หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก : พลเอกชาติชายฯ… เขียนบันทึกเล่าเรื่องจอมพล ป.

6.10.25 | 10:02 น.
พลเอกชาติชายฯ...เขียนบันทึกเล่าเรื่องจอมพล ป.

“บันทึกส่วนตัว” ของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองในอดีต…สะท้อนให้ทราบ วิธีคิด ชะตากรรม ของผู้มีอำนาจ ความเป็นไปของบ้านเมือง

หนังสือ จอมพล ป. พิบูลสงครามครบรอบศตวรรษ 14 กรกฎาคม 2540 มี “บันทึก” ที่ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เปิดเผยชีวิตบางช่วงเวลาของตนเองและชีวิต (บางตอน) ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

….“ผมจะขอนำประสบการณ์ ชีวิตส่วนตัวของผม ที่ได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดกับ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเล่าสู่กันฟัง

ฯพณฯ ถือได้ว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในบรรดานายกรัฐมนตรีของไทยที่มีมา ความใกล้ชิดของผมกับท่านมีอยู่ 2 ตอนด้วยกัน คือ ตอนแรก เมื่อผมยังเป็นเด็ก และตอนหลัง เมื่อผมเข้ารับราชการในกองทัพบกแล้ว

สมัยที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้น ครอบครัวของ จอมพล ป.กับครอบครัวผมมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก คงจะต้องย้อนอดีตตั้งแต่ท่านบิดาของผมได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบกอยู่ชั้นเดียวกับท่านจอมพล ป.

Advertisement

รุ่นนี้ก็มี คุณหลวงอำนวยสงคราม หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต หลวงเกรียงฤทธิ์พิเชษฐ์ หลวงเกรียงเดชพิชัย แต่บิดาผมท่านอายุมากกว่าท่านเหล่านี้

จอมพล ป. นั้นเรียกได้ว่า เป็นหัวกะทิของรุ่น เมื่อสำเร็จการศึกษา ต่างแยกย้ายกันไปรับราชการในหน่วยต่างๆ บิดาผมไปอยู่ที่ค่ายจักรพงษ์ ดงพระรามจ.ปราจีนบุรี จนกระทั่งเป็นเสนาธิการกองพลที่ 2 ตอนที่เกิดการเปลี่ยนแปลง 24 มิถุนายน 2475 นั้น ทางปราจีนบุรีไม่รู้เรื่องอะไรเลย ยังคิดไปว่าพวกคอมมิวนิสต์บุกเข้ายึดด้วยซ้ำ

พลตรีหม่อมเจ้าทองฑีฆายุทองใหญ่ ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 ในขณะนั้น ทรงให้หาอาสาสมัครเข้ามาหาข่าวในกรุงเทพฯ บิดาผมและเจ้ากาวิละ ณ เชียงใหม่กับนายสิบอีก 2 คนอาสา ต้องโยกรถกันไปถึงกรุงเทพฯ ในขั้นแรก..ถูกสงสัยด้วยว่าเข้ามาสืบข่าวเพื่อทำปฏิวัติซ้อน แต่พอดีเพื่อนฝูงร่วมรุ่นที่อยู่ในกลุ่มผู้ก่อการ ได้ช่วยกันชี้แจงจนผู้ใหญ่เข้าใจ

เมื่อเกิดเหตุการณ์พระองค์เจ้าบวรเดช ยกกองทัพหัวเมืองเข้ามาต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลใน พ.ศ.2476 โคราช (นครราชสีมา) เป็นฐานของฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช จอมพล ป. ซึ่งขณะนั้นมียศเป็น พันโท ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้บังคับการปราบปรามเหตุการณ์และได้รับชัยชนะ

ท่านจอมพล ป. ได้เรียกประชุมนายทหารเพื่อหาผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 8 ทดแทนหลวงอำนวยสงครามที่เสียชีวิต และท่านได้ขอให้บิดาผมไปเป็นผู้บังคับกองพัน ซึ่งบิดาผมก็รับ บิดาผมได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาธิการกองรบให้ติดตามเพื่อไปแก้ทหารในภาคอีสานทั้งหมด ชีวิตผมจึงเริ่มต้นในภาคอีสานดังนี้

ต่อมา บิดาผมได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 3 (ซึ่งต่อมาเป็นกองพลทหารราบที่ 3 กองทัพภาคที่ 2 ในปัจจุบัน)

ครั้นพระเริงรบปัจจามิตร ผู้บัญชาการมณฑลเสียชีวิตลง บิดาผมจึงขึ้นเป็นผู้บัญชาการมณฑลแทน ซึ่งนับว่าเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลมาก ทั้งนี้ เพราะทหารในภาคอีสานมีจำนวนกองพันมากกว่าทุกภาคของประเทศไทยจึงต้องหาคนที่ไว้ใจไปคุมภาคอีสาน โดยเฉพาะโคราช

จอมพล ป. ท่านเห็นว่าผมเป็นลูกชายคนเดียวจึงบอกบิดาผมว่า ควรให้มาเรียนที่กรุงเทพฯ และก็ให้ผมมาพักอยู่ที่บ้านพัก ปตอ. มีบ้านหลายหลัง เพราะอยู่ในโรงทหาร

ผมอยู่บ้านหลังหนึ่งกับพี่สาวคือ คุณหญิงอุดมลักษณ์ศรียานนท์ ซึ่งใกล้ชิดกับท่านผู้หญิงละเอียดมาก ท่านจอมพล ป. มีเด็กผู้ชายที่เลี้ยงดูใกล้ชิดอยู่ 4 คน คือ คุณอนันต์ พิบูลสงคราม คุณประสงค์ พิบูลสงคราม คุณทินกร พันธุ์กระวี และผม

แต่อยู่ได้สักพักนึง พอผมเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย ท่านเหล่านั้นก็เดินทางไปศึกษาต่างประเทศกันหมด คุณอนันต์ ไปเบลเยียม คุณประสงค์ ไปอังกฤษ คุณทินกร ไปฟิลิปปินส์ ส่วนคุณจิรวัฒน์ (พิบูลสงคราม ปันยารชุน) บุตรสาวคนโตก็ไปอเมริกา เหลือผมอยู่คนเดียว

ตอนนั้น…ท่านย้ายจากบ้านพัก ปตอ. ไปอยู่ที่วังสวนกุหลาบ ผมได้ตามไปอยู่กับท่านด้วย ห้องผมอยู่ตรงหน้าทางขึ้นบันได ผมอยู่กับท่านตลอดมา แม้กระทั่งเป็นนักเรียนนายร้อยก็ตาม บางคืนผมไม่ได้กลับไปนอนในโรงเรียนผมก็นอนที่วังสวนกุหลาบเพื่อรับใช้ท่าน

ตอนนั้นการเมืองไทยค่อนข้างรุนแรง มีข่าวเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นเสมอ มีการลอบสังหาร การตัดสินประหารชีวิตบ่อยมาก คณะรัฐมนตรีขณะนั้นจะมีการประชุมที่วังสวนกุหลาบโดยเฉพาะกลุ่ม 24 มิถุนายน มักจะเป็นการประชุมกันเป็นการภายในก่อน ซึ่งโดยมากจะไม่ให้คนภายนอกเข้าไปเสิร์ฟอาหารในห้องประชุมเพราะเป็นการประชุมลับมากเป็นเรื่องที่ลับจริงๆ ของประเทศ ซึ่งผมจะไม่ขอเปิดเผย

ผมเองขณะนั้น อายุระหว่าง 14 ถึง 16 ปี ก็ได้เข้าไปนั่งฟังและคอยบริการเครื่องดื่ม แต่ผมรับรองได้ว่าไม่มีสุรายาเมาเลย สำหรับท่านจอมพล ป. ผมจะต้องดูแลเรื่องโซดา เพราะท่านดื่มโซดา ซึ่งเมื่อเปิดขวดแล้วรินให้ท่านเสร็จแล้ว โซดาที่เหลือถ้าผมไม่ดื่มเอง ก็ต้องเททิ้งเลยไม่ให้รินจากขวดเดิมให้ทานอีก

อีกอย่าง คือ บุหรี่โกลด์เฟลก ท่านจอมพล ป. เป็นนายทหารที่โก้มาก ท่านชอบถือบุหรี่โกลด์เฟลกกระป๋องสีเหลือง ซึ่งต่อมาท่านก็ให้ผมเป็นคนถือแทน การประชุมภายในที่ทำเนียบวังสวนกุหลาบนั้นมีการ รปภ. อย่างเข้มงวดกวดขันมาก กำลังทหารจะผ่านไม่ได้เป็นอันขาด หากฝ่าฝืนมีการลงโทษขั้นสูงสุด และจะอ้างว่าเข้าใจผิดหรืออะไรไม่ได้ทั้งสิ้น

ตำรวจสันติบาลเข้มแข็งมาก มีอิทธิพลสูง ตอนนั้นคุณหลวงอดุลเดชจรัส เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ตำรวจสันติบาลมีมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างถือปืนกลแบล็กมันน์ ซึ่งหน่วยทหารเองยังไม่มีใช้

ถึงผมจะเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยแล้ว แต่ยังคงกลับมารับใช้ท่านในวันเสาร์ อาทิตย์ตลอดมา ท่านจอมพล ป. ชอบไปบางปู ท่านรักบางปูมากที่สุด ตอนนั้นบางปูเป็นหาดโคลน แล้วตัดถนนมูลดินขึ้นไป ผมตามไปรับใช้ท่านเช่นเคย จูงคุณรัชนีบูล อุ้มคุณพัชรบูล เดินเข้าไปในที่พักแทบทุกวันอาทิตย์

ท่านจอมพล ป. จะรับประทานอาหารกลางวันและนอนพักในตอนบ่าย จากนั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ เป็นประจำ ถือเป็นวันพักผ่อนของท่าน ท่านจึงอารมณ์ดีเป็นส่วนใหญ่ รัฐมนตรีบางคนเดินทางไปพบท่านที่บางปู จะขอพบ และถามก่อนว่า… ท่านจอมพล อารมณ์เป็นอย่างไร ผมคิดว่า…ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รู้จักรัฐมนตรีในสมัยจอมพล ป. มากที่สุด

กีฬาที่ท่านจอมพล ป. ชอบมาก คือ เทนนิส ผมเป็นคนเก็บลูกเทนนิสให้ท่าน ท่านเล่นได้ดีมากต่อมาท่านเลิกเล่นเทนนิส หันไปเล่นกอล์ฟ ซึ่งท่านจะเล่นวันละ 9 หลุมทุกวัน

ผมสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก เหล่าทหารม้าออกเป็นนายทหารเร็วกว่าเดิม 1 ปี เพราะทางราชการจะส่งไปรบในกรณีพิพาทอินโดจีน ฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2483

วันที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินขบวนไปที่หน้ากระทรวงกลาโหมเพื่อสนับสนุนรัฐบาลของจอมพล ป. ให้เรียกร้องดินแดนคืนนั้น ผมยืนอยู่ข้างหลังท่าน ผมคิดว่าวันนั้นเป็นวันสำคัญที่สุด

ผมจำได้ ท่านใส่เครื่องแบบสวมท็อปบู๊ตยืนที่หน้ากระทรวงกลาโหมภาพนี้ที่กระทรวงกลาโหมก็ยังมีอยู่ เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และการรบกับอินโดจีนฝรั่งเศสนั้นคงเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์โลกที่ขี่ม้าไปรบกันแบบสงครามไครเมีย

หลังจากเสร็จการรบผมมีโอกาสกลับมาที่วังสวนกุหลาบ ได้เรียนถามท่านจอมพล ป. ถึงเหตุผลในการเข้ารบกับอินโดจีนฝรั่งเศส ท่านบอกว่า ท่านต้องการขยับแนวรบ อยากจะเอาแม่น้ำโขงเป็นเขตแดน เพราะรู้ดีว่าญี่ปุ่นจะต้องเข้าโจมตีประเทศไทยแน่นอน ขณะนั้นญี่ปุ่นยึดไฮฟอง ดงแดง ในอินโดจีนฝรั่งเศสได้หมดแล้ว ท่านจึงอยากให้เลื่อนแนวป้องกันของไทยไปจนถึงแม่น้ำโขง ท่านอยากได้ล้านช้างเพื่อใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดน ให้ฝ่ายข้าศึกข้ามมายังประเทศไทยได้ลำบากขึ้น ต่อมาเราจึงได้พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ

ที่จริงท่านกล่าวว่าไม่ได้อยากรบกับฝรั่งเศส แต่เพราะความจำเป็นญี่ปุ่นได้เข้ามาในอินโดจีนฝรั่งเศสเต็มที่แล้ว เรารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าญี่ปุ่นจะต้องบุก และเราจะทานกำลังไม่ไหว รัฐบาลไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินมาร์ติน บอมเบอร์ จากสหรัฐอเมริกา ไว้เพื่อรับมือกับการรุกรานของญี่ปุ่น

แต่สหรัฐไม่ยอมขายให้เพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดสงคราม แถมยังเกรงว่าไทยจะเอาไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน ผมยืนยันได้ว่าท่านจอมพล ป. พยายามอย่างที่สุดที่จะป้องกัน แต่ในที่สุดสงครามก็เกิดขึ้นจนได้

ผมได้เรียนถามจอมพล ป. อีกว่า ทำไมท่านจึงเข้ากับฝ่ายญี่ปุ่น ท่านตอบว่า ชาติชาย…ใครอยากเข้ากับญี่ปุ่นบ้าง ผมก็นักเรียนฝรั่งเศสเรียนมาจากยุโรป จะให้ไปเข้ากับญี่ปุ่นได้อย่างไร แต่เวลานี้เราไม่มีทางป้องกันตัวเลย สู้ญี่ปุ่นไม่ได้ เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่สงขลา ทหารไทยเสียชีวิตไปเยอะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็มีการต่อสู้ แต่ก็สู้ไม่ไหว

ถ้าเข้ากับญี่ปุ่นเราจะโดนระเบิดลูกเดียว…

ผมถามท่านว่า ระเบิดลูกเดียวหมายถึงอะไร ท่านจึงอธิบายว่าเราจะถูกโจมตีจากฝ่ายสัมพันธมิตรเท่านั้น แต่ถ้าเราไม่เข้ากับญี่ปุ่นจะโดนระเบิด 2 ลูก คือ โดนโจมตีจากญี่ปุ่นด้วย เมืองไทยจะตกในสภาพย่ำแย่ นี่เป็นเหตุผลที่ท่านบอกกับผม

จากนั้น…ท่านได้พยายามที่จะย้ายเมืองหลวงเหมือนกับจีนที่ย้ายจากหนานกิงไปอยู่ที่จุงกิง เราเองก็จะขึ้นไปอยู่ที่เพชรบูรณ์เหมือนกัน

ตอนนั้นผมไม่ค่อยทราบรายละเอียด เพราะถูกส่งออกไปรบในกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ อยู่ทางรัฐฉานหรือสหรัฐไทยเดิม จรดชายแดนจีนทางแคว้นยูนนาน อยู่ที่เมืองเชียงรัฐ ซึ่งเป็นจุดที่ติดกับชายแดนจีนเป็นกองร้อยเดียวที่อยู่ที่นั่น ผมไปอยู่ในสนามรบถึง 3 ปี

ท่านจอมพล ป. ได้ย้ายจากวังสวนกุหลาบไปอยู่ที่ทำเนียบใหม่ (ตึกสามัคคีชัย) ซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน ในนั้นมีบ้านพักเป็นหลังๆ ผมเองมีบ้านพักหลังหนึ่ง

ตอนปลายสงครามเกิดความผันผวนทางการเมืองจอมพล ป. แพ้การลงคะแนนเสียงในสภา ท่านจึงลาออก ซึ่งที่จริงแล้วท่านจะไม่ลาออกและยุบสภาก็ทำได้แต่ท่านไม่ทำ ทั้งๆ ที่กำลังทหารอยู่ในมือท่านประชาธิปไตยก็ยังไม่ถึงขนาดเต็มใบ หลังลาออกท่านไปอยู่ที่ลพบุรี ผมอยู่ในที่นั้นด้วยวันที่ท่านเดินทางไปลพบุรี ท่านไม่ได้สะทกสะท้านอะไร ท่านบอกว่า เป็นเรื่องของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อแพ้แล้วก็ต้องยอมรับ โดยเหตุนี้ผมจึงขอเถียงกับทุกคนที่กล่าวหาว่าท่านเป็นเผด็จการ ถ้าเป็นเผด็จการแล้ว ท่านคงไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้

หลังสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง ท่านจอมพล ป. กลับมาอยู่ที่ลำลูกกา ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงคราม บิดาผมก็โดนในฐานะเป็นผู้บัญชาการกองพลที่เข้ายึดเชียงตุงได้ แต่เนื่องจากกองทัพไทยไม่ได้ทำร้ายประชาชนหรือทำความเดือดร้อนแต่อย่างใด บาทหลวงคาทอลิกหลายคนในเชียงตุงเป็นพยานยืนยันให้บิดาผมจึงพ้นจากความผิดฐานอาชญากรสงคราม ท่านจอมพล ป. เองก็มิได้รับโทษอันใด…

ต่อมา…นายทหารรุ่นหนุ่มระดับผู้บังคับกองพันได้คิดก่อการปฏิวัติขึ้น โดยอ้างไม่พอใจในการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีลอบปลงพระชนม์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เศรษฐกิจตกต่ำข้าวในตลาดไม่พอจำหน่าย ประชาชนต้องเข้าแถวซื้อข้าว กับความคับแค้นใจของทหารที่ถูกปล่อยปละละเลย ต้องเดินเท้ากลับจากเชียงตุงจนถึงที่ตั้งหน่วยปกติในประเทศ นายทหารเหล่านั้นจึงไปเชิญท่านจอมพล ป. เป็นหัวหน้าปฏิวัติ แต่ท่านปฏิเสธมาตลอดว่าท่านไม่ทำปฏิวัติ พวกนี้จึงหันมาหาบิดาผมซึ่งท่านก็ไม่ยอมรับเช่นกัน

ท่านบอกว่าท่านมีความรู้น้อย มาจากนายสิบ ถึงจะอยู่โรงเรียนนายร้อยก็ตาม ภาษาก็ไม่เป็น บิดาผมพยายามพูดกับคณะที่คิดก่อการรัฐประหารให้เชิญท่านจอมพล ป. เพราะเป็นนักเรียนนอกพูดภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่ว บิดาผมท่านเริ่มมองว่าประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ประเทศเดียว เราต้องมองไปในอนาคต

ถ้าเราไม่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันแล้วประเทศไทยคงไปไม่รอด ในตอนแรกคณะรัฐประหารได้เลือก นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ได้สักพักหนึ่งก็เกิดความขัดแย้งกัน จึงเรียนเชิญจอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นคนน่ารัก ตอนหลังนี้ท่านก็ลงรับสมัครเลือกตั้ง ท่านพยายามที่สุดที่จะให้เป็นประชาธิปไตยให้ได้แต่ก็เกิดการปฏิวัติ ใน พ.ศ.2500

ในระหว่างนั้น ผมคุมกำลังหน่วยยานเกราะ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังรบที่มีประสิทธิภาพที่สุดขึ้นตรงต่อท่าน จอมพล ป. แต่เพียงผู้เดียว ท่านเคยสั่งไว้ว่า ถ้าผมจะเอากำลังออกมานั้น จะต้องเรียนให้ท่านทราบก่อนท่านคงเห็นว่าผมกำลังหนุ่มใจร้อน อาจทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ท่านจึงกำหนดไว้เลยทีเดียว ท่านเป็นคนเลื่อนให้ผมเป็น พลจัตวา เมื่อผมอายุได้เพียง32 ปีเท่านั้น

จอมพล ป. เป็นคนเรียบร้อยมาก หาทหารคนใดเรียบร้อยเท่าท่านเป็นไม่มี พูดจาไม่เคยหยาบคาย ผมไม่เคยได้ยินท่านด่าใครเลย ท่านรักการทหารและพยายามที่จะพัฒนากองทัพให้เจริญก้าวหน้าทวีขึ้น ในตอนหลังท่านก็หันมาสนใจด้านสังคม วัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้จากผลงานของท่านที่ปรากฏเป็นส่วนใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้…”

ข้อความข้างต้น คือ บันทึกของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เขียนบันทึกชีวิตตัวท่านเองและชีวิตบางตอนของ จอมพล ป. ที่เปิดเผยข้อมูลของบ้านเมืองเราที่อาจจะไม่เคยมีใครทราบมาก่อน…