แหวนของไกจิส – ในบรรดาเรื่องเล่าทั้งหลายที่มนุษย์เราบรรจงคิดขึ้นเพื่อส่องให้เห็นด้านลึกของจิตใจ ไม่มีเรื่องใดจะ คมคายและลุ่มลึกไปกว่าเรื่องของ “แหวนของไกจิส” ซึ่งเพลโต ปราชญ์กรีกผู้ยิ่งใหญ่บันทึกไว้ใน The Republic ที่เป็นบทสนทนาว่าด้วยความยุติธรรม และธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เคยล้าสมัยเลยแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 2,000 ปี แล้วก็ตาม
เรื่องแหวนของไกจิสนี้ ฟังดูเผินๆ ก็เหมือนเทพนิยายแฟนตาซี ว่าด้วยชายเลี้ยงแกะผู้ได้ของวิเศษแล้วกลายเป็นกษัตริย์ แต่หากใครมีใจนิ่งพอจะมองให้ลึก จะเห็นว่าเพลโตไม่ได้กำลังเล่านิทานเพื่อให้คนหลับฝันดี หากกำลังเปิดหน้ากระจกใสให้เราส่องดู ตัวจริงของตัวเราเอง ซึ่งบางครั้งน่าดูเสียยิ่งกว่าหน้าในบัตรประชาชนเสียอีก
แหวนของไกจิส (The Ring of Gyges) เป็นเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงจากหนังสือ The Republic ของเพลโต ในเล่มที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในบทสนทนาระหว่างโสเครติส กับกลาวคอน บุตรของอริสโตเนียส โดยเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อท้าทายแนวคิดเกี่ยวกับ “ความยุติธรรม” (Justice) ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติด้วยความสมัครใจจริงหรือเพียงเพราะกลัวถูกลงโทษ
ไกจิสเป็นเพียงคนเลี้ยงแกะธรรมดา วันหนึ่งเกิดแผ่นดินแยก เขาเดินสำรวจและพบศพยักษ์ที่นิ่งสงบอยู่ใต้พื้นโลก ยักษ์นั้นสวมแหวนทองวงหนึ่ง เขาจึงถอดมันออกมาเก็บไว้โดยไม่รู้เลยว่ามันมีอำนาจเหนือธรรมดาโดยเมื่อเขาหมุนแหวนไปในทิศหนึ่ง ร่างของเขาก็หายไปจากสายตาคนทั้งปวง กลายเป็นล่องหนโดยสิ้นเชิง หมุนกลับอีกทาง เขาก็กลับมาให้เห็นได้ดังเดิม เมื่อเขารู้ความลับนี้ ความคิดในใจก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว จากชายเลี้ยงแกะผู้ซื่อสัตย์กลายเป็นชายผู้มีโอกาสทำทุกสิ่งโดยไม่มีใครจับได้
ไกจิสเดินทางเข้าเมืองหลวง ลอบเข้าวัง ยั่วยวนราชินี ฆ่ากษัตริย์ และขึ้นครองบัลลังก์อย่างราบรื่น ไม่มีศาล ไม่มีพยาน ไม่มีใครเห็น ไม่มีความผิดที่ต้องรับผิด เพราะไม่มีใครรู้ นั่นเอง
คำถามของเพลโต: ถ้ามีแหวนนี้อยู่บนนิ้วของท่าน…?
กลาวคอน ผู้สนทนากับโสเครติสในงานของเพลโต ตั้งคำถามที่แทงใจมนุษย์ว่า “หากคนธรรมดาได้รับแหวนวิเศษนี้ เขาก็จะทำเช่นเดียวกับไกจิส ไม่มีใครทนต่ออำนาจล่องหนที่ปราศจากความรับผิดได้”
เพลโตจึงท้าทายเราว่า มนุษย์นั้นทำความดีเพราะรักความดีจริงๆ หรือเพียงเพราะกลัวการลงโทษและสายตาผู้อื่น หากวันหนึ่งไม่มีใครเห็น ไม่มีใครตัดสิน จะยังคงยืนอยู่ในความยุติธรรมหรือไม่?
นี่มิใช่คำถามที่ตอบได้ด้วยปาก แต่เป็นคำถามที่ตอบอยู่ในใจของแต่ละคน เพราะคำตอบนั้นไม่ได้สะท้อนออกมาในยามที่เรามีคนจับตา หากสะท้อนออกมาในยามที่เรา “คิดว่าไม่มีใครเห็น”
แหวนของไกจิสอาจเป็นของวิเศษในตำนาน แต่ในโลกสมัยใหม่ เรามีแหวนอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เพียงแต่ไม่ใช่แหวนทองวงเดียวกันเท่านั้น บางวงเป็นแหวนของตำแหน่ง บางวงเป็นแหวนของอำนาจ บางวงเป็นแหวนของระบบที่เปิดช่องให้คนล่องหนในเชิงสังคมได้อย่างแนบเนียน
ในสังคมใดที่ระบบตรวจสอบอ่อนแอ และสายตาของสาธารณชนถูกทำให้พร่ามัว “แหวนล่องหน” ก็ปรากฏขึ้นในมือของผู้คนมากมายโดยไม่ต้องมีเวทมนตร์ใดๆ ทั้งสิ้น มนุษย์ในสังคมนั้นจึงอยู่ในสภาวะที่สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิด และเมื่อเป็นเช่นนี้ จิตใจที่ซุกซ่อนอยู่ภายในก็จะเริ่มแสดงตัวออกมาอย่างซื่อสัตย์ที่สุด
ในยุคที่กล้องวงจรปิดมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง เราอาจคิดว่าไม่มีอะไรจะซ่อนเร้นได้ แต่ความจริงแล้ว ความล่องหนไม่ได้อยู่ที่การหายตัวทางกายภาพ แต่อยู่ที่ การไม่มีสายตาของสังคมและความยุติธรรมจับจ้อง ต่างหาก ใครบางคนอาจยืนอยู่กลางแสงไฟแต่กลับไม่มีใครเห็นสิ่งที่เขาทำจริงๆ
เพลโตไม่ได้ตั้งคำถามนี้กับไกจิสคนเดียว เขากำลังตั้งคำถามกับเราทุกคน ว่าเราทำความดีเพราะอะไร เพราะรักความดี หรือเพราะกลัวสายตาคนอื่น?
เราจะไม่ทิ้งขยะลงบนถนนเมื่อมีคนมอง แต่ถ้าไม่มีใครเห็น เราอาจโยนมันอย่างไม่รู้สึกผิด เราจะไม่ฝ่าไฟแดงเมื่อมีตำรวจ แต่ถ้าไม่มีใครเลยแม้แต่เงา บางคนก็เหยียบคันเร่งด้วยความสบายใจ เราอาจตั้งใจทำงานเมื่อต้องส่งรายงานให้หัวหน้า แต่เมื่อระบบตรวจสอบหลวม ความใส่ใจก็เหือดหายไป
นี่แหละคือแหวนของไกจิสในชีวิตประจำวัน มันไม่ได้ทำให้เราหายตัวได้จริงๆ แต่มันทำให้สายตาของผู้อื่นหายไป และเมื่อสายตานั้นหายไป บางคนก็หันหลังให้ศีลธรรมอย่างไม่ลังเล
สังคมไทยมิได้ต่างไปจากสังคมกรีกโบราณเท่าใดนัก แหวนของไกจิสก็ยังคงหมุนอยู่ในนิ้วของผู้คน เพียงแต่เปลี่ยนรูปจากแหวนทองมาเป็นแหวนแห่งช่องโหว่ เรามักพูดกันว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” แต่บ่อยครั้งที่คนในสังคมพบว่าทำชั่วก็ไม่เห็นมีใครรู้ จึงเกิดทัศนะใหม่ที่ว่า ใครฉลาดก็ไม่โดนจับได้ ศีลธรรมจึงกลายเป็นเรื่องของการไม่ให้ถูกเห็น ไม่ใช่เรื่องของความถูกต้อง
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ภายนอกเคร่งครัด ภายในกลับถือแหวนของไกจิสไว้แน่น ใช้มันหมุนเอาตามจังหวะโอกาส บางครั้งก็เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว บางครั้งก็เพื่อความสะดวกสบาย บางครั้งก็เพราะคิดว่าไม่มีใครเห็น ไม่เป็นไรหรอก
เมื่อแหวนแบบนี้แพร่หลายไปทั่ว ความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมก็เริ่มสั่นคลอน เพราะคนจะไม่กลัวการทำผิด แต่กลัวการถูกจับได้เท่านั้น และเมื่อทุกคนเริ่มหมุนแหวนของตนเองพร้อมๆ กัน บ้านเมืองก็จะเข้าสู่สภาพที่เพลโตเตือนว่า ความยุติธรรมจะกลายเป็นเพียงภาพมายา
เพลโตเสนอว่า คนที่ยุติธรรมแท้จริงคือผู้ที่แม้ไม่มีใครเห็นก็ยังคงทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะความยุติธรรมมิใช่ข้อบังคับจากภายนอก แต่เป็นความสงบภายในจิตใจ ผู้ที่ทำดีเพราะกลัวการลงโทษ มิใช่คนดีจริง แต่เป็นเพียงคนที่เกรงกลัวเท่านั้น สังคมที่เข้มแข็งจึงไม่ใช่สังคมที่มีตาเฝ้าดูทุกซอกทุกมุม หากเป็นสังคมที่ผู้คนจำนวนมากเลือกจะไม่ใช้ แหวนของไกจิส แม้ว่ามันจะอยู่ในมือก็ตาม
คนไทยเรามีลักษณะเฉพาะอยู่อย่างหนึ่ง คือมักจะแยกโลกของ “ที่แจ้ง” กับ “ที่ลับ” ออกจากกันอย่างชัดเจน สิ่งที่พูดต่อหน้ากับสิ่งที่ทำลับหลัง บางครั้งแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และเราก็มักปลอบใจตัวเองว่า ก็ไม่มีใครรู้
แต่สังคมที่แข็งแรงไม่ใช่สังคมที่ทุกคนต้องคอยเฝ้ามองกันตลอดเวลา หากเป็นสังคมที่ผู้คน “ยับยั้งชั่งใจแม้ไม่มีใครมอง” เหมือนคนที่ไม่ทิ้งขยะในความมืด แม้ไม่มีใครมาตั้งกล้องจับภาพไว้ก็ตาม
เพลโตไม่เคยบอกให้ทำลายแหวนของไกจิส เขารู้ดีว่าแหวนนี้อยู่ในมือของทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีโอกาสที่จะไม่มีใครเห็น ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน ในบ้าน หรือในใจตนเอง สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำลายแหวน แต่อยู่ที่ว่าจะหมุนมันหรือไม่ต่างหาก ผู้ที่เลือกจะไม่หมุนแหวน แม้มีโอกาส นั่นแหละคือคนที่มีศีลธรรมแท้จริง และสังคมที่เต็มไปด้วยคนเช่นนี้ จึงจะมีความยุติธรรมโดยไม่ต้องมีสายตาของใครมาบังคับ แหวนของไกจิสไม่ใช่เรื่องเล่าในอดีต หากเป็นภาพสะท้อนของปัจจุบัน และเป็นคำถามที่ค้างคาในใจของทุกคนไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม
“ถ้าวันหนึ่งท่านได้แหวนของไกจิสมา… ท่านจะหมุนมันหรือไม่?”
คำตอบนี้ไม่มีใครตอบแทนกันได้ และไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ เพราะแท้จริงแล้ว คำตอบนั้นจะปรากฏออกมาเองในพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของท่านในยามที่ท่านคิดว่าไม่มีใครเห็น ในโลกที่เต็มไปด้วยแหวนล่องหน ใครที่สามารถยืนหยัดได้โดยไม่ต้องหมุนแหวน คือผู้ที่เป็นเสาหลักของความยุติธรรมที่แท้จริงในสังคม ไม่ใช่ด้วยคำพูด ไม่ใช่ด้วยภาพลักษณ์ แต่ด้วยใจที่ไม่ล่องหนของเขาเอง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

