หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ครม.กับการยอมรับของประชาชน

7.10.25 | 13:35 น.

ครม. – ตอนนี้คงกล่าวได้ว่ารัฐบาลของคุณอนุทิน ที่อาจจะเรียกเล่นๆ ว่า “ครม.หนู 1” เริ่มทำงานแล้ว และคงจะต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผลงานอะไร และที่สำคัญก็คือจะรักษาสัญญาว่าจะอยู่สี่เดือนแล้วจะยุบสภาเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งหรือไม่

ในความเชื่อของผม ผมเห็นว่ารัฐบาลนี้จะทำตามสัญญาสี่เดือน เพราะเขาต้องการเข้าสู่การเลือกตั้งให้ได้โอกาสกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลในรอบหน้า

การลากสถานการณ์และอยู่ในอำนาจรอบนี้เกินสี่เดือนนั้นจะมีผลต่อการลดลงของความชอบธรรมของรัฐบาล

และเรื่องที่ง่ายกว่าในการพิจารณาก็คือ ถ้าอยู่นานเกินไปในรอบนี้ โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะฟื้นตัว และคุณทักษิณจะออกมาจากสถานคุมขังก็จะมีมากขึ้น

ดังนั้นรัฐบาลปัจจุบันแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลอำนาจเต็ม แต่ก็จะเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างชัดเจน ทั้งนโยบายต่างๆ ที่มุ่งหวังการสนับสนุนทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา เช่นนโยบายเศรษฐกิจ

Advertisement

และการขึ้นปราศรัยของนายกฯหนูเองในเวทีต่างๆ ที่เป็นจุดท้าทาย และอาจจะเปราะบางเช่นเดียวกัน ก็คือการแยกแยะว่า “เวที” ไหนที่นายกฯหนูขึ้นพูดในฐานะนายกรัฐมนตรี และในเวทีไหนที่นายกฯหนูพูดบนเวทีทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ลองสังเกตดูว่าคำพูดของนายกฯหนูที่เป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงนี้มักจะมาจากเวทีหาเสียงตามการเลือกตั้งซ่อม หรือเมื่อไปพบชาวบ้าน มากกว่าเรื่องของการไปพบปะหน่วยงานต่างๆ

ในส่วนต่อมาคือเรื่องของนิด้าโพลเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าด้วยความนิยมของพรรคการเมือง และตัวว่าที่นายกรัฐมนตรี ก็จะเห็นว่าทั้งตัวคุณอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากถึงขนาดเป็นอันดับหนึ่ง

และพรรคประชาชนคะแนนก็ลดลง รวมทั้งหัวหน้าพรรคเอง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า คะแนนยังไม่รู้จะเลือกพรรคอะไร และไม่รู้จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี ยังอยู่สูงสุด แม้ว่าตามมาคือพรรคประชาชน

แต่ก็ยังไม่มีใครครองเสียงข้างมากเด็ดขาด

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าในช่วงเวลาสี่เดือนถึงเจ็ดเดือนนี้ พรรคไหน และใคร จะมีโอกาสได้คะแนนส่วนนี้ไปครองได้มากที่สุด

เราจึงเห็นคนหน้าเดิมทางการเมืองหลายคน หลายสนามเริ่มเข้ามาสู่สนามทางการเมืองมากขึ้น ทั้งการกลับมาของคุณอภิสิทธิ์ และคุณสุชัชวีร์

แต่ก็คงจะไม่ได้เห็นคนใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าสู่การเมืองในเวลาอันจำกัด

เว้นแต่เพื่อไทย ที่เคยสร้างเซอร์ไพรส์มาแล้วรอบหนึ่ง สมัยคุณยิ่งลักษณ์ที่เคยใช้เวลาไม่ถึงสองเดือนในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผลการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์

อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเพื่อไทยเคยมีเซอร์ไพรส์จากคุณยิ่งลักษณ์ และปรากฏการณ์ไทยรักษาชาติมาแล้ว (แม้โอกาสจะผ่านไปชั่วข้ามคืน)

กล่าวโดยสรุป การเลือกตั้งครั้งหน้านอกจากช่วงชิงคะแนนเสียงที่คนประมาณหกล้านคน หรือเกือบร้อยละสามสิบ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากคะแนนนิยมที่ลดลงของพรรคประชาชน เพื่อไทย รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์

ยังเป็นเรื่องของการแสวงหาหนทางในการร่วมรัฐบาลกันในครั้งหน้าด้วย

หมายความว่าถ้าออกตัวกันแรงมากในตอนนี้ เดี๋ยวโอกาสในการร่วมรัฐบาลกันอาจจะไม่ได้มากสักเท่าไหร่

ในแง่นี้ เราจะเห็นยุทธศาสตร์และปฏิบัติการทางการเมืองในช่วงนี้ของแต่ละพรรคจะมุ่งโจมตีฝ่ายไหน มันก็จะเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การหาเสียง และยุทธศาสตร์การร่วมรัฐบาลกันในครั้งต่อไป

เพราะมันเป็นทั้งการช่วงชิงคะแนนเสียงกัน และการแสวงหาโอกาสความร่วมมือกันหลังการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงด้วย

และพรรคเล็กๆ ก็มีโอกาสแต่งตัวเข้าร่วมรัฐบาลกันทั้งสิ้นในรอบหน้า ซึ่งนี่ก็คือความน่าสนใจอย่างหนึ่งว่า พ้นไปจากประชาชน เพื่อไทย และภูมิใจไทยแล้ว บางทีพรรคขนาดเล็กและกลางอาจจะได้รับความนิยมในหมู่นักการเมืองที่จะย้ายไปมา ไม่จำเป็นต้องเข้าพรรคใหญ่สามอันดับแรก เพราะการเข้าพรรคกลางและเล็กจะมีโอกาสที่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน ตามการคาดการณ์สมการทางการเมืองหลังการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคไหนมาเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด

นอกจากนี้แล้วในกรณีของพรรคประชาชน เราจะพบว่า จากคำทำนายว่าพรรคประชาชนน่าจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นหลังวิกฤตทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าพรรคประชาชนแม้ว่ายังครองใจประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง แต่คะแนนลดลง ซึ่งในนิด้าโพลฉบับที่เผยแพร่ ยังไม่ได้อธิบายว่า ความนิยมลดลง ลดลงจากการที่พรรคตัดสินใจหนุนให้ภูมิใจไทยขึ้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

หรือลดลงเพราะกระแสชาตินิยมชายแดนที่พรรคประชาชนไม่ได้มีจุดเดียวกับทหารและสื่อไปเสียทั้งหมด

มาในประเด็นสุดท้ายก็คือหนึ่งในสิ่งที่ได้มาจากการอภิปรายในสภาเมื่อรัฐบาลแถลงนโยบาย โดยเฉพาะนับย้อนไปจากความฮือฮาและความนิยมในกระแสรัฐมนตรีคนนอกในรอบนี้

เรื่องที่ต้องคิดเรื่องแรกคือ การมีรัฐมนตรีคนนอก จะเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร ทั้งนี้ทั้งกรณีรัฐมนตรีคนนอก และรัฐมนตรีจากบางพรรคที่มีกฎว่าถ้าเป็นรัฐมนตรีต้องออกจาก ส.ส.เลย โดยเฉพาะจากบัญชีรายชื่อ

ความท้าทายก็คือ เมื่อพ้นจากตำแหน่งไป คนเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ในสภาแล้ว เมื่อมีการอภิปรายในสภาซึ่งสมัยนี้เอกสิทธิ์ ส.ส.ไม่ค่อยได้คุ้มครองเท่าไหร่ เราจะสามารถอภิปรายถึงรัฐมนตรีเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งตัวอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้อยู่ในสภาด้วย

ประการที่สองก็คือ ตำแหน่งรัฐมนตรีคนนอก ควรจะมีสัดส่วนหรือมีความจำเป็นแค่ไหนในการเมืองในระบบรัฐสภา

อย่าลืมว่าในระบอบประธานาธิบดี การมีรัฐมนตรีคนนอกเป็นเรื่องค่อนข้างปกติ เพราะเราเลือกประธานาธิบดีคนเดียว อย่างดีก็รองประธานาธิบดีด้วย

แต่ในระบบรัฐสภา โดยเฉพาะในบ้านเรายังไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ว่าสัดส่วนของรัฐมนตรีคนนอกควรจะมีสักเท่าไหร่

จำเป็นต้องมีไหม หรือไม่จำเป็นต้องมี

อย่างในยุคเผด็จการ และประชาธิปไตยครึ่งใบ ครม.มีสัดส่วนคนนอกเยอะ และมีพื้นที่ให้นักการเมืองเล่นพอสมควร ไม่ปะปนกัน โดยเฉพาะกลาโหม คลัง การต่างประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากตัวคุณสมบัติแล้ว ยังต้องดูว่าคอนเน็กชั่นของคนเหล่านี้กับหัวหน้ารัฐบาลมาจากไหน

เรื่องนี้ก็ต้องดูไปถึงยุค รสช.ด้วย ที่ตั้งคุณอานันท์เข้ามาได้

คอนเน็กชั่นเหล่านั้นทำให้เราสืบย้อนไปได้ว่า การเมืองไทยหลีกเลี่ยงเรื่องการครองอำนาจในหมู่ชนชั้นนำไม่ได้

เครือข่ายอำนาจมีความซับซ้อนกว่าเรื่องของ “ทุน” เท่านั้น

การเชื่อมโยงผ่านหลักสูตรอบรม ผ่านเบื้องหลังตระกูลและการดองกัน หรือเครือข่ายโรงเรียนมัธยม และมหาวิทยาลัย ก็ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงยึดโยงกันทั้งสิ้น

อีกประการที่สำคัญคือ การมีเบื้องหลังเป็นรัฐมนตรีคนนอกที่มาจากอดีตข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ย่อมมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานเดิมของตนได้

ส่วนกรณีที่เป็นนักธุรกิจ ก็คงต้องขึ้นกับสไตล์การทำงานกับระบบราชการเช่นกัน แต่พวกเขาอาจจะมีประสบการณ์การติดต่อเชื่อมโยงกับระบบราชการมาก่อน

ความเป็นไปได้ในการเลือกตั้งรอบหน้าก็คือ พรรคบางพรรคอาจจะเริ่มชัดเจนขึ้นว่า “ถนัด” ในกระทรวงไหน และมุ่งหวังจะเข้าไปบริหารกระทรวงไหน (ส่วนถนัดทำงาน หรือถนัดหาประโยชน์ก็ต้องไปว่ากัน) เรื่องนี้อาจจะชัดเจนกว่าพรรคที่หาเสียงไปเรื่อยๆ โดยไม่เน้นประเด็นที่ตนชำนาญและมีความโดดเด่นด้านนโยบายใดๆ ทั้งสิ้น

อีกด้านหนึ่งผมเชื่อว่าอาจมีแนวโน้มที่มีคนสนใจเข้าเป็นรัฐมนตรีคนนอกมากขึ้น และไม่ได้สนใจอยู่ในการเมืองระยะยาวเช่นกัน ซึ่งก็อาจจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ และขึ้นกับว่าพวกเขาจะไปทำอะไรต่อหลังจากที่ลองเข้ามาบริหารประเทศดูแล้ว

ดังนั้นการเมืองในรอบหน้า ในการตั้งรัฐบาลอาจจะมีตำแหน่งรัฐมนตรีภายนอกของแต่ละพรรคหรือโควต้ากลางของนายกฯด้วย ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่าระบบการเมืองวันนี้ผลิตคนไม่ทัน และคนที่มีก็ติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติกันไปหมด

และความท้าทายเรื่องสัดส่วนของรัฐมนตรีคนนอกกับรัฐมนตรีตามสัดส่วนที่หลายคนยี้หนักก็น่าจะยังมีให้เห็น

ขึ้นอยู่กับการยอมรับของประชาชน และการยอมรับในหมู่ชนชั้นนำ และการยอมรับในนานาชาติด้วย

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์