หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ประนีประนอมครั้งใหญ่’ หรือ ‘ยื่นคำขอรับใบอนุญาตที่สองครั้งแรก’

1.10.25 | 13:05 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ประนีประนอมครั้งใหญ่’ หรือ ‘ยื่นคำขอรับใบอนุญาตที่สองครั้งแรก’

ถ้าเป็นการคิดแคมเปญการตลาดแล้ว ควรปรบมือดังๆ ให้แก่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่คิดคำว่า “Grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่” ขึ้นมาเพื่อสร้างคำอธิบายทิศทางการเมืองของพรรคประชาชน (หรือที่ตอนนี้เรียกกันทั่วไปและทุกฝ่ายแล้วว่า “พรรคส้ม” ซึ่งกินความหมายครอบคลุมรวมไปถึงอดีตที่ผ่านมา หรืออาจจะอนาคตของพรรคนี้ด้วย)

ต้นทางของถ้อยคำนี้มาจากการที่ตัวธนาธรได้ตอบคำถามของผู้ฟังในเวทีเสวนา “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยคำถามนั้นมีเนื้อหาว่า ถ้าปีหน้ามีการเลือกตั้งแล้ว “พรรคส้ม” (ผู้ถามใช้คำนี้) ชนะการเลือกตั้งเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรมาแบบไม่ต้องสงสัย ประชามติของประชาชนก็ออกมาว่าให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อันแสดงถึงฉันทมติของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเพื่อจะเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโครงสร้างทุกอย่าง แต่ถ้าสถาบันทางอำนาจต่างๆ ของรัฐพันลึกไม่ยอมให้เข้าสู่อำนาจได้ จะทำอย่างไร

เป็นที่มาของคำตอบว่าในทรรศนะของเขาแล้ว เชื่อว่าฝั่งอนุรักษนิยมเองก็เหนื่อยล้ากับการต่อสู้รบรากับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ในภาวะเช่นนี้จึงมีโอกาส “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่ประชาธิปไตยผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Grand compromise” หรือ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” เพื่อนำไปสู่การหาทางลงอย่างนุ่มนวลของทุกฝ่าย ซึ่งเขาเชื่อว่ากระบวนการนี้อาจจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 ปี หากพรรคภูมิใจไทย “รักษาสัญญา” ที่จะนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” ได้

ซึ่ง “สัญญา” ข้อสำคัญที่สุดที่ธนาธรหวังจะให้พรรคภูมิใจไทยรักษา ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำการเมืองเข้ามาสู่ความเป็นปกติและการนิรโทษกรรมนักโทษและผู้ต้องหาทางการเมือง ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะไปแตะต้องเนื้อหาของหมวด 1 และหมวด 2 หรือการปฏิรูปสถาบันใดๆ หรือไม่ ยังไม่จำเป็นต้องพูดกันในการประนีประนอมครั้งใหญ่บทแรกนี้

Advertisement

ส่วนตัวแล้ว ด้วยความสัตย์ก็เห็นด้วยกับความคิดเรื่องการประนีประนอมครั้งใหญ่ หรือ Grand compromise ที่ว่า พอกับที่เห็นด้วยการการยอมจับรัฐบาลข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทยในตอนที่ไม่สามารถนำ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

เช่นเดียวกับที่ก็ไม่มีปัญหาด้วยถ้าจะมองว่าพรรคเพื่อไทยพยายามขอ “ใบอนุญาตที่สอง” ตามแนวคิดของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ตั้งข้อสังเกตว่าสภาพความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศไทยนั้น การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองไทยนั้นจะต้องประกอบด้วยใบอนุญาตสองใบ โดยใบแรกได้แก่การชนะการเลือกตั้งอันหมายถึงฉันทานุมัติจากประชาชนที่มอบให้กับพรรคการเมืองในการเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล กับใบอนุญาตที่สอง จาก “ชนชั้นนำ” ฝ่ายจารีต โดยที่ผ่านมามีทั้งพรรคที่ต่อสู้ว่าพอกันทีกับใบอนุญาตใบที่สอง กับพรรคการเมืองกลุ่มที่ชนะการเลือกตั้งได้ใบอนุญาตใบที่สองมาตลอด และสู้กับบรรดาผู้ออกใบอนุญาตที่สองมาอย่างต่อเนื่อง 20 ปีจนรู้ว่าสู้ไม่ได้ จึงต้อง “ประนีประนอม” (ปิยบุตรใช้คำนี้เช่นกัน) มากขึ้นเพื่อให้ได้ใบอนุญาตมาทั้งสองใบ

ถ้าใช้แนวคิดของปิยบุตรที่ว่า พรรคการเมืองที่ชนะจนได้ใบอนุญาตที่หนึ่งจากฉันทมติของประชาชนผ่านการเลือกตั้งนั้นต้องมา “ประนีประนอม” เพื่อให้ได้ใบอนุญาตที่สองแล้ว การ “ประนีประนอมครั้งใหญ่” ก็อาจจะแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงในการ “ยื่นขอใบอนุญาตที่สอง” ของฝ่ายพรรคประชาชนที่เชื่อมั่นว่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปสมัยหน้าอย่างถล่มทลายระดับเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนมา 270 เสียงก็ได้

ตรงกับที่ธนาธรเองมองฉากทัศน์ไว้ว่า ถ้าพรรคประชาชนได้เสียงข้างมากในสภาแล้ว ถ้าไม่นำไปสู่ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” พรรคประชาชนก็จะถูกทำลายและมีชะตากรรมเช่นเดียวกับพรรคไทยรักไทยในอดีต หากไม่เกิดการปรับจูนพูดคุยหาทางออกร่วมกัน

ถ้าเอาแนวคิดเรื่อง “ใบอนุญาตสองใบ” ของปิยบุตรมาจับกับสิ่งที่ธนาธรพูดบนเวทีเสวนาแล้ว ถ้ากล่าวกันอย่างไม่เกรงใจ คือพรรคส้มนั้นยอมรับว่าด้วยข้อจำกัดในทางความเป็นจริงทั้งหลายทั้งปวงนั้น หากจะต้องการมีอำนาจรัฐไว้เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายดังใจหวังแล้ว ก็ “จำเป็น” ที่จะต้องมี “ใบอนุญาตที่สอง” ดังนั้น ข้อเสนอ “Grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่” ก็เป็นกระบวนการหนึ่งในการ “ยื่นคำขอใบอนุญาต” ที่ว่านั่นแหละ

ซึ่งย้ำอีกครั้งว่าโดยส่วนตัวแล้ว ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรกับการที่พรรคการเมืองจะต้องขอ “ใบอนุญาตที่สอง” เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงทางการเมืองว่าประชาชนชาวไทยเรายินดี “จ่ายราคา” ทางการเมืองเฉพาะการใช้สิทธิทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งหรือประชามติภายในระบบ แต่เรายังไม่พร้อมที่จะ “แสดงพลัง” นอกเหนือจากนั้น

เพราะได้เห็นแล้วว่าต่อให้ได้รับคะแนนเสียงหรือการสนับสนุนจากการเลือกตั้งตามกติกาตามใบอนุญาตที่หนึ่งมากเท่าไรนั้น แต่ก็อาจถูก “ปฏิเสธ” ได้ง่ายๆ โดยกลไกนิติสงครามทั้งหลายในรูปแบบต่างๆ และฝ่ายที่กระทำเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องยำเยงเกรงใจแต่ประการใด

เช่นนี้หากยอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้องมีใบอนุญาตที่สองจากฝ่ายชนชั้นนำหรือเครือข่ายอำนาจฝ่ายจารีตหรือที่เรียกว่า “รัฐพันลึกแล้ว” ก็เป็นความพยายามเข้าสู่อำนาจและรักษาอำนาจทางการเมืองอย่างยอมรับในความเป็นจริง

ถึงอย่างนั้น ชะตากรรมของ “พรรคเพื่อไทย” ที่เหมือนจะเคยได้รับ “ใบอนุญาตที่สอง” ผ่านการ “ประนีประนอม” แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ทางฝ่าย “พรรคส้ม” ก็อาจจะต้องพิจารณาไว้เป็นบทเรียนหรือกรณีศึกษาด้วย โดยเฉพาะหากเชื่อว่า การที่พรรคเพื่อไทยต้องเสีย “นายกรัฐมนตรี” จากพรรคตัวเองไปถึงสองคน รองประธานสภาอีกหนึ่งคน (ซึ่งมาจากการได้ลองใช้อาวุธนิติสงครามครั้งแรกของพรรคส้มเองเสียอย่างนั้น) รวมถึงเรื่องที่ ทักษิณ ชินวัตร ต้องกลับเข้าสู่การจองจำในเรือนจำนั้น เกิดจากการที่ “ดีลล่ม” หรือถูก “ยึดใบอนุญาตที่สอง” แล้ว

ก็ต้องย้อนกลับไปที่หลักการเบื้องต้นของการ “ประนีประนอม” ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า คู่กรณีหรือขั้วตรงข้ามทั้งสองฝ่ายนั้น มี “อำนาจต่อรอง” ทัดเทียมกัน และต่างฝ่ายต่างรู้ว่าไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้โดยเด็ดขาด หรือถึงทำได้ก็ไม่คุ้มค่าต่อเวลาและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงต้องยอม “ลด” ประโยชน์หรือข้อได้เปรียบของฝ่ายตนไปเพื่อ “แลก” กับอีกฝ่ายที่ก็ “ลด” ของฝ่ายตนลงเช่นกัน เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงในการจัดการกับผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายพอจะยอมรับได้

แต่การประนีประนอมนั้นอาจจะเปลี่ยนไปได้เสมอ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้มี “อำนาจต่อรอง” ที่แข็งแรงพอที่อีกฝ่ายจะมีความเกรงใจและยอมรักษาข้อตกลงเพื่อการแบ่งปันลดแลกผลประโยชน์นั้น

ง่ายๆ ถ้าสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่ยากเย็นแล้ว ก็จะประนีประนอมไปทำไม

หากเชื่อว่า สิ่งที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้อำนาจรัฐ จัดตั้งรัฐบาลได้หลังการเลือกตั้งปี 2566 และคุณทักษิณกลับบ้านมารับโทษเพียงตามสมควรนั้น เนื่องจากได้รับ “ใบอนุญาตที่สอง” มาแล้ว ก็อาจจะพิจารณาได้ว่า เหตุที่ฝ่ายที่มีอำนาจออกใบอนุญาตที่สองนั้น ได้ประเมินแล้วเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งนั้น “พรรคเพื่อไทย” น่าจะชนะการเลือกตั้งได้เป็นอันดับหนึ่งเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาตลอดนับแต่ปี 2544 ตั้งแต่สมัยเป็น “พรรคไทยรักไทย” เช่นนี้แล้วจึงมีอำนาจพอที่จะถือ “ใบอนุญาตใบที่หนึ่ง” ไปเพื่อต่อรอง (หรือยื่นคำร้อง) เพื่อให้ได้ “ใบอนุญาตที่สอง” หรือ “การประนีประนอม” จากฝ่ายจารีตนิยม ซึ่งก็น่าจะเหนื่อยกับการต่อสู้ขัดแย้งอันยาวนานร่วมสองทศวรรษแล้ว

แต่เรื่องก็มาเปลี่ยนไปเมื่อกลายเป็น “พรรคส้ม” ในครั้งที่เป็นพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง และนั่นทำให้พรรคเพื่อไทย “เสียอำนาจต่อรอง” หรือเสีย “คุณสมบัติ” ในการได้รับใบอนุญาตที่สองไป ประกอบกับเงื่อนไขและข้อเท็จจริงอื่นๆ ในที่สุดก็จึงถูก “เพิกถอนใบอนุญาต” ไปอย่างที่เห็น

ดังนั้น หากในตอนนี้ “พรรคส้ม” อยู่ระหว่างการ “ยื่นขอใบอนุญาตที่สอง” ในชื่อของกระบวนการ “Grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่” จริงๆ แล้ว การที่จะได้รับการ “พิจารณาใบอนุญาต” คือจะต้องมีคุณสมบัติในการ “ชนะการเลือกตั้ง” ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า-ในกรณีที่รัฐบาลภูมิใจไทยรักษาสัญญา อย่างเป็นนัยสำคัญพอ ไม่ว่าจะชนะแบบพรรคเดียวเกินครึ่งสภาหรือปาเข้าไป 270 ที่นั่งตามที่คาดหวังหรือไม่

เรื่องนี้ไม่ขอถกเถียงในข้อเท็จจริง เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวของพรรคเองว่า ผลจากการตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยนั้น ส่งผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปมากน้อยเพียงไร เพราะส่วนใหญ่ผู้สนับสนุนเชื่อว่าคนที่รับไม่ได้และถอนการสนับสนุนหรือไม่เลือกพรรคส้มต่อไปนั้นมีจำนวนน้อยกว่าที่ยืนยันจะเลือกอยู่ต่อไป หรืออาจจะมีคะแนนเสียงใหม่ๆ มาเพิ่ม (ซึ่งก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมาจากกลุ่มไหน) ก็ไม่ว่ากัน

แต่ผลจากการทำโพลที่แสดงให้เห็นถึง “ความนิยม” ในพรรคที่แม้จะเป็นอันดับหนึ่งอยู่ แต่ก็นับว่าลดลง หรือความนิยมใน “ตัวบุคคล” ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สำหรับตัวหัวหน้าพรรคในตอนนี้ คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นั้นยังออกมาไม่น่าพอใจเท่าไรนัก แม้จะยังชนะผู้มีชื่ออาจจะเป็นนายกฯของพรรคอื่นๆ แต่ก็ยังแพ้คะแนนของส่วนที่ “ยังไม่เห็นว่ามีผู้ใดเหมาะสม” อยู่ในระดับหนึ่ง

รวมถึงเมื่อพิจารณาจากการเลือกตั้งซ่อมสองครั้งที่เชียงรายและศรีสะเกษแล้ว จะเห็นได้ว่าคะแนนของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่พรรคที่ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำกลับเป็นพรรคภูมิใจไทย

นี่คือสิ่งที่จะเป็นปัจจัยชี้ว่า ข้อเสนอในการ “ประนีประนอมครั้งใหญ่” หรือ “การยื่นคำขอใบอนุญาตที่สอง” นั้นจะได้รับการตอบรับหรือไม่ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า “เขาจะประนีประนอมทำไม ถ้าสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด”

นอกจากนี้ วัตถุประสงค์อีกประการของการ “ประนีประนอม” คือการยอม “ลด” และ “แลก” ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายลงมา และตอบสนองข้อเสนอหรือผลประโยชน์ของอีกฝ่ายเท่าที่ยอมรับได้

ถ้า “วัตถุประสงค์” ของการ “ประนีประนอมครั้งใหญ่” ในเบื้องต้นนี้ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำการเมืองเข้ามาสู่ความเป็นปกติ โดยไม่ไปแตะต้องเนื้อหาของหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงการนิรโทษกรรมนักโทษและผู้ต้องหาทางการเมืองนั้น จะได้รับการตอบรับเช่นไรในเฟสแรก 4 เดือนจากนี้ไป

เร็วที่สุดในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะชี้วัดได้จากเนื้อหาการตั้งคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่า ส.ส.ร. หรืออะไรก็ตาม) และคำถามสำหรับออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ได้ว่า ในที่สุดแล้ว “แนวทาง” หรือข้อเสนอที่พรรคประชาชนเสนอไปนั้น จะได้รับการเคารพและยอมรับหรือไม่ หรือว่าขึ้นกับฝ่ายภูมิใจไทยเป็นสำคัญ โดยที่พรรคส้มไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย

ซึ่งนั่นจะเป็นสัญญาณแรกที่จะชี้ว่า “Grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่” นั้นมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่