อิสรภาพที่แตกต่าง: การปฏิวัติเท็กซัส และเงาของทาสในเสรีภาพ
หากใครเคยเดินทางไปมลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน จะพบสโลแกนติดอยู่ตามร้านค้า สนามกีฬา และสถานที่ท่องเที่ยวว่า “Remember the Alamo” ซึ่งแปลว่า จำอลาโมไว้เสมอ ราวกับเป็นมนตราศักดิ์สิทธิ์ประจำมลรัฐที่ใหญ่โตและอหังการที่สุดของสหรัฐอเมริกา แต่หากถามต่อไปว่า จำไปทำไม? หลายคนคงตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า เพื่อระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวเท็กซัสในศตวรรษที่ 19 ต่อการกดขี่ของเม็กซิโก
ทว่า หากมองลึกลงไปภายใต้คำว่า เสรีภาพ คำสวยหรูนี้กลับกลายเป็นเพียงม่านควันบังตาความจริงอันน่าอับอาย เพราะเสรีภาพที่ชาวเท็กซัสประกาศ ไม่ได้หมายถึงเสรีภาพของมวลมนุษย์ หากแต่คือเสรีภาพของคนขาวอพยพจากสหรัฐ ที่ต้องการปกป้องสิทธิในการครอบครองทาสผิวดำต่อไป ในขณะที่เม็กซิโกซึ่งเพิ่งปลดแอกจากสเปนกลับเลือกที่จะประกาศยกเลิกระบบทาสโดยสิ้นเชิง
การปฏิวัติเท็กซัส (พ.ศ.2378-2379) จึงเป็นสงครามที่สะท้อนความหมายของอิสรภาพ ที่ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่แต่ยึดมั่นในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน กับผู้ตั้งถิ่นฐานที่ยึดมั่นในสิทธิการเป็นนายทาส
เท็กซัสเดิมเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิสเปนในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจากเม็กซิโกประกาศเอกราชในปี พ.ศ.2364 (ตรงกับสมัย ร.2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ดินแดนนี้ก็ตกเป็นของเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจที่เม็กซิโกซิตี การควบคุมจึงอ่อนแอ
รัฐบาลเม็กซิโกจึงเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา เข้ามาตั้งรกรากภายใต้นโยบาย empresario (ผู้ได้รับสัมปทานที่ดินเพื่อดึงคนเข้าไปตั้งถิ่นฐาน) ผลคือชาวอเมริกาไหลทะลักเข้ามาในเท็กซัสอย่างรวดเร็วในทศวรรษ 1820-1830
ชาวอเมริกันเหล่านี้ไม่ได้มาเพียงตัวเปล่า แต่พกเอาระบบเศรษฐกิจและสังคมจากบ้านเกิดมาด้วย โดยเฉพาะการใช้แรงงานทาสผิวดำในไร่ฝ้าย พวกเขาต้องการดินแดนกว้างใหญ่เพื่อปลูกฝ้าย และทาสคือหัวใจสำคัญของการผลิต
ครับ! ประเทศเม็กซิโกหลังเอกราชได้ประกาศยกเลิกทาสในปี พ.ศ.2372 ถือเป็นนโยบายเชิงอุดมการณ์ที่ต่อเนื่องจากการปฏิวัติปลดแอกสเปนของวีรบุรุษซีโมน โบลิวาร์ และขบวนการเสรีนิยมในลาตินอเมริกา โดยรัฐบาลเม็กซิโกมองว่าระบบทาสคือความป่าเถื่อนที่สเปนเคยยัดเยียดไว้ และการยกเลิกมันคือสัญลักษณ์ของความเป็นอารยประเทศ
นี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมสำหรับชาวเม็กซิโก เสรีภาพหมายถึงการเลิกทาส การปลดปล่อยชนพื้นเมือง และการสร้างประเทศใหม่ที่ไม่ขึ้นต่อจักรวรรดิสเปนอีกต่อไป เสรีภาพของพวกเขามีมิติทางศีลธรรมและการเมือง แต่สำหรับชาวอเมริกาหรือที่เรียกว่า Texians (ชาวเท็กซัส) นั้น เห็นว่าเสรีภาพคือสิทธิของพวกเขาที่จะครอบครองที่ดินกว้างใหญ่ และที่สำคัญที่สุดคือสิทธิในการครอบครองทาส หากไม่มีทาส ไร่ฝ้ายก็ไร้ค่า และการลงทุนของพวกเขาจะสูญเปล่า
เมื่อรัฐบาลเม็กซิโกเริ่มออกมาตรการห้ามการนำเข้าทาสเพิ่มเติม และพยายามปลดปล่อยทาสที่มีอยู่ ความไม่พอใจของชาวเท็กซัสก็พุ่งสูงขึ้น พวกเขามองว่านี่คือการละเมิด “สิทธิเสรีภาพ” ของตนเอง
กล่าวอย่างชัดแจ้งก็ได้ว่า “เสรีภาพของเท็กซัส” ในสายตาของชาว Texians คือเสรีภาพที่จะผูกพันคนผิวดำไว้กับโซ่ตรวน
ในช่วงต้นทศวรรษ 1830 นายพลอันโตนิโอ โลเปซ เดอ ซานตา แอนนา (Antonio Lopez de Santa Anna) ก้าวขึ้นมามีอำนาจในเม็กซิโก และเริ่มรวมศูนย์อำนาจ ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายเลิกทาสอย่างจริงจัง สิ่งนี้ทำให้ชาวเท็กซัสไม่อาจทนได้อีกต่อไป ในปี พ.ศ. 2378 การกบฏจึงปะทุขึ้น เท็กซัสประกาศปฏิเสธอำนาจเม็กซิโก และเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ
ป้อมอลาโม (The Alamo) เดิมเป็นโบสถ์คริสตจักรเก่าในเมืองซานอันโตนิโอ ซึ่งชาวเท็กซัสใช้เป็นป้อมปราการ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1836 กองกำลังเม็กซิโกของซานตา แอนนากว่า 1,500 นาย เข้าล้อมป้อม ขณะที่ผู้ป้องกันมีเพียงราว 180-200 คน ผู้ที่มีชื่อเสียงในการต่อสู้ที่อลาโม ได้แก่ เดวี่ คร็อกเก็ตต์, จิม โบวี่ และวิลเลียม บี. เทรวิส (William B. Travis) ทั้งหมดกลายเป็นวีรบุรุษในตำนานของอเมริกา ตลอด 13 วัน ผู้ป้องกันอลาโมสู้จนคนสุดท้ายถูกสังหาร ไม่มีใครยอมจำนน เสียงปืนและควันดินปืนกลายเป็นภาพจำที่คนอเมริกันนำไปเล่าซ้ำว่าเป็นการเสียสละเพื่อเสรีภาพ ทั้งๆ ที่ผู้นำทั้ง 3 คนแห่งอลาโมเป็นเจ้าของทาสทุกคน
แต่ความจริงคือ ชาวเท็กซัสต่อสู้อย่างดุเดือดเพื่อรักษาสิทธิในการเป็นนายทาส สโลแกน “Remember the Alamo” ที่ถูกใช้ในการรบต่อมาจนชนะที่ซาน จาซินโต (Battle of San Jacinto) จึงมีความหมายซ่อนเร้น คือ จำไว้ว่าเราต้องสู้เพื่อสิทธิที่จะครอบครองทาส ส่วนทางเม็กซิโกเองไม่ได้โจมตีอลาโมเพราะเกลียดเสรีภาพ หากแต่เพราะไม่ยอมให้เกิดรัฐที่กบฏต่อหลักการเลิกทาส
หลังความพ่ายแพ้ที่อลาโม กองกำลังของชาวเท็กซัสกลับรวมตัวได้ใหม่ และในเดือนเมษายน พ.ศ.2379 พวกเขาชนะศึกใหญ่ที่ซาน จาซินโต จับตัวแม่ทัพซานตา แอนนาได้ ชาวเท็กซัสจึงประกาศอิสรภาพเป็นสาธารณรัฐเท็กซัส (Republic of Texas) แต่สาธารณรัฐนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของระบบทาสอย่างชัดเจน โดยรัฐธรรมนูญแห่งเท็กซัสฉบับแรกยืนยันสิทธิของประชาชนในการครอบครองทาสอย่างเป็นทางการ อิสรภาพจึงไม่ใช่อิสรภาพของทุกคน แต่เป็นอิสรภาพของเจ้าของทาส
ปี พ.ศ.2388 สาธารณรัฐเท็กซัสถูกรวมเข้าเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา นี่คือการขยายอำนาจของรัฐทาสในภาคใต้เข้าสู่ดินแดนใหม่ และเป็นชนวนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกา (พ.ศ.2404- 2408) กล่าวอีกอย่างคือ เลือดที่หลั่งที่อลาโมไม่ใช่เพียงเพื่ออิสรภาพของเท็กซัส แต่เป็นการปูทางให้สหรัฐอเมริกาลากประเทศเข้าสู่หายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภายในคือสงครามกลางเมืองที่โหดร้ายนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การตีความทางอุดมการณ์ของทั้งสองฝ่าย
ชาวเม็กซิโก : เห็นว่าการเลิกทาสคือก้าวสู่ความเป็นอารยะ ความเป็นมนุษย์ และความเท่าเทียม แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นวิถีที่ก้าวหน้า
ชาวเท็กซัส : มองว่าการครอบครองทาสคือสิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพคือการไม่ให้รัฐมายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน แม้ทรัพย์สินนั้นจะเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อก็ตาม
นี่คือความหมายของคำว่า “Freedom” ที่แตกต่างและบิดเบี้ยวในสองภาษา สองอุดมการณ์ ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา คนอเมริกันจำนวนมากยังคงเชิดชูอลาโมว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ แต่หากมองอย่างนักประวัติศาสตร์ เรากลับเห็นเพียงความย้อนแย้ง เสรีภาพที่อลาโมคือเสรีภาพของคนขาวที่มีสิทธิจะกดขี่คนดำ ขณะที่เม็กซิโกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กดขี่ กลับยืนหยัดในหลักการยกเลิกทาส
ดังนั้นอิสรภาพของเม็กซิโกคือการปลดโซ่ตรวนของทาส ส่วนอิสรภาพของเท็กซัสคือการสู้ตายเพื่อรักษาโซ่ตรวนไว้กับคอของคนอื่น
นี่คือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นว่า คำว่า “Freedom” ในโลกการเมือง ไม่เคยเป็นคำกลางๆ ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน แต่เป็นสนามต่อสู้ทางอุดมการณ์ ที่ใครได้กำหนดความหมาย คนนั้นย่อมได้ครองประวัติศาสตร์
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

