หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ข้อยาก’ ของ ’เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’

24.09.25 | 13:15 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ข้อยาก’ของ‘เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’

มีเกร็ดว่าประโยค “ถึงฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด แต่ฉันจะปกป้องสิทธิในการพูดของคุณด้วยชีวิต” จะไม่ใช่คำกล่าวของวอลแตร์โดยตรง แต่เป็นการสรุปทรรศนะและหลักการเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกของวอลแตร์ จากหนังสือชีวประวัติของเขาที่เขียนโดย เอเวลีน เบียทริซ ฮอลล์ (Evelyn Beatrice Hall) นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้ใช้นามปากกาว่า เอส. จี. ทอลเลนไทร์ (S. G. Tallentyre)

แต่ไม่ว่าวอลแตร์จะพูดประโยคดังกล่าวหรือไม่ ประโยคดังกล่าวก็แสดงให้เห็นความสำคัญของสิทธิ หรือเสรีภาพในการพูด หรือแสดงความคิดเห็นอันเป็นสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่การตัดสินใจทางการเมืองนั้นมาจากเสียงข้างมากของประชาชนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม แต่ประชาชนจะตัดสินใจได้ตามเจตจำนงก็ควรได้ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองจากข้อเท็จจริง และความคิดเห็นข้อดีข้อเสียทุกด้านจากทุกฝ่ายโดยเท่าเทียมกัน

บทเรียนสำคัญของประเทศไทยที่แสดงให้เห็นได้ว่าการตัดสินใจในสภาวะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดอย่างยิ่งนั้น ลวงให้ผู้คนตัดสินใจไปตามฝ่ายที่สามารถควบคุมความคิดความเห็นในสังคมด้วยอำนาจรัฐนั้นต้องการแต่ขัดต่อเจตจำนง หรือความประสงค์อันแท้จริงได้อย่างไร คือกรณีการลงมติยอมรับ “คำถามพ่วง” พร้อมการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยในตอนนั้นผู้มีอำนาจใช้อำนาจ คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งผู้คนที่พยายามจะอธิบายข้อเสียของรัฐธรรมนูญและกับดักของคำถามพ่วงจนทำให้ประชามติเห็นชอบคำถามพ่วงนั้นไปได้เกือบ 60%

กว่าผู้คนจะได้เข้าใจว่าที่แท้คำถามพ่วงดังกล่าวนั้นเป็นการเปิดช่องให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกของคณะผู้ทำรัฐประหารสามารถ “อนุญาต” หรือ “ไม่อนุญาต” ให้ใครได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เมื่อพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง 14 ล้านเสียง จับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับถูก “ปฏิเสธ” จากวุฒิสภาไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามด้วยความวุ่นวายแตกแยกทางการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

Advertisement

การมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจึงมีความสำคัญมากในการตัดสินใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่เราก็ต้องปกป้องเสรีภาพนี้ให้กับผู้อื่น แม้เขาจะพูดในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย หรือไม่อยากฟังก็ตาม

หากความท้าทายของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คือ “ความคิดเห็น” แบบใดที่ควรได้รับการคุ้มครอง นั่นเพราะการแสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่ข้อเท็จจริงบางอย่างก็อาจละเมิดสิทธิคนอื่น หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม หรือเป็นภัยแก่การอยู่ร่วมกันของส่วนรวมก็เป็นไปได้ และเรายอมรับว่ามันก็มี “ความคิดเห็น” บางอย่างที่อาจเป็นอันตรายแม้แต่กับผู้แสดงความคิดเห็นนั้นเองด้วยซ้ำ

เคยมีตลกร้ายเรื่องหนึ่งที่เล่ากันขำๆ ถึงฆาตกรคนหนึ่งให้การในชั้นศาลว่า เหตุผลที่เขาสังหารผู้ตายนั้น เป็นเพราะผู้ตายมักพูดจาแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอต่อสาธารณะว่า “คนเห็นต่างกับตนนั้นสมควรตาย” ซึ่งเขาไม่เห็นด้วย แต่เมื่อผู้ตายเชื่อเช่นนั้น เขาก็เลยเคารพในความคิดเห็นดังกล่าวของผู้ตายด้วยการกระทำตาม

ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดว่านี่เป็นตลกร้ายที่ตั้งคำถามกับความย้อนแย้งจนกระทั่งเกิดเหตุกับ ชาร์ลี เคิร์ก (Charles James Kirk) นักเคลื่อนไหวขวาจัดชาวอเมริกันผู้มีความเชื่อในสิทธิของการมีอาวุธปืนอันเป็นสิทธิทางรัฐธรรมนูญของพลเมืองสหรัฐในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่สอง โดยเห็นว่าการมีผู้ต้องสูญเสียชีวิตเพราะอาวุธปืนนั้นเป็นราคาที่ต้องจ่ายให้กับการมีสิทธิดังกล่าวนี้อย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งในที่สุดชีวิตของเขาเองก็กลายเป็น “ราคา” หนึ่งที่ได้จ่ายไปเพื่อยืนยันความเชื่อดังกล่าว

เรื่องข้างต้นอาจจะเป็นกรณีสุดโต่งที่ดันเกิดขึ้นจริงอันเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นด้านมืดของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

แต่ถึงอย่างนั้น การจะยอมรับ หรือพิจารณาว่า มี “ความคิดเห็น” บางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อสังคม หรือแม้แต่ตัวผู้แสดงความคิดเห็นนั้นเองที่สมควรถูกจำกัดไม่ให้ได้รับเสรีภาพในการแสดงออก ก็ต้องไปเผชิญคำถามที่ตอบยากพอๆ กันที่ว่า แล้วความคิดเห็นแบบไหนที่เป็นอันตรายถึงขนาดที่รัฐและสังคมจะต้องกันไม่ให้เข้าถึงเสรีภาพดังกล่าวนี้ และสำคัญที่สุดคือใครจะเป็นผู้ตัดสิน

ว่ากันตามรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพดังกล่าวไว้ในมาตรา 34 โดยรับรองว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ซึ่งรัฐจะจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้ก็จะต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายเฉพาะในเงื่อนไขว่า เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน

เหมือนจะชัดเจนแต่ก็ยังเต็มไปด้วยคำถาม ว่าสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคลอื่นนั้นรวมถึงเสรีภาพในเรื่องส่วนตัวที่อาจจะกระทบกับคนอื่น หรือสังคมด้วยหรือไม่ เช่น ใครสักคนอาจจะใช้ “เสรีภาพในการอวดรวย” ซึ่งแสดงออกโดยการใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองอย่างมือเติบไม่เสียดมเสียดาย เช่น ทำชาเลนจ์ใช้เงินให้หมด 1 ล้านบาทภายในวันเดียว เพื่ออวดแสดงต่อผู้คนทางโซเชียล ที่ว่ามานี้เป็น “สิทธิหรือเสรีภาพ” ที่เขาควรได้รับการคุ้มครองจากการแสดงความคิดเห็นของสังคมหรือไม่? ในอีกทางหนึ่ง หากมีใครจะวิจารณ์เรื่องการใช้จ่ายเช่นว่านั้นของเขา เขาจะมีสิทธิในการใช้กฎหมายหมิ่นประมาท หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง “ปิดปาก” ผู้คนที่จะวิจารณ์เขาเรื่องนี้หรือไม่

หากบทเรียนหนึ่งจากการจลาจลในประเทศเนปาลจนเกิดการนองเลือดและความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้น คือพฤติกรรมของวัยรุ่น หรือหนุ่มสาวกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “Nepo Kids” หรือ “Nepobabies” ผู้ได้รับอภิสิทธิ์จากเส้นสาย หรือครอบครัวที่มั่งคั่งจากการเป็นลูกหลานนักการเมืองที่ร่ำรวยเพียงเพราะเกิดมาถูกท้องพ่อท้องแม่ สามารถใช้ชีวิตหรูหรา ไปเที่ยวต่างประเทศ ใช้ของแบรนด์เนมและอวดร่ำอวดรวยผ่านสื่อโซเชียลท่ามกลางสังคมอันเหลื่อมล้ำอย่างถึงขีดสุด ซึ่งนั่นก็คืออันตรายของการใช้ “เสรีภาพแสดงออกเพื่ออวดความร่ำรวย”

หรือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อรักษา “ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งเป็นข้ออ้างประจำของรัฐเผด็จการในการห้าม หรือเซ็นเซอร์งานศิลปะและวรรณกรรมทุกรูปแบบที่รัฐเห็นว่าเนื้อหาเช่นนั้นจะกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน บางประเทศมีการควบคุมเนื้อหาทั้งนิยายและสื่อที่แสดงถึงความรักของคนเพศเดียวกัน หรือในประเทศไทยช่วงหนึ่งเราก็มีกรณีตัวอย่างภาพยนตร์จำนวนมากที่ถูกห้ามด้วยข้ออ้างว่าเป็นภาพยนตร์ที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมศีลธรรมแก่ประชาชน ซึ่งถ้าเจ้าของภาพยนตร์นั้นสู้ต่อให้ไปจบที่ศาลปกครอง ส่วนใหญ่ก็จะชนะคดีเพิกถอนคำสั่งห้ามฉายนั้น แต่ก็ทำให้หนังหลายเรื่องได้ฉายช้าไปหลักสิบปี ซึ่งบริบทที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาก็ย่อมกระทบต่อความสดใหม่และคุณค่าทางศิลปะของภาพยนตร์นั้นไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เสรีภาพในการทำงานสร้างสรรค์ในลักษณะนี้มันก็มีกรณีที่ของเนื้อหาที่ก่อให้เกิดปัญหาทางศีลธรรมได้ เช่น ในกรณีของญี่ปุ่นที่เกณฑ์เรื่องสื่อทางเพศนั้นค่อนข้างลื่นไหล เนื้อหาบางอย่างที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับในทางศีลธรรมในโลกภายนอก เช่น ความรักกันฉันชู้สาวระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดไปจนระดับมีกิจกรรมทางเพศนั้นกลับเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ไปในทางทำได้ ตัวละครที่มีบุคลิกแบบเป็นพวกหลงรักพี่ชาย (บราคอน) หรือน้องสาวตัวเอง (ซิสคอน) นั้นเป็นตัวละครที่อาจปรากฏได้แม้ในการ์ตูน หรือนิยายวัยรุ่นปกติที่ไม่ใช่เรื่องลามก จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เกิดเหตุน่าสลดใจที่น้องสาววัยรุ่นตั้งครรภ์กับพี่ชายตัวเอง ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเป็นกรณีสมัครใจ หรือล่อลวงขืนใจ แต่ประเด็นเรื่องที่สื่อร่วมสมัยสร้างความรู้สึก “เป็นปกติ” กับพฤติกรรมในลักษณะความสัมพันธ์พี่น้องแบบนี้ก็ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อยู่เช่นกัน

หรืออีกสักปัญหาท้าทาย คือกรณีการเผยแพร่แนวความคิดเกี่ยวกับสุขภาพที่อาจเป็นอันตรายต่อคนไข้หรือสังคม เช่น การเสนอความคิดแบบการแพทย์ทางเลือกที่ต่อต้านการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มโรคร้ายที่ถึงแก่ชีวิต หรือการต่อต้านการฉีดวัคซีนในพ่อแม่บางกลุ่มว่าเป็นการ “แสดงออก” ซึ่งความคิดความเชื่อในลักษณะดังกล่าวควรได้รับการคุ้มครองหรือไม่ เพราะปรากฏว่าการรักษาโดยแพทย์ทางเลือกนั้นก็ทำให้อาการของคนไข้ หรือผู้ป่วยทรุดหนักลงไปอย่างน่าเสียดาย เพราะในบางกรณีนั้นอาจจะไม่ต้องได้รับความทุกข์ทรมานได้หากได้พบแพทย์และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือในกรณีการเผยแพร่ความคิดของกลุ่มต่อต้านวัคซีน ซึ่งส่งผลให้มีรายงานการกลับมาอุบัติใหม่และการกลายพันธุ์ของโรคในเด็กบางโรคที่เคยไม่เป็นอันตราย หรือควบคุมได้แล้ว ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนและไม่มีภูมิคุ้มกันมีส่วนทำให้เชื้อโรคนั้นกลายพันธุ์ไป

แต่ถ้าเรายอมรับว่า “การแสดงออก” ซึ่งแนวคิด หรือความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องที่อาจจำกัดได้ เช่นนี้แล้วเท่ากับเราปฏิเสธแนวทางการรักษาทางเลือก หรือแนวทางเกี่ยวกับสุขภาพแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่กระแสหลักไปหรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่ที่แนวคิดทางการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือระบบวัคซีนเองก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน

แม้ว่าเรื่องของ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” และในการแสดงออกดังกล่าวนั้นมีกรณีที่พิจารณายาก แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่สมาทานในอุดมการณ์แบบประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับในเรื่องสิทธิและเสรีภาพไปพร้อมๆ การยอมรับในการตัดสินใจทางการเมืองของเสียงข้างมากนั้น ก็สมควรที่จะต้องยืนยันคำพูดที่ไม่ใช่ของวอลแตร์ที่มีสาระว่า “ถึงเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขาพูดหรือแสดงออก แต่เราก็ต้องปกป้องสิทธิในการพูดหรือแสดงออกของพวกเขา”

เพราะเหตุในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีและจารีตวิถีสังคมออนไลน์ ทำให้ในตอนนี้ การ “ปิดปาก” ห้ามคนแสดงความคิดต่างหรือเห็นต่างนั้นไม่จำเป็นต้องมีอำนาจรัฐก็ได้ เพียงแค่รู้ทางอาศัยช่องทางโซเชียลก็สามารถ “ห้าม” ไม่ให้คนพูดอะไรที่ขัดต่อความคิดความเชื่อของเราได้ หากเรารู้วิธีการ “ลากทัวร์” หรือ “เสียบประจาน” คนที่คิดต่างเห็นต่างเสียจนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นที่ขัดใจเรา

ถ้าเราอยากจะห้าม หรือไม่ให้พื้นที่กับคนที่ใช้คำหยาบคายไม่สุภาพวิพากษ์วิจารณ์นักวิชาการที่เป็นที่เคารพรักและพูดจาปกป้องเอาใจฝ่ายของเรา ก็ไม่ควรที่จะเอานักวิชาการอีกคนที่แต่เดิมก็เห็นเคยเคารพกันอยู่ แต่รอบนี้บังเอิญท่านเกิดจะแสดงความคิดเห็นแทงใจดำเกี่ยวกับฝ่ายที่ตนรักพรรคที่ตนเลือก ก็เอาท่านมาเสียบประจานอย่างเล็งเห็นผลว่าจะมีคณะทัวร์ของพวกตัวเข้ามาดูหมิ่นหยาบๆ คายๆ ด้วยเช่นกัน