ขอแนะนำหน่วยงานสำคัญยิ่ง ที่ในหลวง ร.5 ทรงตั้งขึ้นเมื่อ 140 ปีที่แล้ว กำลังทำหน้าที่ปกปักรักษาราชอาณาจักรไทยอย่างเข้มข้น
ราว 200 ปีที่แล้ว ช่วงรัชสมัยในหลวง ร.3 ฝรั่งจากยุโรปแล่น “เรือปืน-เรือสินค้า” ข้ามมหาสมุทรมาถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาลึกเข้ามาถึงพระนคร ฝรั่งนักล่าอาณานิคมมาจอดเรือ มองเห็นปราสาทราชวังของสยาม บ้างออกอาการข่มขู่ บ้างก็มาขอสร้างไมตรี มาเปิดตลาดค้าขาย
(ช่วงเวลานั้น…สยามเริ่มคลายกังวลเรื่องทำศึกกับพม่าบ้างแล้ว)
นักเดินเรือจากยุโรปแข่งขันกันเอาเป็นเอาตายเพื่อจะได้พบดินแดนใหม่ๆ ในโลก พร้อมทั้งการล่าขุมทรัพย์ตามความเชื่อ คำบอกเล่า
สเปนและโปรตุเกส คือ 2 มหาอำนาจของโลกเรื่องการเดินเรือ วิทยาการ ความรู้ทางภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เปี่ยมล้น ผสมผสานกับกองทหารติดอาวุธทันสมัย
ดัตช์ อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา ตามมาทีหลัง
ชนเผ่าต่างๆ กลุ่มชาติพันธุ์ ดินแดนไกลสุดขอบฟ้า ถูกสำรวจ ตรวจสอบ มีประเด็นทาง “คริสต์ศาสนา” เข้ามาเสริมพลังการทำงาน
ก็ต้องยอมรับว่า นักล่าจากยุโรปมีความรู้ มาสร้างไมตรีได้ดี โดยเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาล
ขอนำสู่ประเด็นของสยามประเทศ…
โบราณนานมา…แผ่นดินสยามมีราชสำนักเป็นเสาหลัก พระนคร คือ เมืองที่เป็นศูนย์กลางการบริหาร ประชาชนเกือบทั้งหมดเป็นเกษตรกร ทำไร่ ไถนา มีหลายกลุ่ม หลายพื้นที่ ไกลโพ้นจากวิทยาการ ห่างไกลจากการเรียน เขียน อ่าน บวก ลบ คูณ หาร
ผู้รู้หนังสือในสยาม จำกัดอยู่ในรั้วในวังและวัดที่ใช้ “พระสงฆ์” สอนหนังสือ จะมีประชากรสยามอ่านออกเขียนได้สักกี่คน แล้วจะมีใครที่ไหนมีความรู้เรื่อง “แผนที่” ทางบก ทางน้ำ ในขณะที่ฝรั่งทั้งหลายที่แล่นเรือไปทั่วโลก แย่ง-แข่งกันไปจับจองพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ด้วยความรู้เรื่องแผนที่โลก
อันที่จริง ก็มิใช่ว่า “ฝรั่ง” จะเก่งอยู่พวกเดียว พ่อค้ามุสลิมจากตะวันออกกลาง และชาวจีน ก็เก่งฉกาจในความรู้เรื่องดาราศาสตร์ เรื่องการเดินเรือในมหาสมุทร รวมถึงเรียนรู้เรื่องแผนที่ไม่เป็นสองรองใคร
ตั้งแต่ปลายสมัย ร.3 ราชสำนักสยาม ตระหนักดีถึง “ภัยคุกคาม” ที่ฝรั่งจ้องจะเอาแผ่นดินสยามเป็นเมืองขึ้น เพราะดินแดนรอบบ้าน…ฝรั่งทำสงครามยึดครองได้หมดแล้ว
อังกฤษ…เคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตก และทางใต้ของสยาม แสดงกำลังทหาร ขอมาทำข้อตกลงกับสยามเพื่อขอปักปันเขตแดน
ฝรั่งเศส…คืบคลานมาทางทิศตะวันออก แสดงกำลังทหาร ขอทำข้อตกลงกับสยามแบบ “ขู่บังคับ” เพื่อขอปักปันเขตแดน
สมัยในหลวง ร.4 มหาอำนาจอังกฤษเกิดการ “ปฏิวัติอุตสาหกรรม” เริ่มมีเครื่องจักรไอน้ำเกิดขึ้นในโลก อังกฤษจึงเริ่มออกล่าทรัพยากรจากดินแดนต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจากเอเชีย
อังกฤษจึงผลักดันการทำแผนที่ในเอเชียแข่งกับฝรั่งเศส
แผ่นดินสยามสมัยในหลวง ร.5 สยามต้องเผชิญชะตากรรมแทบเอาตัวไม่รอดจากฝรั่งนักล่าที่มารอบทิศทาง เหนือ ใต้ ออก ตก
อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่เชี่ยวชาญในการทำแผนที่จัดแบ่งดินแดน คือ หนามยอกอก …สยามไม่มีบุคลากรที่จะทำงานในแขนงนี้ร่วมได้เลย
ราชสำนักสยามต้องวางตัว สร้างสมดุล ผ่อนสั้น-ยาวกับมหาอำนาจทุกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ยอมเสียพื้นที่เพื่อประนีประนอม รักษาบ้านเมือง ท่ามกลางความยโสโอหังของ “ผู้ล่า”
ในหลวง ร.5 ทรงตระหนักถึงการคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศในแถบเอเชีย “นักล่า” มักอ้างความชอบธรรมในการเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ว่าเป็นการทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าอันเป็น “ภาระของคนขาว”
ใน พ.ศ.2416 หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ นายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ ได้กราบบังคมทูลถวายคำแนะนำเพื่อเริ่มสำรวจและจัดทำแผนที่ เพื่อให้เมืองต่างๆ และราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขตที่แน่ชัด
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งกองทำแผนที่ทดลอง
(นายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ : Henry Alabaster คือ ราชทูตอังกฤษที่พ้นจากราชการแล้ว ในหลวง ร.5 ทรงจ้างให้ทำงานเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ในราชสำนักท่านกราบบังคมทูลการทำนุบำรุงบ้านเมืองแบบตะวันตกหลายประการ รวมทั้งการสำรวจและทำแผนที่ จึงโปรดเกล้าฯให้สำรวจทำแผนที่ในกรุงเทพฯ และแผนที่เพื่อวางสายโทรเลขจากกรุงเทพฯไปเมืองพระตะบอง แผนที่บริเวณปากอ่าวสยาม)
พ.ศ.2418 ในหลวง ร.5 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “กองทำแผนที่ทดลอง” โดยมี นายเจมส์ แมคคาร์ธี เป็นผู้นำการสำรวจและบุกเบิกการทำแผนที่ประเทศไทย
นอกจากนั้น ยังมีชุดบุกเบิก คือ นาวาเอก ลอฟทัส (Lophtus) เป็นผู้ช่วย และมี ม.ร.ว.แดง (หม่อมเทวาธิราช) นายทัด (พระยาสโมสรสรรพการ) นายสุด (พระยาอุดรกิจพิจารณ์) และ ม.ร.ว.แปลก (พระยาสากลกิจประมวล) ทั้ง 4 นายนี้ เป็นนายทหารในกรมทหารมหาดเล็ก ให้เข้ารับการอบรมฝึกหัดในหมวดทำแผนที่
ภารกิจปฐมบท คือ การทำแผนที่บริเวณถนนเจริญกรุง บริเวณใกล้พระราชวัง และบริเวณปากอ่าวไทยเพื่อการเดินเรือ และใช้เป็นแนวทางป้องกันทางทะเลด้านอ่าวไทย
พ.ศ.2423 รัฐบาลอังกฤษขออนุญาตรัฐบาลสยามให้สถาบันการแผนที่อินเดีย ทำการวางโครงข่ายสามเหลี่ยม สายเขตแดนตะวันออก โดยเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ (กาญจนบุรี) เพื่อสร้างหมุดหลักฐานแผนที่ที่ภูเขาทอง (กรุงเทพฯ) และจุดตรวจสอบที่พระปฐมเจดีย์ (นครปฐม) และโยงต่อออกไปจนถึงบริเวณปากอ่าว เพื่อจะได้โยงยึดเข้าด้วยกันกับสายหมุดหลักฐานที่สถาบันการแผนที่อินเดียได้ทำเข้ามาทางทะเล สำหรับใช้สำรวจแผนที่ทางทะเล ซึ่งมี นายร้อยเอก เอช ฮิลล์ (H. Hill) เป็นหัวหน้ากองแผนที่
ในหลวง ร.5 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต และโปรดเกล้าฯให้นายอาลาบาสเตอร์ดำเนินการ ในเวลานั้น นายอลาบาสเตอร์ได้กราบบังคมทูลเสนอให้นายแมคคาร์ธีเข้ามารับราชการในสยามหลังจากปฏิบัติงานของสถาบันการแผนที่อินเดียเสร็จสิ้น
นายเจมส์ แมคคาร์ธี (James McCARTHY) เป็นผู้ช่วยในการทำแผนที่ฉบับแรก ถือได้ว่าท่านผู้นี้เป็นผู้นำระบบโครงข่ายสามเหลี่ยมเข้ามา ถือเป็นพื้นฐานการทำแผนที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน
ผลงานของเจมส์ แมคคาร์ธี เป็นที่ประจักษ์ต่อสยาม
ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2425 นายแมคคาร์ธีได้รับคำสั่งให้ไปสำรวจทำแผนที่บริเวณลุ่มแม่น้ำตืน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำปิง บริเวณ ต้นแม่น้ำตืนเป็นป่าไม้สักหนาแน่น
เพราะเวลานั้น มีกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างเชียงใหม่กับระแหง เกี่ยวกับสิทธิการเก็บภาษีอากร เสร็จงานทำแผนที่ทางเหนือแล้ว ก็ต้องไปทำแผนที่กำหนดเขตแดนระหว่างมณฑลปัตตานีกับเปรัค (อาณานิคมของอังกฤษ)
มิถุนายน-พฤศจิกายน พ.ศ.2426 มีการก่อการไม่สงบจากพวกฮ่อ ในภาคอีสาน คณะสำรวจต้องไปทำแผนที่บริเวณที่เกิดความไม่สงบ
สยามกว้างใหญ่ไพศาล…ต้องผลิตบุคลากรด้านแผนที่…
พ.ศ.2426 จัดตั้งโรงเรียนแผนที่ในพระบรมมหาราชวัง สังกัดกรมทหารมหาดเล็กฯ โดยให้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดูแล
3 กันยายน 2428 ในหลวง ร.5 โปรดเกล้าฯให้สถาปนากรมทำแผนที่ เจมส์ แมคคาร์ธี เป็นเจ้ากรมทำแผนที่คนแรก แผนที่หลักระวางแรกที่กรมแผนที่จัดทำขึ้น เป็นแผนที่พระราชอาณาจักรสยาม “Map of The Kingdom of Siam and its Dependencies”
การทำแผนที่แบบตะวันตกในสยาม เริ่มตั้งแต่นายแมคคาร์ธีเข้ารับราชการไทย ใช้หลักมูลฐานขนาดมิติทรงวงรี เอเวอเรสต์ ในการสำรวจทำแผนที่ตลอดมาชื่อทรงวงรี “เอเวอเรสต์” มาจากชื่อของ พันเอกเอเวอเรสต์ นายทหารช่างชาวอังกฤษ ผู้เป็นหัวหน้าสถาบันการแผนที่อินเดีย ในสมัยที่อินเดียยังขึ้นกับอังกฤษ
ข้อมูลสำคัญในประวัติศาสตร์ของสยาม ที่บรรพบุรุษของเราได้วางรากฐานการทำแผนที่ และระบบโทรเลข…
ก่อนจะสถาปนากรมแผนที่ เป็นการสำรวจสำหรับวางแนวทางสายโทรเลข ระหว่างกรุงเทพฯและมะละแหม่ง (Moulmein) ในพม่า ผ่านระแหง (จ.ตาก)
นายแมคคาร์ธีได้ทำการสำรวจสามเหลี่ยมเล็ก โยงยึดกับสายสามเหลี่ยมของอินเดีย ที่ยอดเขา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของระแหงไว้ 3 แห่ง งานแผนที่ที่ใช้สำรวจ มีการวัดทางดาราศาสตร์ และการวางหมุดหลักฐานวงรอบ (traverse)
เมื่อเสร็จงานสำรวจวางแนวทางสายโทรเลขแล้ว สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กฯ สั่งให้นายแมคคาร์ธี ดำเนินการตั้งโรงเรียนแผนที่ คัดเลือกนักเรียนจากกรมทหารมหาดเล็กฯ จากจำนวน 30 คน ใช้สถานที่เรียนที่ตำหนัก สมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี (กรมพระจักรพรรดิพงศ์) ซึ่งอยู่ในบริเวณพระราชวังบางปะอิน
ใช้เวลาเรียนประมาณ 3 เดือน แล้วย้ายกลับมากรุงเทพฯ คัดเลือกได้ผู้ที่จะเป็นช่างแผนที่ได้ 10 คน เริ่มสำรวจทำแผนที่มาตราส่วนขนาดใหญ่บริเวณสำเพ็ง
พ.ศ.2430 กำเนิดแผนที่ฉบับแรกของสยาม เรียกง่ายๆ ตามชื่อเจ้ากรมแผนที่ว่า แผนที่แมคคาร์ธี ซึ่งต้องส่งไปตีพิมพ์ที่อังกฤษ ภายในแผนที่มีส่วนแทรกเป็นแผนที่ผังเมืองขนาดย่อ 3 เมือง ได้แก่ เมืองกรุงเทพฯ เมืองเชียงใหม่ และเมืองหลวงพระบาง
(เจมส์ แมคคาร์ธี หรือเจมส์ ฟิตซ์รอย แมคคาร์ธี :James Fitzroy McCarthy เริ่มเข้ารับราชการเมื่อวันที่1 กันยายน พ.ศ.2424 โปรดเกล้าฯให้สังกัดสมุหพระกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในบังคับบัญชาของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ท่านเป็นนักสำรวจและนักทำแผนที่ชาวไอริชที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเขตแดนของสยาม เป็นคนสำคัญที่เปลี่ยนสยามให้เป็นรัฐชาติสมัยใหม่)
ด้วยผลงานที่โดดเด่น ซื่อสัตย์ ในหลวง ร.5 พระราชทานยศให้เจมส์ แมคคาร์ธี เป็น ร้อยเอก พระวิภาคภูวดล ท่านดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 16 ปีก่อนจะกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเนื่องจากครบกำหนดสัญญาเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2444 โดยมี นายโรนัลด์ เวิร์ธธี กิบลิน ชาวออสเตรเลีย เป็นเจ้ากรมแผนที่คนที่ 2
ผ่านมาแล้ว 140 ปี กรมแผนที่ปัจจุบันคือกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เจ้ากรมแผนที่ทหารยศพลโท
3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา คือวันคล้ายวันสถาปนากรมแผนที่ทหารครบรอบ 140 ปี…คนไทยขอชื่นชมบรรพบุรุษของเราที่ได้วางรากฐานเรื่อง “แผนที่” มาถึงลูกหลาน

