เมื่อเดือนก่อน ผู้เขียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงการเมืองและการกุศล (philanthropy) ของญี่ปุ่น ที่มาเยี่ยมเยือนประเทศไทย ผู้อาวุโสผู้นี้เปรยถึงภารกิจด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (humanitarian assistance) ของไทย ที่เข้มแข็ง และเป็นภารกิจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ จังหวัดชายแดน สภากาชาดไทย และเอ็นจีโออีกมาก ทำต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี
คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ เพิ่งกล่าวแถลงในคราวการอภิปรายทั่วไป สมัยประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 80 เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา แม้จะไม่ใช่คำกล่าวที่ถูกใจทุกคน
แต่ผู้เขียนมองว่านี่คือครั้งแรกในรอบกว่า 20 ได้กระมัง ที่คำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยดูจะ “มีทรง” มีน้ำหนัก และมีวุฒิภาวะในสายตาของโลก แม้จะมีข้อวิจารณ์อยู่บ้างว่าผู้แทนของหลายประเทศไม่ได้สนใจจะฟังไทยแถลง แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ สุนทรพจน์นี้สามารถไปดูย้อนหลังเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ภารกิจเพื่อนำประเทศไทยกลับสู่สายตาของทั่วโลกเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นงานระยะยาว ที่คงไม่สำเร็จแบบสมบูรณ์ในห้วง 4 เดือนที่จะถึงนี้ แต่อย่างน้อยนี่เป็นการส่งสัญญาณที่ดี
บางช่วงบางตอนในการแถลงที่นิวยอร์ก คุณสีหศักดิ์กล่าวถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ไทยมอบให้ประเทศเพื่อนบ้านไว้ว่า “นี่คือภารกิจสำคัญของประเทศไทย ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ให้การดูแลผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา และวันนี้ เรากำลังเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถทำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้ เพื่อให้พวกเขาได้ดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีส่วนร่วมในสังคม นี่คือตัวอย่างของความมุ่งมั่นของเราในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการแสวงหาทางออกที่เป็นรูปธรรม”
ผู้เขียนอยากจะย้ำสักนิดว่าในแวดวงการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ ไทยเป็นที่รู้จักดีในฐานะประเทศที่รับและให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย และผู้ที่หนีภัยสงคราม มาโดยตลอด แม้ไทยจะไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาปี ค.ศ.1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยก็ตาม เราจึงควรมองความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของเราว่าเป็นเสมือน “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่ทำให้ไทยมีชื่อเสียงและเป็นต้นแบบให้กับโลก แน่นอน ตลอดหลายสิบปีมานี้ ไทยมีรัฐบาลหลายชุดและแต่ละรัฐบาลก็มีแนวทางเป็นของตัวเอง และเรื่องของ “คนอื่น” ไม่เคยเป็นวาระทั้งหลักและรองของรัฐบาลใดมาก่อน กว่าที่ผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า จากพื้นที่พักพิงชั่วคราว (ค่ายผู้อพยพ) ทั้ง 9 แห่ง จะได้รับสิทธิให้ทำงานนอกค่ายได้ ใช้เวลากว่า 40 ปี
สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าไทยเองมีนโยบายด้านมนุษยธรรมที่ดีและเป็นที่ชื่นชมของนานาอารยประเทศ แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยให้ความสำคัญอย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีเสียงทักท้วงจากคนในสังคมของเราเองว่าเพราะเหตุใดไทยต้องนำเงินไปให้ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน
ในมุมของผู้เขียน ซึ่งคุ้นเคยกับการทำงานกับผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่ามาบ้าง ทั้งผู้อพยพที่อยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว และผู้ลี้ภัยประเภทอื่นๆ อยากจะสื่อสารกับผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมาว่าในส่วนของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมหลักๆ ที่ไทยมีให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า มีหลักๆ อยู่ 3 ส่วน ส่วนแรก คือพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้ง 9 แห่ง ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี พื้นที่พักพิงแห่งแรกๆ ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของไทย เกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อกองทัพพม่าเริ่มโจมตีกองกำลังของกะเหรี่ยง KNU อย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้หนีสงครามข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาในฝั่งไทยราว 1 หมื่นคน การโจมตีรอบนั้นไม่เหมือนเดิม เพราะทหารพม่าเข้ามายึดพื้นที่และสร้างฐานในพื้นที่ของกะเหรี่ยงและคะเรนนี และโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยทุกปีๆ เพื่อสร้างฐานเพิ่มเติม และเพื่อขยายอิทธิพลของกองทัพพม่าให้มาประชิดชายแดนไทย
ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงรับผู้หนีภัยสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันมีตัวเลขกลมๆ ที่ 1 แสนคน ในส่วนพื้นที่พักพิงทั้งหมดนั้น กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแล ร่วมกับกองทัพบก งบประมาณทั้งด้านอาหาร ที่อยู่ และการศึกษาทั้งหมดในพื้นที่พักพิงมาจากเอ็นจีโอของไทย ชนกลุ่มน้อย และจากต่างประเทศ ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนพื้นที่พักพิงมากที่สุด แต่เมื่อเกิดการตัดงบประมาณเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ขึ้นมา จึงเกิด “วิกฤต” ในกลุ่มเอ็นจีโอที่พึ่งพาเงินบริจาคจากสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นๆ จากยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะตัดงบประมาณในส่วนนี้ด้วย
ส่วนที่สอง คือ คนพม่าในประเทศไทย ทั้งที่อยู่ในระบบ และที่ไม่อยู่ในระบบที่มีหลายล้านคน คนกลุ่มนี้แบ่งย่อยได้เป็นอีกหลายกลุ่ม ซึ่งมีความซับซ้อนเกินกว่าพื้นที่ของบทความนี้ ผู้เขียนจะหาโอกาสเล่าอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่เมื่อไทยเป็นที่พักพิงของคนพม่าถึง 6-7 ล้านคน การดูแลเรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องง่าย และมีการพูดถึงเรื่องของระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนกันมาก เช่น โรงพยาบาลชายแดนที่มีผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเป็นคนพม่า จนทำให้เกิดกระแสแพทย์ลาออก
การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ตราบใดที่ไทยเรายังมี นโยบายความช่วยเหลือผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านตามหลักมนุษยธรรม และเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษยธรรมต้องกลายเป็นโจทย์ของสังคม รัฐบาลไทยก็จำเป็นต้องมีแนวทางการจัดระเบียบระบบการดูแลผู้ป่วยในส่วนที่สองนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยอาจจะนำเงินบริจาคจากองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาจัดหาบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้น หลังรัฐประหารปี 2021 มีแพทย์และพยาบาลจำนวนมากที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องใบประกอบวิชาชีพ และเอกสารอื่นๆ ทำให้เราไม่สามารถปลดล็อกให้คนเหล่านี้ทำงานเพื่อดูแลคนจากประเทศตนเองได้อย่างจริงจัง รวมทั้งผู้คนจากวิชาชีพอื่นๆ เช่น ครู วิศวกร ฯลฯ ด้วย
ส่วนที่สาม ไทยเคยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมข้ามแดน (cross-border humanitarian initiative) มาก่อนในยุครัฐบาลคุณเศรษฐา ในช่วงต้นปี 2024 โดยในครั้งนั้น กระทรวงการต่างประเทศร่วมมือกับสภากาชาดของพม่า และให้กองกำลังกะเหรี่ยงบางกลุ่มอำนวยความสะดวกเพื่อแจกจ่ายของให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ดี ความช่วยเหลือในครั้งนั้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะไทยยังยึดติดอยู่กับความสัมพันธ์แบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ทำให้ไทยไม่ต้องการส่งของผ่านกะเหรี่ยง KNU โดยตรง เพราะจะทำให้รัฐบาลพม่าที่เนปยีดอไม่พอใจ ผู้เขียนมองว่าในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องกลับมานั่งคิดอย่างจริงจังว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมข้ามแดนเติบโตในระยะยาวและเข้าถึงผู้คนที่ต้องการจริงๆ อย่างไร โดยไม่ต้องยึดกับแนวทาง G to G
เหมือนแต่ก่อน
เพราะไทยจำเป็นต้องผูกสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มตามแนวชายแดนไทย-พม่า และการใช้แนวทางแบบ G to G นั้นไม่ตอบโจทย์เรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนเหล่านี้เลย

