ผมเกือบลืมไปว่าเมื่อสองสามวันก่อนเป็นวันครบรอบ 19 ปีของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
เอาจริงๆ ผมนอกจากจะเกือบลืมไปแล้ว ยังรู้สึกว่ามันยาวนานเหลือเกิน
ความรู้สึกไม่เหมือนเมื่อปีแรกๆ ที่ยังจำได้แม่นยำ
แต่ปีนี้การครบรอบรัฐประหาร 19 กันยายนนี้ หากพิจารณากว้างๆ ก็จะพบความเปลี่ยนแปลงที่มากมายมหาศาลอยู่เหมือนกัน
เพราะเป็นปีแรกที่คุณทักษิณอยู่ในคุกจริงๆ
พรรคเพื่อไทยตกจากสถานะรัฐบาล หลังจากร่วมรัฐบาลกับฝ่ายที่มีจุดยืนทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกันมาเมื่อ 19 ปีที่แล้ว รวมทั้งอยู่ในสถานะที่ผู้คนสงสัยว่าคราวหน้าจะได้คะแนนสักเท่าไหร่ และจะหล่นมาเป็นพรรคอันดับสามหรือไม่
และพรรคประชาธิปัตย์ก็หมดสภาพแบบยังหาหัวหน้าพรรคไม่ได้ และไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาเป็นพรรคที่มีความสำคัญทางการเมืองของไทยในระยะนี้
แต่ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้คือความเข้าใจแบบที่น่าจะเรียกว่า “ตื้นเขิน” ในระดับหนึ่ง
ในความหมายที่ว่าเราพิจารณาการทำรัฐประหาร 19 กันยา ในฐานะเหตุการณ์ที่มันสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันนั้นแล้วก็มองว่ามันส่งผลสะท้อนสะเทือนมาถึงเราวันนี้อย่างไร
เพราะการพิจารณาเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยานั้นมีความซับซ้อนมาก และไม่ได้สิ้นสุดลง หรือคลี่คลายตัวอย่างง่ายๆ แบบเหตุการณ์ม้วนเดียวจบ
เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยานั้น มันเป็น “จุดตั้งต้น” ของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนานมาจนถึงวันนี้
ไม่ใช่แค่การตั้งต้นจากเหตุการณ์และผู้คนในวันที่ 19 กันยายน เมื่อ 19 ปีก่อน
เพียงแค่การเกิดเสื้อแดง และการเกิดการถกเถียงทางการเมืองที่กระทบรากฐานของการเมืองในวันนี้
แม้จนถึงวันนี้ความสำนึกของความเป็นเสื้อแดงก็ไม่ได้จางหายไป
แต่ก็ไม่ได้ซ้อนทับกับพรรคการเมืองเดียวอีกต่อไป
ที่สำคัญกว่านั้น เหตุการณ์ 19 กันยานั้นมันถูก “ส่งผ่าน” จากรุ่นสู่รุ่นไปแล้ว
จากการกำเนิดส้มจากแดงบางส่วน และการสั่นสะเทือนแผ่นดินของการต่อสู้ของเยาวชนเมื่อปี 2563 ทำให้เราเห็นว่าจุดตั้งต้นสำคัญคือการย้อนกลับไปถึง 19 กันยา 2549 ในแง่การเชื่อมสำนึกในการตีความกับความทรงจำในวันนั้น ด้วยการนำเอาวันเดียวกันมาจัดการชุมนุม
และการย้อนกลับไปถึงการทำความเข้าใจ (หมุด) คณะราษฎร และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อ 2475
เป็นเรื่องที่สะเทือนความทรงจำอาจจะเรียกว่ามากกว่าสำนึกของ “ประวัติศาสตร์เดือนตุลา” เสียอีก
อย่าลืมว่าการเชื่อมโยงของ 24 มิถุนายน 2475-19 กันยายน 2549-ม็อบเยาวชน 2563 กลายเป็นการกระโดด-เชื่อมสำนึกประวัติศาสตร์ใหม่… เป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองที่ยังมีชีวิต ที่มีผู้สานต่อภาระทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวที่ไม่ใช่แค่เรื่องของประชาธิปไตยในรัฐสภาและรัฐธรรมนูญเท่านั้น
แต่ขยายผลสู่ปริมณฑลที่มากมายมากกว่าเรื่องของเสรีภาพเท่านั้น
จากหลักฐานของคดีความทางการเมืองจำนวนมากก็ยังดำรงอยู่จนถึงวันนี้ รวมทั้งการต่อสู้ทั้งที่ “ขยับเพดาน” และการตั้งคำถามถึงการนิรโทษกรรม… เรื่องเหล่านี้ยังอยู่กับเราไปอีกนาน
นี่คือเรื่องใหญ่ที่ทำไมการทำรัฐประหารในวันนั้นมันเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทย ที่แม้ว่าจะใกล้ครบรอบสองทศวรรษเท่านั้น
แต่เงื่อนไขสำคัญคือมีการ “ส่งต่อ-ส่งผ่าน” จาก “รุ่นสู่รุ่น” ไปเสียแล้ว
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนมากกว่าแค่ว่า วันนี้ทักษิณอยู่ไหน ประชาธิปัตย์อยู่ไหน สนธิอยู่ไหน และแกนนำทั้งสองสีวันนี้อยู่ไหนและไปทำอะไรกันบ้าง
ถ้ามาเทียบกับความขัดแย้งข้ามรุ่น และความขัดแย้งระหว่างรุ่น ที่กลายเป็นเรื่องหนึ่งในแกนกลางสำคัญในข้อถกเถียงหลักทางการเมืองในวันนี้
ความน่าสนใจในการรำลึกเหตุการณ์ 19 กันยา ในปีนี้จึงเห็นว่าเวทีต่างๆ ได้ถูกส่งผ่านไปยังคนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อ 19 ปีที่แล้วโดยตรง
เท่ากับเหตุการณ์ที่พวกเขาเข้าใจและเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มาตั้งแต่ 19 กันยา 2563 เสียมากกว่า
และมันยังส่งผลสะเทือนต่อชีวิตของพวกเขาจนถึงวันนี้
ในอีกมิติหนึ่ง แม้ว่ากระแสชาตินิยมจากความขัดแย้งชายแดนอาจจะก่อตัวและมีอิทธิพลมากขึ้น แต่กระแสการตั้งคำถามและการเรียกร้องการปฏิรูปกองทัพก็จะยังไม่หายไปง่ายๆ
ดังนั้น การรำลึกถึงเหตุการณ์ 19 กันยา ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่มันหมายถึงก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ได้อย่างไร
และมันส่งต่อความขัดแย้งมาสู่รุ่นต่อไป และเกิดความขัดแย้งระหว่างรุ่นอย่างไรด้วย
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

