ดุลยภาพดุลยพินิจ : 3 นครา ประชาปฏิวัติ
ข่าวการจลาจลนำโดยคนรุ่นใหม่ที่เรียกกันว่าเจนซีในเนปาล เนื่องจากรัฐบาลแบนโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์มนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก แต่แท้ที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีการจลาจลที่เป็นประชาปฏิวัติคล้ายคลึงกันในเอเชียใต้หลายประเทศด้วยกัน ซึ่งในที่นี้จะยกมาเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ เนปาล บังกลาเทศ และศรีลังกา ซึ่งไทยอาจจะนำมาเป็นบทเรียนได้
การประท้วงที่เนปาลเป็นการประท้วงที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หลายสิบปีที่ผ่านมา มีการเผารัฐสภา โรงแรม 5 ดาว รวมไปถึงบ้านส่วนตัวของนักการเมือง หนุ่มสาวเดินขบวนถือมือถือพร้อมทั้งตะโกนว่า “พอแล้วกับการคอร์รัปชั่น” ปะทะกับเจ้าหน้าที่มีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและเสียชีวิตกว่า 50 คน การแบนโซเชียล
มีเดียเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้าย สำหรับคนหนุ่มสาวเหล่านี้ การแบนโซเชียลมีเดียเป็นการลิดรอนเสรีภาพส่วนตัวและเป็นการปิดปากเพราะมีข่าวกระพือในโซเชียลมีเดียถึงลูกนักการเมืองที่เป็นอภิสิทธิ์ชนใช้ชีวิตอย่างหรูหราในต่างประเทศในช่วงที่คนเนปาลกำลังลำบากถึงที่สุด ประชาชนในเนปาลมีอัตราว่างงานสูงถึงร้อยละ 20.8 ในปี 2567 ประมาณหนึ่งในสามของประชากรต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ และร้อยละ 76 ของครัวเรือนเนปาลพึ่งพิงเงินส่งกลับจากสมาชิกครอบครัวซึ่งจำนวนนี้สูงขึ้นจากร้อยละ 23 ในปี 2538 เนปาลจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกมีรายได้ประชาชาติต่อภาวะเพียง 1,500 เหรียญสหรัฐ และเป็นประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือว่าทหารได้เข้าไปควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ส่วนนายโอลี นายกรัฐมนตรีได้ประกาศลาออก ขบวนการประท้วงได้เสนอให้ตั้งนางสุชีลา การ์กี อดีตประธานศาลฎีกาเป็นผู้นำชั่วคราว จนกว่าจะเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งทหารก็ยินยอม
ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งปีก็เกิดการประท้วงในบังกลาเทศ เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรตำแหน่งราชการกว่าครึ่งเป็นโควต้าไว้ให้กับลูกหลานนักรบเอกราช ซึ่งนักศึกษาเห็นว่าไม่มีความยุติธรรมทำให้เกิดการประท้วงลุกลามเป็นการปะทะใหญ่ทั่วประเทศ มีการเผาอาคารและโครงสร้างของรัฐจนในที่สุดทหารต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์และประธานาธิบดีสตรีที่ชื่อฮาซีนาต้องลี้ภัยไปอินเดีย ในที่สุดประชาชนได้ร่วมกันตัดสินใจโดยความยินยอมทหารไปขอร้องให้ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพเข้ามาเป็นผู้นำชั่วคราว จวบจนปัจจุบันก็เป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว
การกำหนดโควต้าตำแหน่งข้าราชการก็เป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายของความคุกรุ่นและความไม่พอใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการรวมศูนย์อำนาจของรัฐบาลบังกลาเทศ แม้ว่าเศรษฐกิจของบังกลาเทศในตอนนั้นจะเติบโตอยู่ในระดับร้อยละ 5 แต่ก็เริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากกว่าร้อยละ 6 แต่ความไม่พอใจก็สะสมจากการเกิดคอร์รัปชั่นในโครงการขนาดใหญ่ที่กู้เงินจากธนาคารโลกจนธนาคารโลกต้องถอนตัว มีการให้สินเชื่อกับพวกพ้อง แม้ประเทศจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีก็จริงแต่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ส่วนตนเองไม่ได้รับประโยชน์ แต่กลับผจญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากเงินเฟ้อ
ปัญหาใหญ่คือ เงินเฟ้อซึ่งอยู่ในระดับเกือบร้อยละ 10 เนื่องจากราคาพลังงานซึ่งต้องนำเข้าสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูง สะสมความไม่พอใจของประชาชน ในปีก่อนหน้าจะเกิดการจลาจล มีการเลือกตั้งที่ทำให้ประธานาธิบดีคนเดิมกลับมาสู่ตำแหน่งเป็นครั้งที่ 5 แต่ประชาชนเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและไม่ยุติธรรม คนหนุ่มสาวในบังกลาเทศก็มีสัดส่วนสูงมากเกือบร้อยละ 40 ซึ่งเป็นผู้ว่างงานแต่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาหรือการฝึกอบรมต่างๆ (Not in Employment, Education and Training: NEET) ในเรื่องนี้ประเทศไทยก็เริ่มมีสัญญาณอ่อนๆ แล้ว กล่าวคือปัจจุบันประเทศไทยมีคนหนุ่มสาวอายุ 15-24 ปี
ที่ไม่ทำงาน ไม่แสวงหางาน และไม่อยู่ในระบบการศึกษาหรือรับการฝึกอบรมใดๆ มีประมาณ 1.4 ล้านคน
ศรีลังกาประสบกับปัญหาการประท้วงและเกิดการจลาจลของประชาชนในปี 2565 กลุ่มผู้ประท้วงเผาสถานที่ราชการ รัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงเข้าปราบปรามประชาชนแต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้ นายกรัฐมนตรีผู้นำประเทศต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ การประท้วงเกิดจากความไม่พอใจที่สะสมจากวิกฤตเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดทำให้รัฐบาลมีหนี้สาธารณะสูงจากการยืมเงินประเทศจีนมาสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ (Hambantota) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้จนในที่สุดก็ต้องให้จีนเช่ายาวถึง 99 ปี กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสูญเสียอธิปไตยทางยุทธศาสตร์และยังไปลงทุนในสนามบินซึ่งยังไม่มีเที่ยวบินมากพอ ทำให้ประชาชนมีข้อสงสัยว่าทั้งสองโครงการนี้เกิดการคอร์รัปชั่น
ขนาดใหญ่ และทำให้มีประเทศมีภาระหนี้สูง ในขณะเดียวกันรัฐก็ยังดำเนินนโยบายประชานิยมโดยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งยิ่งทำให้รายได้ของรัฐบาลต่ำลง รัฐบาลจึงตัดสินใจแบนการนำเข้าปุ๋ยเคมีอย่างกะทันหันเพื่อลดการใช้เงินตราต่างประเทศในการนำเข้าปุ๋ย ทำให้ผลผลิตด้านการเกษตรลดลง ทั้งผลผลิตของชาซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักและผลผลิตข้าวซึ่งแต่เดิมเคยผลิตได้เพียงพอก็ต้องนำเข้าข้าวเพิ่ม นอกจากนี้ ปัญหาโควิด-19 ยังซ้ำเติมเศรษฐกิจศรีลังกาที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักให้ต้องซบเซาลงไปอีก สกุลเงินศรีลังกาอ่อนค่าส่งผลต่อเงินสำรองของประเทศต่ำ ทำให้ไม่มีเงินตราต่างประเทศเพียงพอที่จะซื้อสินค้านำเข้าโดยเฉพาะสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมัน
ในที่สุดฟางเส้นสุดท้ายในปี 2565 ก็มาถึง เกิดการขาดแคลนน้ำมันและแก๊ส รัฐต้องดับไฟฟ้าหลายชั่วโมงต่อวัน ประชาชนต้องต่อคิวซื้อน้ำมันยาวหลายกิโลเมตร ประชาชนเริ่มมีความโกรธแค้นตระกูลราชปักษา ซึ่งมีญาติกาและพวกพ้องดำรงตำแหน่งสำคัญในราชการ ทั้งตำแหน่งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง มีการรวมศูนย์อำนาจจนไร้การตรวจสอบ
ทั้ง 3 กรณีนี้มีปัจจัยหลักร่วมกันที่ทำให้รัฐล้มเหลว ได้แก่ คอร์รัปชั่น การรวมศูนย์อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง การละเลยต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรม ปัญหาการครองชีพของรากหญ้า ประเทศไทยเองก็มีปัญหาเหล่านี้เป็นฝีกลัดหนองอยู่จึงควรตระหนักและต้องศึกษากรณีเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อมิให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับ 3 ประเทศที่กล่าวมาแล้ว ข้อสำคัญก็คืออย่าพยายามไปปิดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพไปแล้ว และข้อน่ายกย่องก็คือหลังจากสถานการณ์จลาจลสงบลงก็ทยอยกลับเข้ากรมกอง ให้รัฐบาลพลเมืองดำเนินงาน
ต่อไป

