หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ ที่ทำให้นินเทนโดจะมีเกมภาษาไทย แต่นักแปลหนังสือในตำนานท่านหนึ่งกำลังถูกสาปส่ง

8.10.25 | 13:25 น.

‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ ที่ทำให้นินเทนโดจะมีเกมภาษาไทย
แต่นักแปลหนังสือในตำนานท่านหนึ่งกำลังถูกสาปส่ง

มีข่าวสั้นๆ ในวงการวิดีโอเกมที่สร้างความตื่นเต้นให้นักเล่นเกมหลายวัย เมื่อบริษัทนินเทนโดเปิดเผยว่ากำลังจะมีการอัพเดตใหม่ให้เกมดองกี้คองบานันซา ซึ่งเป็นเกมภาคล่าสุดบนเครื่องนินเทนโดสวิช 2 ให้รองรับการแสดงผลเป็นภาษาไทยเพิ่มขึ้นอีกภาษาหนึ่งด้วย

ถือเป็นเกมที่รองรับภาษาไทยเกมแรกของนินเทนโดในรอบ 48 ปี หากนับตั้งแต่แรกเข้าสู่ธุรกิจวิดีโอเกมในปี 2520 ของบริษัทเกมเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี ซึ่งสะท้อนถึงการเห็น “อนาคต” ของตลาดเกมในบ้านเรา ซึ่งสะท้อนจากข้อมูลการซื้อเครื่องเกมและตัวเกมที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องของนักเล่นเกมชาวไทย ซึ่งแสดงถึงความตระหนักรู้ถึงเรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญา”

ข่าวการเปิดตัวเกมภาษาไทยของนินเทนโดนี้เกิดขึ้นพอดีในช่วงเดียวกับ “ดราม่า” ในวงการหนังสือไทย ที่สำนักพิมพ์ของนักแปลรุ่นเก่าผู้มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทยผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่า 40 ปี เรียกว่าใครที่ชอบอ่านหนังสือแปลแนวตื่นเต้นระทึกขวัญของฝั่งอเมริกันในช่วงปี 2520 เป็นต้นมาต้องรู้จักแน่นอน

ช่วงที่ท่านผู้นั้นกำลังสร้างชื่อในวงการนั้นไล่เลี่ยกับยุคสมัยที่เครื่องเล่นเกม “แฟมิคอม” ของนินเทนโดถูกนำมาจำหน่ายในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ พร้อมตลับเกมและแผ่นดิสก์ที่หา “ของแท้” หรือซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องได้ยากพอดี

Advertisement

ดราม่าเริ่มต้นเมื่อสำนักพิมพ์ของนักแปลผู้นั้นออกมาประกาศต่อบรรดาแฟนคลับของพวกเขาว่า ในงานสัปดาห์หนังสือปลายปี คืองานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ถึง 19 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นั้นบูธของสำนักพิมพ์ดังกล่าวจะไม่ได้วางจำหน่ายหนังสือของตนเอง เนื่องจากผู้จัดงาน คือสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) นั้นได้แจ้งห้ามการจำหน่ายหนังสือที่ไม่มีลิขสิทธิ์ซึ่งขัดต่อธรรมนูญของสมาคมในงานหนังสือ และหากฝ่าฝืนจะถูกสั่งปิดบูธ

ฝ่ายสำนักพิมพ์เชื่อและชี้ว่าเรื่องนี้อาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองภายในสมาคมเนื่องจากแม้ว่าฝั่งของสำนักพิมพ์จะยอมรับผิดและได้นำหนังสือที่ถูกท้วงติงเรื่องลิขสิทธิ์ลงจากทุกช่องทางการขายแล้ว แต่สมาคมยังคงดำเนินการสอบสวนและมีมติห้ามจำหน่ายหนังสือทุกเล่มที่ไม่มีลิขสิทธิ์ในงานของสมาคมโดยคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเพียงสองสัปดาห์ก่อนเริ่มงาน ทั้งที่สำนักพิมพ์ได้ชำระค่าบูธไปแล้วกว่าแสนบาท

ในตอนแรกที่ทางสำนักพิมพ์โพสต์เรื่องนี้ลงในกลุ่ม คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนั้นซึ่งก็คือแฟนคลับของนักแปลท่านดังกล่าวก็ออกมาต่อว่าด่าทอทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ว่ากลั่นแกล้งนักแปลรุ่นลายครามซึ่งเป็นผู้มีคุณูปการในวงการอ่านการแปลและวรรณกรรมของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม และรวมถึงให้กำลังใจนักแปลท่านนั้นสู้ต่อไป ซึ่งจะสู้กับอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน

แต่เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกมาในแวดวงนักอ่านในวงกว้าง ผลคือรถทัวร์เลี้ยวกลับไปลงเอากับฝ่ายสำนักพิมพ์และนักแปลท่านนั้นกันแบบยับๆ เนื่องจากปัญหาสำคัญที่ทำให้หนังสือของนักแปลและสำนักพิมพ์นั้นไม่อาจจำหน่ายในงานมหกรรมหนังสือได้นั้น เป็นเพราะหนังสือเหล่านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้แปลอย่างถูกต้องจากนักเขียนหรือตัวแทนลิขสิทธิ์ซึ่งล้วนแต่เป็นนักเขียนชื่อดังระดับโลกทั้งนั้น ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ผู้อ่านหลายคนเพิ่งจะทราบว่า หนังสือแปลของสำนักพิมพ์ดังกล่าวเกือบทั้งหมดไม่เคยได้รับอนุญาตหรือมีลิขสิทธิ์ถูกต้องเลย

เรื่องราวลุกลามไปจนถึงบรรดานักอ่านนักเขียนต่างออกมาแสดงจุดยืนในการปกป้อง สนับสนุนงานแปลถูกลิขสิทธิ์ รวมถึงได้มีการส่งเรื่องไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทสายส่งหนังสือจนมีการถอดเอาหนังสือของสำนักพิมพ์และนักแปลท่านนี้ลงจากระบบการขายทั้งแบบรูปเล่มกระดาษและแบบอิเล็กทรอนิกส์

ปิดท้ายด้วยการชี้แจ้งจากฝ่ายสมาคมผู้จัดพิมพ์ท่านหนึ่ง ที่เหมือนดาบสุดท้ายว่า นโยบายกวดขันด้านลิขสิทธิ์เป็นสิ่งที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้ประกาศไว้ชัดเจนมาก่อนแล้ว และทางสมาคมก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างฉับพลัน แต่ได้พยายามพูดคุยและให้เวลาสำนักพิมพ์ดังกล่าวปรับตัวมาหลายเดือน รวมถึงพยายามช่วยเจรจากับผู้ถือลิขสิทธิ์เพื่อหาทางออกด้วย การขอให้งดจำหน่ายหนังสือที่ยังไม่ได้ขอสิทธิการแปลอย่างถูกต้องนั้นเป็นไปเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวสำนักพิมพ์เอง เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานด้านลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐมีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นการบังคับใช้โดยทั่วกัน ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะรายใดรายหนึ่ง และไม่ได้มีเจตนาทำลายผู้ประกอบการรายย่อยแต่อย่างใด ทั้งนี้ ก็เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมหนังสือสู่ระดับสากล เนื่องจากในปัจจุบันเริ่มมีสำนักพิมพ์ต่างประเทศที่สนใจแปลงานหนังสือและวรรณกรรมไทยหลายต่อหลายรูปแบบเพื่อเผยแพร่ไปในระดับโลก ดังนั้น สมาคมผู้จัดพิมพ์หนังสือของไทยจึงไม่อาจหลับตาข้างหนึ่งต่อการขายหนังสือที่ไม่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องในงานมหกรรมหนังสืออย่างเป็นทางการได้อีกต่อไป

โดยส่วนตัวแล้วมีจุดที่ทำให้รู้สึกสะท้อนใจอยู่เรื่องหนึ่งที่นักอ่านและนักเขียนที่แชร์ข่าวเรื่องนี้ ต่างเรียกนักแปลท่านนั้นว่า “โจรวรรณกรรม” ซึ่งเป็นข้อหาที่รุนแรง ซึ่งน่าเสียใจที่นักแปลผู้มีผลงานในวงการมานาน เป็นผู้แปลนิยายต่างประเทศมาแล้วมากมาย และผลงานของท่านที่แม้จะไม่ได้รับสิทธิการแปลมาอย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าผลงานแปลเหล่านั้นได้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และสร้างนักอ่าน นักเขียน และนักแปล มาน่าจะเกือบครึ่งค่อนวงการที่ยังอ่านยังเขียนและแปลหนังสืออยู่ในทุกวันนี้ คุณูปการของนักแปลท่านนั้นไม่ต้องเป็นที่สงสัย แต่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่นักอ่านรุ่นใหม่จะรู้จักและเรียกท่านด้วยสมญานามอันโหดร้ายเช่นนั้น

ไม่นับว่านักอ่านบางคนยังวิพากษ์วิจารณ์ท่านเสียจนราวกับท่านเป็นคนเห็นแก่ได้ ไม่ได้รักหนังสือรักงานวรรณกรรมอะไร นอกจากเห็นว่าเป็นช่องทางทำมาหาได้อย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นซึ่งหมายถึงผู้เขียนผู้แต่งเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งสำหรับนักอ่านรุ่นเก่าเราๆ ท่านๆ คงตอบได้เลยว่ามันไม่มีทางเป็นอย่างที่กล่าวหานั้นแน่นอน เพราะในยุคสมัยก่อนนั้น ถ้าใครหวังร่ำหวังรวยคงไม่มาเขียนหรือแปลหนังสือขายหรอก โดยเฉพาะถ้ามีทักษะทางภาษาระดับเดียวกับนักแปลท่านนั้นในยุคสมัยที่คนรู้ภาษาอังกฤษอย่างดีที่แปลงานอย่างท่านได้นั้นไม่ได้มีมาก และแน่นอนว่าไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือในการแปลและค้นคว้าข้อมูลเท่าทุกวันนี้ด้วย กล่าวหาว่ากันถึงขนาดนั้นก็เป็นการหมิ่นหยามเกียรติยศน้ำจิตน้ำใจกันเกินไป

ปัญหาเรื่องนี้เกิดจากการที่นักแปลท่านนั้นและผู้เกี่ยวข้องที่ให้กำลังใจกันไปมานั้น อาจจะประเมินสถานการณ์โดยดูเบาเรื่องของ “ลิขสิทธิ์” เกินไป โดยเฉพาะต่อความรู้สึกเชิงศีลธรรมหรือจริยธรรมของผู้คนในยุคปัจจุบัน ที่มองเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญานี้ไม่ต่างจากทรัพย์สินที่มีรูปร่างจริงอื่นๆ การแปลงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอยู่เพื่อหาประโยชน์ในทางธุรกิจ คือแปลแล้วพิมพ์ขายเป็นเรื่องเป็นราวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจหรือมองในแง่ดีหรือแม้แต่ในแง่ของความ “เห็นใจ” ในทางใดได้เลย ในโลกทัศน์และคุณค่าทางศีลธรรมและจริยธรรมในปัจจุบันนี้

นี่จึงเป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่เท่าทันพัฒนาการทางศีลธรรมและจริยธรรมของยุคสมัยโดยแท้ เพราะในยุคของท่านนั้น ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาอาจจะเป็นกฎหมายที่ไกลตัวคนทั่วไป ส่วนผู้คนในวงการนักเขียนนักแปลก็เป็นเรื่องที่แค่ “พอรู้” ว่าคืออะไร แต่เพราะยังไม่มีใครได้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมจากทรัพย์สินทางปัญญา โดยงานเขียนในยุคก่อนนั้นมักจะตกลงกันจนเป็นประเพณีทางธุรกิจการค้าในลักษณะของการโอนลิขสิทธิ์ขาดให้สำนักพิมพ์ โดยนักเขียนรับเงินครั้งเดียวเมื่อขายเรื่องแล้วส่วนสำนักพิมพ์สามารถเอาไปพิมพ์ขายได้จนกระทั่งไม่มีใครซื้อ

สำหรับผลงานที่ผู้เขียนเป็นคนต่างชาติยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งด้วยกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจนและแทบไม่มีการบังคับใช้จริง ประกอบกับอุปสรรคด้านการติดต่อสื่อสารของโลกสมัยนั้นที่ทำให้เจ้าของผลงานหรือผู้ถือสิทธินั้นแทบไม่ได้สนใจประเทศไกลปืนเที่ยงทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นนั้น ทำให้เกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปกลายๆ ว่าหนังสือภาษาต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยาย วรรณกรรม หรือแม้แต่การ์ตูน นั้นเป็นสิ่งที่ใครรู้ภาษาหรือได้เห็นได้อ่านแล้วมีช่องคิดว่าจะแปลขายได้ ก็สามารถฉวยคว้ามาแปล พิมพ์ จำหน่ายได้โดยไม่ต้องนำเอาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามาพิจารณาเป็นปัจจัยทั้งในเชิงต้นทุนและโอกาส และมีกระทั่งที่นักเขียนทั้งมือผีและมีชื่อ บางคนก็เอาตำราหรือนิยายวรรณกรรมต่างประเทศมาแปลและแปลงเป็นบริบทไทยๆ แล้วสมอ้างว่าตัวเองเป็นคนเขียนเสียดื้อๆ ก็มี

นี่คือสภาวะแวดล้อมของ “วงการ” ก่อนการมาถึงของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการความรับรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาของผู้คน พร้อมกันกับที่โลกก็หดแคบลงด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เริ่มแพร่หลายในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 ที่ทำให้การติดต่อกับเจ้าของลิขสิทธิ์คือตัวผู้เขียนหรือตัวแทนนั้นทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วขึ้น

ความตระหนักรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญานั้นแผ่กว้างไปในแทบทุกสื่อ เปลี่ยนภูมิทัศน์จากประเทศที่ก่อนหน้านี้มีตลับเกมก๊อบปี้ละเมิดลิขสิทธิ์ 400 in 1 และเครื่องเล่นเกมลอกเลียนแบบเครื่องแฟมิคอมของนินเทนโดอย่างเปิดเผยได้ที่แผนกของเล่นในห้างสรรพสินค้า มาจนถึงยุคที่คนเล่นวิดีโอเกมเกิน 90% ยอมจ่ายเงินในราคาตามสมควรเพื่อซื้อเกมที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องที่มีจำหน่ายในช่องทางต่างๆ จนกระทั่งนินเทนโดตัดสินใจแปลเกมเป็นภาษาไทยและตั้งใจจะมาทำตลาดในประเทศไทยสำหรับเครื่องเกมรุ่นล่าสุดของเขา

สำหรับนักเขียนในยุคปัจจุบัน ก็ได้เห็นประโยชน์จากความคุ้มครองของลิขสิทธิ์และกฎหมายทางปัญญาอย่างชัดเจนขึ้น บางคนเฉพาะค่าตอบแทนผลงานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบนั้นมีมากพอจะยึดเป็นอาชีพจริงจังได้ ดังที่นักเขียนรุ่นใหม่ท่านหนึ่งสรุปเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในสองประโยคว่า “นักเขียนรุ่นเก่า หลายคนมีชีวิตได้เพราะละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่น แต่นักเขียนรุ่นใหม่ลืมตาอ้าปากได้ เพราะตัวเองถูกปกป้องด้วยลิขสิทธิ์”

จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้านักแปลท่านนั้นเข้าใจและตระหนักถึงมุมมองศีลธรรมและจริยธรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของผู้คนในปัจจุบันอย่างถ่องแท้แล้ว ท่านจะตัดสินใจโพสต์จุดประเด็นต้นเรื่องซึ่งในที่สุดก็ทำให้ตัวท่านเองนั้นต้องเสียช่องทางการขายหนังสือ และเสื่อมเกียรติยศที่อุตส่าห์สร้างสมมาเกือบ 50 ปี นั้นหรือไม่ หรือว่าจะไปหาทางแก้ปัญหาเงียบๆ ร่วมกับสมาคมเพื่อทำอะไรให้ถูกต้องและเสียหายน้อยที่สุด