เรื่องที่จะเขียนในสัปดาห์นี้เขียนจากความรู้ที่น้อยนิด มีแต่ความสงสัยมากกว่า
แต่ก็อยากเสนอว่า เรายังต้องมีอีกหลายมุมที่มองเรื่องน้ำท่วมในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ
ท่ามกลางเรื่องราว ข้อเสนอ และข้อคิดเห็นที่มีผู้คนมากมายได้เสนอไว้แล้ว
ในสัปดาห์นี้ผมขอเสนอว่า เราคงต้องเข้าใจเรื่องสองเรื่องที่จะทำให้เข้าใจน้ำท่วมในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ
หนึ่งคือเรื่องของสึนามิจากท้องฟ้า ที่เรียกให้เข้าใจง่ายๆ จากคำว่า “ระเบิดฝน” (rain bomb)
สองคือความเข้าใจที่กลับหัวกลับหาง แทนที่จะมองว่าเมืองนั้นตั้งรับฝนจากภายนอก
มาสู่การทำความเข้าใจว่า เมืองนั้นมีผลต่อการทำให้ฝนตกด้วย
ความเข้าใจสองเรื่องนี้ คือ สึนามิจากท้องฟ้า และเมืองสร้างฝน จะทำให้เราเข้าใจและตั้งหลักกับน้ำท่วมในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างไร
ประการแรก “สึนามิจากท้องฟ้า” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยให้เห็นความสำคัญของปัญหาฝนตกหนักในเมือง ที่มากขึ้นเรื่อยๆ
ในบทความต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งในประเทศไทย ก็เรียกว่า “ระเบิดฝน” (rain bomb) ซึ่งบางทีเป็นคำเรียกที่ถูกมองว่าเป็นคำที่นักการเมืองใช้เรียกปรากฏการณ์ที่ฝนตกหนักมากในเมือง (บางทีตกมาในช่วงเวลาที่ขาดฝนเป็นเวลานาน หรือในฤดูอื่นๆ ด้วย) ที่สำคัญมันตกในพื้นที่เฉพาะ ไม่ได้ตกทุกที่
ภาษาทางวิชาการเรียกว่า wet microburst หรือ cloudburst (รายละเอียดเรื่องนี้ในทางอุตุนิยมวิทยา ศึกษาได้จาก บัญชา ธนบุญสมบัติ. ชวนรู้จัก Microburst, Heat burst, Cloudburst และ Rain bomb ให้ชัดเจน. มติชนสุดสัปดาห์. 16 ต.ค.2024.)
ความเข้าใจในเรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจเชื่อมโยงไปที่การทำความเข้าใจน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดในเมือง
และน้ำท่วมชนิดที่เราเรียกว่า “น้ำรอระบาย” ซึ่งเป็นคำที่ไม่เป็นที่ยอมรับของชาวเมืองมาโดยตลอด
ทำไมคำว่าน้ำรอระบายจึงไม่เป็นที่ยอมรับจากชาวเมือง
และพวกเขายังยืนยันว่าเราต้องเรียกมันว่าน้ำท่วม และกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลเมืองนั้นแก้ปัญหาน้ำท่วมในความหมายของการทำให้น้ำแห้ง
ไม่ใช่ทนอยู่กับน้ำท่วมในความหมายของการ “รอระบาย”
คำตอบก็คือ ชาวเมืองไม่สามารถรับคำว่าน้ำรอระบายได้ แม้ว่าในสภาพความจริงนั้นปริมาณฝนมันตกหนักกว่าความสามารถของเมืองในการระบายน้ำ (มากขึ้นเรื่อยๆ) เพราะว่าโครงสร้างของเมืองไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เกิดระบบน้ำรอระบายครับ
หมายความว่า เมืองกรุงเทพฯ สมัยใหม่มันถูกสร้างบนโครงสร้างพื้นฐานแบบแข็ง (hard infrastructure) ดังนั้นถ้าคนและเมืองไม่ทำความเข้าใจกับโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า (blue infrastructure) อาทิ คู คลองพื้นที่ชุ่มน้ำ ตลิ่ง บึง ที่น้ำสามารถขึ้นลงได้ และบางครั้งวิถีชีวิตทำให้สามารถอยู่กับความเปียกชื้นได้
สิ่งนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำความเข้าใจว่าเมืองจะรองรับน้ำได้เท่าไหร่
แต่มันหมายถึงว่าชาวเมืองนั้น รองรับและปรับตัวกับน้ำได้เท่าไหร่ด้วย
ดังนั้นถ้าอยากให้คนยอมรับคำว่า “น้ำรอการระบาย” นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่าเราต้องปรับเมืองให้มันทนและพร้อมรับสภาพน้ำท่วมร่วมกัน
รอการระบายไม่ได้หมายความว่าข้อแก้ตัว
แต่ต้องปรับคำว่ารอการระบายให้หมายความว่าอยู่ร่วมกับน้ำได้
แต่อยู่ร่วมกับน้ำได้ต้องหมายถึงอยู่ร่วมแบบสมัครใจและเข้าใจ ไม่ใช่อยู่เพราะบางคนแห้งกว่าแล้วทำให้เราเปียกกว่า
หรืออยู่ร่วมแบบรอการชดเชยอย่างเดียว
น้ำรอการระบายจึงเป็นคำอธิบายที่ทำให้เราพึ่งพาการระบาย แต่ไม่ได้อธิบายว่าน้ำที่มีนั้นมันเป็นอย่างไร มาจากไหน มีคุณภาพไหม เต็มไปด้วยเชื้อโรค สารพิษไหม ต้นทุนของการรอระบายอยู่ที่ไหน
การรอการระบายหมายถึงเน้นที่การระบาย เมื่อเน้นที่การระบาย ก็เป็นการพุ่งเป้าไปที่รัฐว่ามีโครงสร้างพื้นฐานการรองรับการระบายอย่างไร และเป็นแรงกดดันย้อนกลับมาที่รัฐว่ามุ่งเน้นไปที่การระบาย ไม่ใช่เน้นการแก้ปัญหาในทางอื่น
และตอบไม่ได้ว่าระบายไปที่ไหน เพราะโลกแบ่งเป็นสองด้านเท่านั้นคือ ท่วมกับไม่ท่วม แห้งกับเปียก
และยังไม่ได้มองอีกด้านคือ คนจนและรวยนั้นปรับตัวกับน้ำรอการระบายอย่างไร เช่น ซื้อรถสูงขึ้นหรือคนชั้นกลางจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของการกลับบ้านเร็ว หรืออดทนปรับตัวต่อการรอขนส่งมวลชนในการไปทำงาน
และคนจนจะปรับตัวอย่างไร เช่น เขาต้องอพยพอย่างไร หรือทนกับมันอย่างไร รวมถึงถูกบีบให้ย้ายที่กรณีถูกทำให้เป็นเหยื่อจากระบบป้องกันน้ำท่วมแบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งอย่างไร
ความเข้าใจในเรื่องที่สองของความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเมืองในสัปดาห์นี้ ผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจด้วยว่าเมืองนั้นมีผลทำให้ฝนตกได้ด้วย นอกเหนือจากเข้าใจว่าเมืองนั้นเผชิญปัญหาสึนามิจากท้องฟ้า
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่คนเริ่มสนใจกันมากขึ้น มากกว่าเรื่องของโลกร้อน หรือโลกรวน เฉยๆ
เพราะความเข้าใจในเรื่องของโลกร้อน โลกรวน ทำให้เราเข้าใจแค่ว่าปัญหาของเรื่องฝนตกน้ำท่วมนั้นมาจากนอกเมือง ซึ่งทำให้เราคิดแต่ว่าจะป้องกันเมืองอย่างไร อาทิ ดูว่ามีฝนเคลื่อนมาจากไหน พายุเข้ามาแล้วจะอ่อนตัวลงไหม หรือว่าปริมาณน้ำไหลมาจากนอกเมืองแค่ไหน
เราอาจต้องลองคิดใหม่ว่าเมืองนั้นทำให้ฝนตกเพิ่มขึ้นด้วยไหม ปัจจัยในเมืองทำให้เกิดลักษณะของฝนและน้ำท่วมมากน้อยแค่ไหน
ข้อค้นพบล่าสุดที่มีการตีพิมพ์ในวารสารของนาซาก็คือ การพบว่าในฤดูร้อนความเปลี่ยนแปลงสภาวะทางอากาศมักจะเกิดจากกระบวนในระดับท้องถิ่น/พื้นที่เฉพาะ เช่น ความร้อน ความชื้นของอากาศที่มาจากอากาศที่ร้อน ที่สะสมเพิ่มขึ้นที่มาจากภูเขา และกระทบกับฟ้าคะนอง ละอองความชื้นที่เย็นที่เข้ามาจากทะเลสาบ ปะทะกับอากาศร้อนจากพื้นดิน และฝนที่มาจากเมฆ กระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดฝนหรือหิมะอย่างฉับพลัน
การค้นพบกระบวนการทำให้เกิดฝนตกก็คือการที่มีองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความไม่คงที่ของอากาศ เมื่ออากาศนั้นอุ่นกว่าอากาศโดยรอบ อากาศก็จะยกตัวขึ้น เพราะอากาศที่ใกล้พื้นผิวโลกถูกผลักขึ้น
คำถามที่ตามมาก็คือ อากาศมันถูกผลักขึ้นจากอะไร เช่น จากสิ่งที่หนาวเย็นกว่าที่อยู่ตรงหน้า จากภูเขา จากลมทะเล หรือจากเมือง
ประการที่สามที่ทำให้ฝนตก นอกจากอากาศที่แปรปรวน การผลักอากาศร้อนขึ้นที่สูงก็คือ ความชื้น เพื่อให้เกิดการกลั่นตัวของฝน
ในปัจจุบันมีสามแนวคิดใหญ่ว่าเมืองนั้นมีผลต่อฝนอย่างไร
หนึ่ง การทำความเข้าใจเรื่องเกาะแห่งความร้อน (heat island) หมายถึงเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงและใช้ที่ดินในเมืองกับละอองของเหลวในเมือง ด้วยว่าเมืองนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่ดูดซับความร้อน (มากกว่าดูดซับน้ำ) เช่น คอนกรีต เหล็ก และยางมะตอย และขาดระบบการระบายความร้อน โดยเฉพาะต้นไม้ไม่พอในการระบายความร้อน
เราจึงพบว่าอุณหภูมิในเมืองนั้นร้อนมากกว่าพื้นที่โดยรอบ และนี่คือสิ่งที่เรียกว่าภาวะเกาะความร้อนในเมือง (urban heat island effect) เมื่อความร้อนในเมืองเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้อากาศในเมืองแปรปรวน คืออากาศในเมืองจะร้อนกว่าอากาศโดยรอบ และอากาศที่ร้อนก็จะลอยตัวขึ้น และเมื่อมันยกตัวขึ้นมันจะพัฒนาเป็นเมฆก้อนใหญ่ และกลายเป็นฝน (ที่ตกหนัก) ในเวลาต่อมา
สอง อาคารในเมืองนั้นอาจจะสกัดขัดขวางการไหลเวียนของอากาศจากพื้นผิวของโลก ตึกรามในเมืองโดยเฉพาะตึกสูงมีผลทำให้อากาศ (อุ่น) มันถูกยกตัวขึ้นแทนที่จะผ่านไป เพราะมันปะทะกับโครงสร้างเหล่านี้และเมื่อมันยกตัวสูงขึ้นมันก็กลายเป็นเมฆที่ใหญ่และหนาแน่นมาก
สาม นอกจากอาคารในเมืองจะผลักให้อากาศร้อนมันพุ่งขึ้นบนอย่างรวดเร็ว แล้วยังแบ่งอากาศเป็นสองซีกเมื่อพายุมันกระแทกเข้ามาในเมือง ทำให้อากาศมันหมุนออกไปรอบเมือง และเมื่อมันมาปะทะกันอีกรอบอากาศมันก็จะยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกลายขึ้นไปเป็นก้อนเมฆ
อีกเงื่อนไขหนึ่งที่มีความสำคัญในเรื่อของฝนตกในเมืองก็คือเรื่องของมลภาวะและมลพิษในเมือง ซึ่งไม่ใช่แค่มีผลกระทบต่อการหายใจของเรา แต่ยังมีผลต่อการก่อตัวของก้อนเมฆและการตกของฝน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าก้อนเมฆในเมืองนั้นก่อตัวขึ้นมาโดยมีมลภาวะในเมืองเป็นองค์ประกอบสำคัญ และละอองของมลภาวะนั้นเป็นแกนกลางสำคัญในการทำให้เกิดเมฆในเมือง
ที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้เพื่อให้เห็นว่าปรากฏการณ์ความร้อนในเมือง โครงสร้างของเมือง และมลภาวะนั้นมีผลทำให้เกิดพายุและสึนามิจากฟ้า ไม่ใช่เข้าใจแค่ว่าน้ำท่วมมาจากพายุนอกเมือง น้ำไหลมาจากนอกเมือง และโครงสร้างการระบายน้ำที่ไม่เพียงพอ
นอกจากนี้คำว่า “น้ำรอการระบาย” ทำให้เราต้องเข้าใจเรื่องของ “การระบายความร้อนในเมืองด้วย” ดังนั้นถ้าเราสามารถระบายความร้อนในเมืองได้ ทั้งวัสดุการสร้างเมือง การสร้างโครงสร้างสีฟ้า หรือมีความเข้าใจภูมิประเทศของเมือง เราก็จะเข้าใจว่าจะต้องระบายความร้อนในเมืองด้วยไม่ใช่การรอระบายแต่ระบายแต่น้ำ หรือพร่องน้ำเท่านั้น
การออกแบบผังเมือง การออกแบบเมือง การเข้าใจว่าเมื่อทำเมืองให้ใหญ่ และแน่น อาจดีทางเศรษฐกิจ แต่จะมีผลต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมเมืองอย่างไรด้วย
ทั้งหมดที่กล่าวมาในสัปดาห์นี้อาจทำให้เราต้องเข้าใจ ยอมรับ และมองโลกของน้ำท่วมและฝนตกในเมืองเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกนิดนึง และลองคิดว่านโยบายและโครงการ รวมทั้งปฏิบัติการต่างๆ ในการรายงานสภาพอากาศแค่มองจากภายนอกว่าพายุมาเมื่อไหร่ วันนี้ฝนตกกี่เปอร์เซ็นต์ มาสู่การเข้าใจความเปราะบางของแต่ละพื้นที่ และมองว่าจะแก้ปัญหาจริงในพื้นที่ในระยะยาวอย่างไร
(หมายเหตุ พัฒนามาจาก Urban Rain. science.nasa.gov. 12/8/2006. Rahul Singh. Rain and the City: Fluid Geographies, Climate Change and Urban Spaces in West Bangal. Thesociologicalreview.org 9/8/2022. Graham Readfearn. Anotomy of a ‘rain bomb’: scientists strive to understand phenomenon that caused Australia’s east coast flood. theguardian,com. 4/05/2002)

