระวิหาร
นายตี กิมซัว เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อ หม่อมเจ้าวงศานุวัตร เทวกุล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รักษาราชการแทน รมว.กต.ไทย
รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์จึงมีคำสั่งให้ถอนผู้แทนทางการทูตของไทยคือ นายสมจัย อนุมานราชธน เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับประเทศ (ข้อมูลจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ 13 สิงหาคม 2568)
กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 ทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์กลับคืนเป็นปกติ
6 ตุลาคม พ.ศ.2502 รัฐบาลสีหนุไปฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ตัดความสัมพันธ์ครั้งที่ 2
23 ตุลาคม พ.ศ.2504 รัฐบาลไทยประกาศตัดความสัมพันธ์ เพราะเขมรไปฟ้องศาลโลกเรื่องปราสาทพระวิหาร
15 มิถุนายน 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 นอกจากนั้นยังตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ให้ประเทศไทยส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2497 ซึ่งเป็นปีที่ไทยได้เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว
3 กรกฎาคม พ.ศ.2505 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีแถลงการณ์การกล่าวปราศรัยเกี่ยวกับการสูญเสียปราสาทพระวิหารผ่านทางสถานีวิทยุเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยไว้ว่า
“….ในวันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาพูดกับท่านด้วยน้ำตา แต่น้ำตาของข้าพเจ้าเป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ขอเลือดของความคลั่งแค้น และการผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิต ทั้งชาตินี้และชาติหน้า
พี่น้องชาวไทยที่รัก ในวันหนึ่งข้างหน้า เราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้…”
สีหนุสั่งให้จัดการเฉลิมฉลองทั่วทั้งพระราชอาณาจักรกัมพูชา มีการประกาศวันหยุดราชการ
พ.ศ.2506 สมเด็จเจ้าสีหนุได้เสด็จขึ้นปราสาทพระวิหารเพื่อทำพิธีบวงสรวง โดยขึ้นทางบันไดโบราณที่เป็นหน้าผา (ช่องบันไดหัก) เพราะทางขึ้นปราสาทอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย
ไทยแพ้คดีเขมร (ที่ฝรั่งเศสสนับสนุน) นี่คือความเจ็บช้ำน้ำใจที่คนไทยสมัยโน้นรู้สึกชิงชังคำพิพากษาศาลโลก ซึ่งผู้เขียนต้องขอนำมาบอกเล่าอีกครั้ง
เทวาลัยที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ที่อยู่บนหน้าผาสูงชัน ทางขึ้นปราสาทอยู่ในดินแดนไทย เขมรต้องปีน ต้องไต่หน้าผาขึ้นมา มันจะเป็นของเขมรไปได้ยังไง?
สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยก็ใช่ว่าจะราบรื่น มีการต่อสู้ แย่งชิงอำนาจกันเองในกรุงเทพฯ เริ่มมีการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทย กรณีไทยแพ้คดีปราสาทพระวิหารเริ่มมลายหายไปจากการรับรู้ของสังคมไทย
7 สิงหาคม พ.ศ.2508 คือวันเสียงปืนแตก
พ.ศ.2509 ไทย-เขมรสถาปนาความสัมพันธ์กลับคืนเป็นปกติ
พ.ศ.2513 พระสีหนุถูกรัฐประหาร โดยนายพลลอน นอล ราชอาณาจักรกัมพูชาภายใต้ระบอบสังคมราษฎร์นิยมของพระนโรดม สีหนุ ต้องสิ้นสุดลง
ลอน นอล ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ เปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ โดยจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐเขมรขึ้นแทน ส่วนพระสีหนุลี้ภัยไปจัดตั้งรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาพลัดถิ่น ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
เขมรเข้าสู่ยุคแห่ง “สงครามกลางเมือง” นานกว่า 30 ปี
14 มกราคม พ.ศ.2528 ฮุน เซน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ในช่วง ฮุน เซน ปกครองประเทศ ไทย-เขมรเคยต้องลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงเป็นระดับอุปทูตอีก 2 ครั้ง
29 มกราคม 2546 มีการสร้างข่าวดังเปรี้ยงในกัมพูชาว่า… นักแสดงสาวชาวไทยเธอได้พูดว่า…ปราสาทนครวัดใน จ.เสียมราฐ เป็นของไทยและเธอจะไม่เหยียบแผ่นดินเขมรจนกว่าจะได้คืน
เฟคนิวส์แพร่กระจายไปดังไฟลามทุ่งในพนมเปญ ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานอันใด
ประชาชนเขมรหลายพันคนที่ปลุกระดมกันไว้แล้วยกขบวนบุกไปเผาสถานทูตไทย รวมถึงร้านค้าและธุรกิจของคนไทยในพนมเปญ เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
30 มกราคม 2546 ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย จึงเรียกเอกอัครราชทูตฯกลับประเทศ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลคือเฟคนิวส์ ที่ผลิตขึ้นมาแบบดื้อๆ เพื่อเหตุผลทางการเมืองในกัมพูชา
ดร.ทักษิณสั่งกำลังทหารและอากาศยานของกองทัพอากาศไปรับเจ้าหน้าที่ไทยและประชาชนออกจากพนมเปญ ไม่ขอประนีประนอม
รัฐบาลไทยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการโปเชนตง แบ่งเป็น 2 ระยะ:
โปเชนตง 1: ส่งเครื่องบิน C-130 อพยพคนไทยและเจ้าหน้าที่สถานทูตกลับประเทศ
โปเชนตง 2: เตรียมกำลังคอมมานโดและฝูงบิน F-16 ไว้ที่กองบิน 1 โคราช พร้อมเข้าช่วยเหลือหากเหตุการณ์ลุกลาม
นายกรัฐมนตรีทักษิณยังโทรสายตรงถึงฮุน เซน ประสานให้ควบคุมสถานการณ์ให้ยุติภายใน 1 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะส่งหน่วยรบเข้าไปเอง พร้อมขับทูตกัมพูชาออกจากประเทศ และสั่งปิดด่านชายแดนทันที
เหตุการณ์จลาจลส่งผลให้ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และธุรกิจไทยในพนมเปญเสียหายยับเยิน
(นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้มีการซ่อมแซมสถานทูตจนกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง และชดเชยให้กับภาคเอกชนของไทย)
31 พฤษภาคม พ.ศ.2546 สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต กลับคืนสู่ระดับปกติ
ผู้เขียนขอยืนยันว่า เฟคนิวส์ที่เพื่อนบ้านผลิตสามารถจุดชนวนความขัดแย้งระดับชาติได้
แม้เวลาผ่านไปกว่า 22 ปี เหตุการณ์นี้ยังคงถูกพูดถึง
กุมภาพันธ์ 2568 ทหารเขมรเริ่มก่อเหตุแถวช่องบก ตามมาด้วยสารพัดการก่อกวน ยั่วยุ และต้องรบกัน (อีกครั้ง)
ชาวบ้าน ทหารไทย เสียชีวิต หากแต่กองทัพไทยตอบโต้ เอาคืนอย่างสาสม สังคมไทยเปล่งประกายความชิงชังหนักหน่วง
ล่าสุด…23 ก.ค.2568 ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ สั่งลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชา เรียกทูตไทยกลับและขับทูตกัมพูชา หลังจากทหารเขมรเข้ามาวางกับระเบิดที่ช่องอานม้า
ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศ และส่งตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับไปยังกัมพูชา
สังคมไทย “เป็นหนึ่ง” ไม่ขอประนีประนอมในทุกกรณี อยากเห็นรั้วชายแดน เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีก…
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

