หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : หลุมนี้ใครจอง?

30.09.25 | 13:29 น.

ข่าวเรื่องของถนนยุบที่แถวสามเสนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นปัญหาล่าสุดของกรุงเทพฯอีกเรื่องหนึ่งที่เราคุ้นเคยแต่ไม่ได้ตระหนักถึงสักเท่าไหร่

นั่นก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในเมือง (urban infrastructure) การทำความเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง

ก่อนที่จะถามว่าถนนยุบจนเป็นหลุมยักษ์ขนาดนี้เกิดได้อย่างไร และจะซ่อมเสร็จอย่างไร

คำถามหนึ่งที่สำคัญก็คือ ในหลุมนั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละส่วนมันซ้อนทับกันได้อย่างไร เราเห็นวิวัฒนาการของการเติบโตของเมืองอย่างไร

โดยเฉพาะในใต้ดิน

Advertisement

ไม่ใช่แต่ผิวดิน ที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า และชอบมาทายปี พ.ศ. กันว่าเมืองเปลี่ยนเมื่อปีไหนตามรูปที่โพสต์กันในออนไลน์

คำถามที่สองคือ นอกจากในหลุมมีอะไรบ้าง รอบหลุมมีอะไรบ้าง

อย่างในวันที่เกิดเหตุ ที่ข่าวส่วนใหญ่สนใจแต่หลุม ผมกลับสนใจว่า โรงพยาบาลวชิระเป็นอย่างไร และชุมชนโดยรอบเป็นอย่างไร เนื่องจากมีญาติอยู่ในบริเวณนั้น และก็คุ้นเคยกับพื้นที่พอสมควร

ดีที่ญาติและเพื่อนฝูงที่อยู่แถวละแวกนั้นไม่เป็นไร แต่ที่กังวลก็คือชีวิตของพวกเขาเมื่อข่าวว่าถนนที่ยุบตัว มีสิ่งที่เราพอเข้าใจในความหมายคล้ายกับตอนแผ่นดินไหวว่า จะมีผลต่อเนื่องหลังจากความเสียหายหลักอย่างไร (aftershock) พวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

สังคมใช้เวลาหนึ่งวันกว่าๆ กว่าจะเห็นภาพผู้ว่าฯกทม.เยี่ยมเยียนพื้นที่โดยรอบ และรายละเอียดปฏิบัติการของโรงพยาบาลวชิระในรายละเอียด ซึ่งก็ต้องชื่นชมผู้ว่าฯกทม.และทีมงาน กทม.ที่พยายามทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

ผมมีประเด็นเพิ่มเติมอยากนำเสนอสักสองสามประเด็นจากบทเรียนในเรื่องหลุมยักษ์สามเสนในรอบนี้

หนึ่ง สังคมควรมองเรื่องหลุมนี้ในฐานะ “ภัยพิบัติเมือง” อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่อุบัติภัย

ความหมายในเรื่องนี้คือ เมื่อเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ควรประกาศพื้นที่สาธารณภัยทันที และใช้สรรพกำลังของรัฐบาลท้องถิ่นและของระดับชาติลงพื้นที่เกิดเหตุทั้งในหลุมและพื้นที่โดยรอบ

สอง เมื่อผลกระทบของอุบัติภัยนี้ใหญ่กว่าที่บริษัทรับเหมาจะจัดการได้ และต้องยกระดับเป็นภัยพิบัติเมือง สิ่งที่ต้องทำคือดูแลพื้นที่ทั้งในหลุมและรอบหลุมนี้ ด้วยเหตุนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทำในเรื่องนี้ (ทั้งในหลุมและรอบหลุม) จะต้องถูกส่งไปจัดเก็บกับบริษัทก่อสร้างที่รับเหมาการก่อสร้างครั้งนี้ ซึ่งการทำงานในระดับนี้ย่อมมีการประเมินผลกระทบในเบื้องแรก และมีบริษัทประกันอยู่แล้ว

อธิบายง่ายๆ ว่า ถ้าเทียบกับกรณีถนนพระรามสอง นี่ก็เรื่องเดียวกัน แต่ว่าบริษัทจัดการไม่ได้แล้ว เมืองและรัฐบาลระดับชาติก็ต้องลงมาจัดการเรื่องนี้และคิดค่าใช้จ่ายไปนั่นแหละครับ

สาม ต้องศึกษาบทเรียนเรื่องนี้เพื่อให้กลายเป็นมาตรฐานในการบริการจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติในระดับเมือง ต่อไปทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เรื่องนี้ไม่ควรเป็นภาระด้านงบประมาณของเมือง

จบเรื่องนี้ไป สิ่งที่เราควรยกระดับในความเข้าใจ ก็คือเรื่องของความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานในระดับเมือง (urban infrastructure) อย่างน้อยในสามระดับ

หนึ่ง การทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานในเมือง โดยเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้คน ในแง่ของการ “หล่อเลี้ยงชีวิต” ของผู้คนในเมือง (lifeline services) โดยการสนับสนุนการเติบโตและทำงานของเมืองนี้ เราสามารถจัดประเภทออกเป็นด้านต่างๆ ได้สักสี่แบบ ได้แก่

1.ระบบน้ำและระบบน้ำสะอาด (ทั้งน้ำประปา ระบบระบายน้ำ และระบบน้ำหน้าดินเช่นแม่น้ำ ลำคลอง) คือทั้งการใช้น้ำและการระบายน้ำ

2.ระบบพลังงานต่างๆ ตั้งแต่ไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน รวมทั้งระบบระบายความเย็นและระบายความร้อนของเมือง

3.ระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ตั้งแต่โทรศัพท์ที่มีสาย โทรศัพท์ไร้สาย ระบบข้อมูล และระบบการกระจายเสียงและภาพ

4.ระบบการคมนาคม ตั้งแต่ถนน ทางเท้า รถไฟ ท่าเรือ และสนามบิน รวมทั้งรถไฟฟ้าแบบใต้ดินและบนดิน

ทั้งนี้ เราต้องมีความเข้าใจด้านการวางแผน การก่อสร้างลงหลักปักฐานระบบ การดูแลรักษา และการบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานในเมืองเมื่อเกิดภัยพิบัติ (ดูตัวอย่างของระบบญี่ปุ่นใน Hamada, M. eds. Critical Urban Infrastructure Handbook. Japan Society of Civil Engineers. New York: CRC Press. 2015)

สอง การทำความเข้าใจลักษณะที่สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองที่มากกว่าแนวคิดแบบวิศวกรรมโยธาในแบบแรก มาสู่การทำความเข้าใจในทางสังคมศาสตร์ ว่าโครงสร้างพื้นฐานในเมืองมีมิติอื่นๆ ที่สำคัญเพิ่มเติมไปกว่ามิติด้านวิศวกรรม ได้แก่

1.การที่โครงสร้างพื้นฐานในเมืองเชื่อมต่อและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างอื่นและระบบสังคม รวมทั้งเทคโนโลยี จนบางทีแยกออกพิจารณาไม่ได้อย่างโดดๆ เพราะมันเชื่อมต่อและส่งผลกระทบกับโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของเมืองทั้งชุมชน ระบบรักษาพยาบาล และการจราจร ในกรณีถนนยุบจากการก่อสร้างระบบรถไฟใต้ดิน และยังส่งผลให้โครงสร้างการโทรคมนาคมมีปัญหาไปด้วย

2.โครงสร้างพื้นฐานในเมืองจำนวนหนึ่งมีลักษณะที่อยู่ตรงหน้าเรา แต่เรามองไม่เห็น เพราะมันฝังอยู่ใต้ดิน หรือมันส่งสัญญาณอยู่รอบตัวเรา และจะปรากฏตัวให้เราเห็นก็ต่อเมื่อมันเกิดความผิดปกติหรือพังลง

3.โครงสร้างพื้นฐานในเมืองอาจจะไม่ใช่เรื่องของตัวสถานที่ที่มีสิ่งเหล่านี้ก่อสร้างและตั้งอยู่ แต่มันรวมไปถึงการที่เราเข้าใจมันในฐานะว่าเราเข้าถึงมันไหม เช่นสัญญาณมือถือ

4.โครงสร้างพื้นฐานในเมืองไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนที่ใช้จะเข้าใจการทำงานของมันทั้งหมด ในความหมายว่ามันต้องถูกเข้าใจในฐานะที่เราต้องเรียนรู้การทำงานของมัน และผนวกมันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในการเรียนรู้ของมัน เช่นชุมชนวิศวกรก็จะเข้าใจมันแบบหนึ่ง ชุมชนทางสังคมและวัฒนธรรมก็อาจจะเข้าใจมันอีกแบบหนึ่ง เช่นเรียนรู้ที่จะเข้าใจมัน อดทนกับมัน เช่นต้องรู้เสียงรถไฟผ่าน เสียงของสนามบิน หรือเข้าใจการหลีกเลี่ยงภัยอันตรายต่างๆ ในกรณีที่ไม่ได้รู้ว่ามันทำงานอย่างไรในทางเทคนิค

5.โครงสร้างพื้นฐานในเมืองเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับปฏิบัติการทางสังคม คือโครงสร้างพื้นฐานในเมืองจะมีบทบาทต่อการกระทำทางสังคมจนเป็นแบบแผนถ้าอยู่ไปนานๆ และปฏิบัติการทางสังคมก็มีผลต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองด้วย เช่นการมีรถไฟฟ้าก็มีผลทำให้คนปรับเปลี่ยนชีวิตในการตื่นในการเดินทาง ในการย้ายที่อยู่ ในการใช้ชีวิต หรือในอีกด้านหนึ่ง คนก็เคยเอาตู้ไปรษณีย์มาหลบฝน มาเก็บของ หรือเปลี่ยนเลนจักรยานเป็นที่เข็นรถขายของ หรือขี่มอเตอร์ไซค์ไปแล้ว

6.โครงสร้างพื้นฐานของเมืองมันจะถูกสร้างอยู่บนรากฐานที่มีอยู่เดิม รวมทั้งมันจะถูกปรับเปลี่ยนรูปร่าง และจำกัดโดยรากฐานเดิมของพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ดังกรณีหลุมยักษ์ที่เราพบโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ และขัดกันเช่นท่อเดิม

7.แม้เราจะรู้สึกว่าโครงสร้างพื้นฐานของเมืองจะถูกสร้างขึ้นใหม่เสมอๆ แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างพื้นฐานของเมืองถูกกำหนดและเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้องประนีประนอมกับโครงสร้างเดิมด้วย ไม่ใช่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรื้อร้างสิ่งเดิมไปทั้งหมดเสียทีเดียว เราพบว่าในพื้นที่หนึ่งๆ มีการซ้อนทับของโครงสร้างพื้นฐานหลายด้านอยู่ด้วยกัน และจำเป็นต้องมีการประสานงาน และต่อรอง และซ้อนทับ พึ่งพากันตลอดเวลา เช่นระบบน้ำ ระบบไฟ ระบบการสื่อสาร และคมนาคม (ดูใน Star, S. 1999. The Ethnography of Infrastructure. American Behavioral Scientist. 43(3), 377-391. และ Steele, W และ Legacy, C. 2017. Critical Urban Infrastructure. Urban Policy and Research. 35:1, 1-6)

นอกจากนี้ในการทำความเข้าใจเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองในมิติทางสังคมศาสตร์และนโยบายสาธารณะ นอกเหนือจากการทำความเข้าใจเรื่องการบริหารองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองแล้ว เราอาจต้องเข้าใจ

1.ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างพื้นฐานในเมืองกับชีวิตที่เป็นไปในเมือง

2.ความรุนแรงและการพรากจากพื้นที่และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานในเมืองของผู้คนต่างกลุ่ม ต่างอำนาจ ต่างโอกาส

3.กระบวนการผลิตโครงสร้างพื้นฐานในเมือง และการทำให้เรารู้สึกว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในเมือง เช่นโรงไฟฟ้า ระบบขนส่งใหม่

4.กระบวนการที่ผู้คนเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานในเมืองตามความสร้างสรรค์ของผู้คน (Steele, W และ Legacy, C. 2017. Critical Urban Infrastructure. Urban Policy and Research. 35:1, 1-6)

สาม เราต้องเชื่อมโยงมิติเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของเมืองกับระบบธรรมชาติของเมืองด้วย นอกเหนือจากมิติด้านวิศวกรรม และมิติด้านสังคมศาสตร์ที่เข้าใจความสัมพันธ์ทางอำนาจ และผู้คน โดยความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองกับธรรมชาติมีทั้งที่เรามองว่าจะเอาธรรมชาติมาเป็น “เครื่องมือ” (nature based solution) ตามที่เราพอใจและเข้าใจในการรองรับความต้องการของเมือง เพราะเชื่อว่านี่คือกุญแจสำคัญในการทำให้เมืองพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและฟื้นสภาพได้อย่างรวดเร็ว (resilience)

และเราต้องเข้าใจว่า เราไม่สามารถจัดการธรรมชาติได้อย่างง่ายๆ จะขุดก็ขุด จะออกแบบทุกอย่างที่ลงหลักปักฐานได้ทั้งหมดโดยไม่เข้าใจความซับซ้อน และพลวัตของธรรมธาติที่ปะทะประสานกับ “ธรรมชาติที่ถูกสร้างใหม่” ในเมือง ซึ่งวิธีคิดนี้จะทำให้เราเข้าใจความซับซ้อนในการทำความเข้าใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเมืองมากขึ้น (Elmqvist, T., Andersson, E., McPhearson, T. et al. 2021. Urbanization in and for the Anthropocene. npj Urban Sustainability. 1:6 และ Wakefield, S. 2021. Critical urban theory in the Anthropocene. Urban Studies. 59: 5.)

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์