หน้าแรก คอลัมนิสต์ ซึ่งต้อง พิสู...

ซึ่งต้อง พิสูจน์ คำต้น กับ คำปลาย คำพูด การทำ

2.10.25 | 10:05 น.

การพบกันครั้งแรกระหว่างหองจูเปียน หองจูเหียบ กับ ตั๋งโต๊ะ มีความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

สังคมให้ความสนใจกับการมาของตั๋งโต๊ะ

สังคมให้ความสนใจกับการดำรงอยู่ของหองจูเปียน หองจูเหียบ ในฐานะอันเป็นตัวแทนแห่ง “ราชสำนัก”

แต่อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ที่แวดล้อมขณะนั้นมีใครบ้าง

หากมองผ่านกระบวนการในทางวรรณกรรมเด่นชัดยิ่งว่าหลอกว้านจงโน้มเอียง จะเน้นบทบาทและความหมายของหองจูเหียบเหนือกว่าหองจูเปียน

Advertisement

ฉากสำคัญจึงอยู่ที่เมื่อตั๋งโต๊ะร้องถามและท่าทีของแต่ละฝ่าย

จำเป็นต้องเทียบเคียงจากเงาสะท้อนอันปรากฏผ่านแต่ละสำนวนอันถอดมาจากรากฐานเดิมคือหลอกว้านจง

หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

แม้กระทั่งคำถามของตั๋งโต๊ะที่ว่า “พระราชบุตรอยู่แห่งใดมาด้วยในกองทัพนี้หรือหาไม่” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน)) “องค์เทพบุตรอยู่ที่ไหน” (วรรณไว พัธโนทัย) “ฮ่องเต้อยู่ที่ใด” (แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช)

ก่อนเกิดคำถามตามมาด้วยคำตอบล้วนมีนัย

สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุเลยว่าตั๋งโต๊ะขับม้าขึ้นมาหน้าทหาร สำนวนวรรณไว พัธโนทัย ระบุเพียงว่า ทันใดนายทหารผู้หนึ่งปราดออกมาจากใต้ร่มธง

ตะโกนถามด้วยเสียงดัง

เป็นเช่นเดียวกับ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ที่ว่า ผู้หนึ่งออกมาถาม

ความจริงจะระบุเพียง “นายทหารผู้หนึ่ง” หรือ “ผู้หนึ่ง” ก็แทบไม่มีความหมายอะไรมากนักเพราะในความเป็นจริงก็คือ “ตั๋งโต๊ะ”

แต่จุดหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามคือคำถามอันตามมาจาก 2 พี่น้อง

การพบกันครั้งแรกระหว่าง หองจูเปียน หองจูเหียบ กับตั๋งโต๊ะ จึงทรงความหมายและแฝงความนัยในทางการเมือง

ต้องให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษ

ความเด่นชัดเป็นอย่างมาก 1 คือปฏิภาณไหวพริบของหองจูเหียบเมื่อเผิญหน้ากับทัพที่ไม่มีความแจ่มชัด ขณะเดียวกัน 1 คือความกร่าง ความไร้มารยาท และความไม่ป๊อปของตั๋งโต๊ะ

ความจริงตั๋งโต๊ะมิได้เป็นคนหน้าใหม่ เพียงแต่การอยู่เมืองซีหลงนั้นห่างไกล

จุดต่างอย่างสำคัญอยู่ที่อากัปกิริยาเชิงเปรียบเทียบระหว่างหองจูเปียนกับหองจูเหียบเบื้องหน้าตั๋งโต๊ะ

หองจูเปียนตกใจนิ่งอยู่

ขณะที่หองจูเหียบผู้น้องจึงร้องบอกว่า “ทัพผู้ใดมาถามหาหองจูเปียน”

เมื่อตั๋งโต๊ะตอบว่าเป็นใครมาจากไหนหองจูเหียบยังรุกอย่างต่อเนื่อง “มานี้จะขบถหรือประสงค์สิ่งใด” และตามด้วย “จะมารับเสด็จแล้วไฉนจึงไม่ลงจากม้าเล่า”

อย่าได้แปลกใจหากว่าตั๋งโต๊ะจะตกใจ

ยิ่งกว่านั้นเมื่อตบหัวแล้วหองจูเหียบยังตามด้วยประโยค “ท่านนี้มิเสียเป็นขุนนางผู้ใหญ่ใจสัตย์ซื่อ
คำต้นกับคำปลายต้องกัน”

จึงไม่เพียงแต่เราท่านซึ่งอ่านในภายหลังจะรู้สึกหากแม้กระทั่งตัวตั๋งโต๊ะซึ่งเผชิญประสบด้วยตนเองก็เริ่มตระหนัก

สำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า

ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นจึงคิดแต่ในใจว่า “หองจูเหียบมีสติปัญญา พูดจาหลักแหลมนัก กูจะคิดอ่านยกหองจูเปียนออกเสียแล้วให้หองจูเหียบเป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองลกเอี๋ยง”

ความคิดนี้สำคัญ

สำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย บรรยายสั้นกระชับมากยิ่งกว่า “ตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นพลันคิดในใจว่า ควรจะถอดหองจูเปียนออกจากราชสมบัติแล้วยกหองจูเหียบขึ้นมาแทนจักงามกว่า”

เช่นเดียวกับสำนวนเรียบเรียง แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ที่ว่า “ต่งจั๋วประหลาดใจเห็นความเฉลียวฉลาดของเฉินหลิวหวาง

เกิดความคิดเปลี่ยนฮ่องเต้”

ความคิดของตั๋งโต๊ะ (ต่งจั๋ว) มีรากฐานมาจากเป้าหมายอย่างแท้จริงในการเดินทางเข้ามายังนครลั่วหยาง (ลกเอี๋ยง)

มิได้คิดจะกำจัด 10 ขันทีตามคำขอของโฮจิ๋นเท่านั้น

หากแต่ยังต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ที่สำคัญก็คือต้องการจะเข้าควบคุม บงการ

แรกที่ยกทัพเข้าลั่วหยางอาจยังไม่อาจควบคุมได้

กระนั้น สถานการณ์ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อก็เป็นใจให้กับตั๋งโต๊ะอย่างเป็นพิเศษจากกรณีของโฮจิ๋น

เพราะเมื่อตั๋งโต๊ะกำลังยกทัพมา ความขัดแย้งระหว่างโฮจิ๋นกับ 10 ขันทีก็ขึ้นสู่กระแสสูงถึงระดับที่จะต้องทำลายล้างระหว่างกันและกัน เพียงแต่กระบวนท่าของโฮจิ๋นตกเป็นรองเท่านั้น

กระนั้น ความเพลี่ยงพล้ำของโฮจิ๋นเร่งให้เกิดการแปรเปลี่ยนพลิกผัน

ต้องยอมรับว่า “แก๊ง 10 ขันที” มีความเขี้ยวเหนือกว่าโฮจิ๋น เห็นได้จากการเบียดแทรกเข้าไปในความขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม

เลือกข้างพระนางโฮเฮาหลอกโฮจิ๋น

หลอกให้โฮจิ๋นเข้าวังมาแล้วตัดวงจรโฮจิ๋นออกจากขุนพลและกำลังพลที่ยกเข้ามาหวังจะหนุนช่วย

การจัดการกับโฮจิ๋นจึงง่ายดายเหมือนงูในอวย

แต่ขุนศึกที่มาพร้อมกับโฮจิ๋นนั้นมีทั้งอ้วนเสี้ยว มีทั้งโจโฉ ซึ่งกำลังห้าวและกร้าว แกร่ง

มีความเคียดแค้นต่อ “แก๊ง 1 ขันที” อย่างลึกซึ้ง

การบุกเข้าไปข้างในวังจึงรวดเร็วฉับไวและมีความเฉียบขาดในการทำลายล้างปรปักษ์ทางการเมืองเป็นอย่างสูง

ภายในเวลาอันรวดเร็วก็กำราบ “แก๊ง 10 ขันที” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ด้านหนึ่ง คือ การจัดการกับ “แก๊ง 10 ขันที” ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ใช่ว่าภายใน “แก๊ง 10 ขันที” จะยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

2 ปัจจัยนี้ก่อให้เกิดความรุนแรงและผลสะเทือน

สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า เง่าของคุมทหารเข้าถึงในวังพบโฮเบี้ยว เง่าของจึงร้องว่า “เราฆ่าไอ้นี่เสียจึงจะชอบ” แล้วให้ทหารล้อมจับโฮเบี้ยวฆ่าเสียในที่นั้น

ขุนนางแลทหารทั้งปวงเข้ากับอ้วนเสี้ยว โจโฉเป็นอันมาก อ้วนเสี้ยวจึงใช้ทหารกองหนึ่งออกไปล้อมบ้านขันที 10 คน จับพรรคพวกน้อยใหญ่ฆ่าเสียสิ้น

ขณะที่สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ขยายรายละเอียด

อ้วนเสี้ยวสั่งทหารกระจายกำลังเข้าจับครอบครัวขันทีทั้งสิบ ไม่ว่าใหญ่น้อยสังหารสิ้น

รวมทั้งผู้ไม่มีหนวดเคราหลายคนก็พลอยถูกฆ่าตายด้วยความสำคัญผิด

ฝ่ายพระราชโอรสทั้งสองยังไม่รู้ว่าใครเป็นใครก็ไม่กล้าส่งเสียงเข้าแอบซ่อนกายอยู่ในพงหญ้าริมแม่น้ำ

ซ่อนกายอยู่จนถึงตี 4 น้ำค้างตกหนัก หิวนัก

จึงกอดกันทรงพระกรรแสงแต่เกรงคนจะได้ยินจึงพยายามสะกดเสียงไว้แล้วหองจูเหียบตรัสชวนให้เดินฝ่าพงหญ้าต่อไป

ทั้งสองขมวดชายเสื้อเข้าด้วยกันไต่ขึ้นบนฝั่งฝ่าดงหนามหนา

เดือนมืดสนิทมองไม่เห็นทางเลย เกือบจะสิ้นปัญญาอยู่แล้ว พอดีมีหิ่งห้อยหลายร้อยหลายพันตัว

ส่องแสงสว่างนำอยู่เบื้องหน้า