เมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง ไม่มีทางเลือก ผู้นำไทยสั่ง “บุก”
วีรกรรมของทหารไทยในอดีต…ที่ขอนำมาบอกเล่าลูก-หลาน ด้วยความภาคภูมิใจ กองทัพ คือ กำปั้นเหล็ก สนับสนุนการเจรจา ปัญหาเขตแดน-อาณาเขตของไทย ที่ “โดนปล้น” โดยฝรั่งเศสตั้งแต่รัชสมัยในหลวง ร.5
รัฐบาลไทยสมัยจอมพล ป. เคยส่งกองทัพ “รุก” ออกนอกประเทศ “เพื่อทวงคืน” มาแล้ว
ขอกล่าวถึงเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา นะครับ
พ.ศ.2483 จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายทหารไทยที่ไปศึกษาวิชาทหารเพิ่มเติมในฝรั่งเศส 3 ปี เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย ท่านติดตามสถานการณ์สงครามในยุโรปต่อเนื่อง ประจักษ์ในความปราชัยของฝรั่งเศสในยุโรป มองเห็น “โอกาส” อันยิ่งใหญ่ของไทย
ผู้นำของไทย ชิงลงมือ จัดตั้งคณะเจรจากับฝรั่งเศส เพื่อจะขอให้มีการ ปรับปรุงเส้นเขตแดน ที่ฝรั่งเศสมาลากเส้นเขตแดนตามใจชอบ เพื่อจะขอดินแดนรัฐบริวารของไทยคืนมา
(ผู้เขียนต้องขอชื่นชมบรรพบุรุษไทย ที่ใช้ภาษาทางการทูตว่า ขอปรับปรุงเส้นเขตแดน แทนที่จะใช้คำว่า ทวงคืนดินแดน)
มีการต่อรองเจรจากับรัฐบาลฝรั่งเศสที่กำลัง “หมดสภาพ” ฝรั่งเศสยืนยันไม่ขอเปลี่ยนแปลงอาณาเขต … ไทยไม่มีทางเลือก
จอมพล ป. สั่งการ 3 เหล่าทัพที่พร้อมอยู่แล้วปฏิบัติการตามแผน
จัดตั้ง กองทัพสนาม เพื่อรุกเข้ายึดดินแดนคืนจากฝรั่งเศส โดยแบ่งเป็นกองทัพบูรพา (ยึดศรีโสภณ ไพลิน พระตะบอง) กองทัพอิสาน (ยึดจำปาศักดิ์) และกองทัพพายัพ (ยึดปากลาย หงสา เชียงฮ่อน)
กองทัพบกใช้กำลัง ทหารราบ เป็นหน่วยหลักเพื่อเข้ายึดและรักษาพื้นที่ โดยมีกำลังสนับสนุนจากทหารปืนใหญ่ รถถัง และเครื่องบิน
ขอเจาะประเด็นการ “รบด้วยวิธีรุก” ที่ชายแดนเขมร
23 ธันวาคม 2483 พันตรี นิ่ม ชโยดม เป็นผู้บังคับกองพัน ได้นำทหารในบังคับบัญชาเข้ายึดดินแดนด้านทิศตะวันออกติดกับประเทศกัมพูชา ตามแนวหลักเขตแดนที่ 43 ถึง 46 ลึกเข้าไปราว 10 กิโลเมตร ซึ่งเคยเป็น
ดินแดนของไทยมาก่อน
วันนั้น…ประเทศเขมรยังเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ยังไม่มีตัวตนในโลก เป็นเพียงเผ่าพันธุ์หนึ่ง แปลว่า ประเทศนี้ยังไม่ปฏิสนธิ
กองทัพบก…เอาแน่ สั่งเคลื่อนกำลัง
21 ธันวาคม 2483 พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 (นามหน่วยในสนาม) พร้อมด้วย ผบ.ร้อย เจ้าหน้าที่ บก.พัน. และ บก.ร้อย.บางส่วน เดินทางโดยรถไฟจากสถานีมักกะสัน กรุงเทพฯ ไปยัง อ.วัฒนานคร จ.ปราจีนบุรี เพื่อรายงานตัวต่อผู้บัญชาการกองพลพระนคร
กำลังทหารส่วนใหญ่ของกองพันเดินทางโดยรถไฟไป อ.วัฒนานคร โดย ร้อยตรี ยง ณ นคร ผบ.หมวดอาวุโส ซึ่งอยู่ในกองร้อยที่ 4 เป็นผู้ประสานงานการเดินทางโดยรถไฟของกองทัพบูรพา
22 ธันวาคม 2483 หลังจาก ผบ.พัน.เข้าประชุมรับทราบสถานการณ์ทั่วไปและสถานการณ์เฉพาะด้าน อ.อรัญประเทศ
ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการ กองพลพระนคร ให้กองพันทหารราบที่ 3 เข้าวางกำลังในพื้นที่บ้านโคกสูง-บ้านโนนหมากมุ่น (ที่กำลังเป็นข่าวดังในขณะนี้)
กองพันที่ 3 ต้องไปผลัดเปลี่ยนกำลังกับ หมวดทหารม้า ซึ่งทำหน้าที่รักษาปีกซ้ายของกองพลลพบุรี ส่งมอบพื้นที่ รับทราบแผนปฏิบัติการของกองพลพระนครขณะนั้น กับเตรียมพื้นที่เพื่อกำลังพลส่วนใหญ่ของกองพัน ซึ่งจะเดินทางโดยรถไฟถึงในวันที่ 23 ธันวาคม 2483
พื้นที่วางกำลังอยู่บริเวณหมู่บ้านหนองคุ้ม ทางทิศเหนือของ อ.วัฒนานคร ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร
เวลาประมาณ 13.00 น. ผบ.พัน. นำ ผบ.ร้อย. ผบ.หมวดสื่อสาร และเจ้าหน้าที่ของกองพันเดินทางโดยรถยนต์ไปตรวจภูมิประเทศบ้านโคกสูง และบ้านโนนหมากมุ่น ไปเยี่ยมหมวดทหารม้า ซึ่งจะไปผลัดเปลี่ยนในวันรุ่งขึ้น เพื่อขอทราบเหตุการณ์และข่าวข้าศึกที่เผชิญหน้า
หลังจากตรวจภูมิประเทศเสร็จ ระหว่างทางได้แวะเยี่ยมหมู่บ้านละลมติม บ้านหนองสัง และบ้านหนองบัว ทั้งหมดนี้คือพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร ที่กำลังคุกรุ่นด้วยไฟสงคราม
ไปตรวจภูมิประเทศบ้านหนองคุ้มและสั่งการแบ่งพื้นที่สำหรับการวางกำลังของกองร้อย
23 ธันวาคม 2483 เวลาประมาณ 13.30 น. กำลังส่วนใหญ่ของกองพันทหารราบที่ 3 ซึ่งเดินทางโดยรถไฟจากสถานีสามเสนและสถานีมักกะสันมาถึงสถานีวัฒนานคร
ทหารหาญหลายร้อยนายขึ้นรถบรรทุกไปยังบริเวณบ้านโคกสูง ซึ่งผู้บังคับกองพันกำหนดให้เป็นที่ตั้งทางยุทธวิธีชั่วคราว
ผบ.หน่วยทั้งหลายทำตามตำราเป๊ะ….ฝึกมาอย่างไรก็ทำตามที่ฝึกมา วางสายโทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสาร และวางอาวุธกลเพื่อวางพื้นยิงป้องกันหน้าที่มั่น ส่ง “ยามคอยเหตุ” ออกไปประจำตามจุดต่างๆ เพื่อตรวจเฝ้าข้าศึกที่อาจเล็ดลอดเข้ามา
ผบ.พัน.สั่งการให้กองร้อยที่ 2 ไปรับมอบหน้าที่จากหมวดทหารม้า ยึดรักษาบ้านโนนหมากมุ่น ซึ่งอยู่ริมเขตแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตหมายเลข 43 และ 44
ตั้ง บก.ร้อย ที่บ้านโนนหมากมุ่น ห่างออกไปประมาณ 200-300 เมตร และส่งกำลัง 1 หมวดสมทบด้วยหมู่ปืนกลหนัก 1 หมู่ไปสร้างที่มั่นยึดรักษาภูมิประเทศที่พิจารณาแล้วว่าเป็นที่ที่เหมาะสม ใกล้ลำห้วยที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา
ระหว่างทหารไทยเข้าวางกำลังนั้น…ห่างออกไปฝั่งตรงข้ามมีทหารข้าศึกกำลังถากถาง ทำเส้นทางเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ริมห้วยเช่นกัน
3 กองร้อยปืนเล็กตรึงกำลังระหว่างบ้านโคกสูงกับบ้านโนนหมากมุ่น กระจายกันอยู่เป็นแนวขนานกับเส้นเขตแดน
ทหารราบ เมื่อเข้าที่ตั้งจะต้อง “ขุดดิน” ทำที่มั่นให้แข็งแรงที่สุด ต้องขุดหลุม สร้างที่ตั้งยิงด้วยตัวเองทั้งวันทั้งคืน
24 ธันวาคม 2483 กองพันทหารราบที่ 3 ได้รับ คำสั่งเตรียม เพื่อการรุกไปยึดเมืองศรีโสภณในเขมรตามแผนของกองทัพบูรพา
ระหว่างนั้นพื้นที่ตามแนวชายแดนมีการรบปะทะกับฝ่ายอินโดจีนฝรั่งเศสอยู่ประปราย หลายพื้นที่ชายแดน
กำลังทหารของกองทัพฝรั่งเศสส่วนใหญ่เป็นทหารจากเมืองขึ้น เริ่มออกลาดตระเวน…เริ่มรบปะทะ ใช้อาวุธยิงต่อสู้อย่างเข้มข้น
6 มกราคม 2484 ข้าศึกส่งกำลังทหารฝรั่งเศส 22 คน ทหารแขก 28 คน ใช้รถยนต์มาตามถนนที่ยกคันดิน จากบ้านยางไปจดลำห้วยหน้าบ้านโนนหมากมุ่น ถือว่าล้ำแดนไทย
ทหารไทยที่วางกำลังซุ่มอยู่แล้วเปิดฉากระดมยิงใส่ มีเจ็บ มีตาย จับเชลยศึกได้ 2 คน เป็นทหารฝรั่ง 1 คน และทหารแขก 1 คน
(ทหารแขก คือทหารที่มาจากอาณานิคมของฝรั่งเศสเพื่อสู้รบ ในขณะที่ทหารฝรั่งเศสจะเป็นผู้บังคับหน่วย สั่งการ)
การสู้รบเข้มข้นขึ้นตลอดแนวชายแดนทั้งบก เรือ อากาศ
สมรภูมิบ้านพร้าว คือที่หมายนอกประเทศ
10 มกราคม 2484 กองพันทหารราบที่ 3 ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนที่รุกข้ามเขตแดนเข้ายึดบ้านพร้าว
11 มกราคม 2484 เวลา 06.00 น. กองพันทหารราบที่ 3 เคลื่อนกำลังผ่านบ้านยางถึงบ้านพร้าว
ทหารไทยเข้ายึดและดัดแปลงภูมิประเทศตามแนวทิศตะวันออกของบ้านพร้าว ผบ.พัน. พันกระดูกเหล็ก ออกตรวจพื้นที่ทันที
บ้านพร้าว อยู่ห่างจากเขตแดนไทยเข้าไปในดินแดนกัมพูชาประมาณ 7 กิโลเมตร มีบ้านเรือนราษฎรอยู่ประมาณ 100 หลังคาเรือน
ระหว่างตรวจพื้นที่บริเวณบ้านพร้าว ผบ.พัน.สังเกตเห็นว่าบริเวณทุ่งนา มีร่องรอยการดัดแปลงภูมิประเทศของข้าศึก มีรอยรถตีนตะขาบบุกป่าละเมาะให้ราบรอยหลุมใหญ่ๆ ลักษณะคล้ายสนามเพลาะกับมีเส้นทางชั่วคราวที่ข้าศึกมาเตรียมการเข้าตีไว้แล้ว
น่าฉงนว่า…ระหว่างเคลื่อนกำลังมาบ้านยางและบ้านพร้าว ไม่มีการต้านทานจากข้าศึกแต่อย่างใด…ถือว่า ผิดสังเกต
นี่คงเป็น การลวง ของข้าศึกที่ปล่อยให้ฝ่ายไทยเข้ายึดพื้นที่ เพื่อจะได้ ทุ่มกำลังเข้าโจมตีทำลายล้างในภายหลัง
ผบ.พัน.เห็นว่าจะยึดอยู่ที่บ้านพร้าวต่อไปอีกไม่ได้ เพราะข้าศึกรู้ที่ตั้งของฝ่ายไทยและเตรียมการจู่โจมเข้าตีไว้อย่างดี เกรงว่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบกับคาดว่าข้าศึกจะเข้าตีกองพันทหารไทยในอีกไม่ช้านี้
ผบ.พัน.ขออนุมัติเลื่อนแนวตั้งรับจากบ้านพร้าวไปยึดห้วยยาง ห่างออกไปข้างหน้าประมาณ 3 กิโลเมตร
มีคำสั่งอย่างเฉียบขาดให้ทุกหน่วยปกปิดกำลังที่แท้จริงของฝ่ายเราห้ามยิงอาวุธหนักเด็ดขาด ถ้าปืนนำไม่ยิง และหากข้าศึกที่เป็นส่วนลาดตระเวนเข้ามาน้อยกว่า 10 คน ห้ามยิงเด็ดขาด
ให้ ร.ต.ยง ณ นคร ผบ.มว. ปืนกลหนัก เป็นผู้เปิดฉากการยิง
ข้าศึก…เข้าใจว่ากองพันทหารไทยยังตั้งมั่นอยู่ที่บ้านพร้าว
ทหารไทยรอการโจมตีของข้าศึก ดัดแปลงที่มั่นเพิ่มเติมตรวจสอบที่หมายจำลอง ในฉากการยิงหลัก ถากถางพรางพื้นยิง เตรียมอาวุธกระสุน อาหารและน้ำเพิ่มเติมสำหรับ 2 วัน
ต อนค่ำวันนั้น…กองพันได้ยินเสียงรถยนต์ข้าศึกจำนวนมากในระยะไกล
14 มกราคม 2484 ช่วงบ่าย กองพันทหารราบที่ 3 เคลื่อนที่ในรูปขบวนรบ เข้ายึดลำห้วยยาง วางกำลังตามทางยาวลึก 200 เมตร เป็นที่มั่นตั้งยิงปืนใหม่วางฉากการยิงหลัก ดัดแปลงภูมิประเทศ วางกำลัง 3 กองร้อยเคียงกันตามแนวลำห้วย
ข้าศึกนับร้อยเคลื่อนเข้ามาใน พื้นที่สังหาร
ผู้หมวด ยง ณ นคร ผู้ได้รับมอบให้เป็นผู้ยิงปืนหลัก ในเย็น รอจนกระทั่งส่วนหน้า หัวขบวนของข้าศึกเดินถึงทางข้ามลำห้วย ห่างประมาณ 30 เมตร ผบ.หมวดปืนกลหนักลั่นห่ากระสุนสังหารเป็นคนแรก จากนั้นทุกกองร้อยสาดกระสุนใส่ขบวนของข้าศึกแบบ ห่าฝน
ข้าศึกเสียชีวิต บาดเจ็บ ในพื้นที่สังหาร ปืนใหญ่จากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ฯ ยิงทำลายข้าศึกที่ห่างออกไปอย่างต่อเนื่อง
รบประชิดถึงขนาดใช้ดาบปลายปืน การสู้รบดำเนินไปจนรุ่งสว่าง
ช่วงเช้ามืด…ข้าศึกได้ถอยร่นห่างออกไป ผบ.พัน.3 เคลื่อนที่รุกไล่ติดตามข้าศึกไปประมาณ 1 กม. ไม่พบการต้านทานของข้าศึก
ฝ่ายเสนาธิการกองพลเกรงว่ากองพันจะ “ล้ำแนว” ที่กองทัพและกองพลกำหนด มีคำสั่งให้สั่งหยุด ตั้งรับปรับแนว เพื่อยึดรักษาและต้านทานข้าศึกที่อาจจะเข้ามาได้
ทหารม้า ที่เป็นหน่วยระวังปีก…ขอเข้าร่วมสังหาร
กองพลพระนครได้ส่งรถถังแบบ 76 จำนวน 2 คัน จากกองร้อยรถรบ โดยร้อยเอก สนิท หงษ์ประสงค์ ผบ.ร้อย ขึ้นไปช่วยสนับสนุน
รถถัง 2 คัน บุกตะลุยเข้าไปในพื้นที่หน่วยข้าศึกอย่างห้าวหาญ พลประจำรถกระโดดลงมาจับเชลยศึกได้ 12 คน เข้าไปยึดธงชัยเฉลิมพลประจำกองพันทหารต่างด้าว ตลอดจนอาวุธประจำกองพันได้เป็นจำนวนมาก กองร้อยที่ 3 จับเชลยศึกบาดเจ็บ 1 คน
พบศพทหารข้าศึก 49 ศพ
17 มกราคม 2484 ทหารฝรั่ง 2 คนถือธงขาวเข้ามามอบตัว
ฝ่ายไทยตาย 1 คน คือ พลทหารจอน ปรีพงศ์ บาดเจ็บสาหัส 2 คน
มีข้อมูลภายหลังว่า…ในวันนั้นฝรั่งเศสไม่มีทหารในกองหนุนเลยถ้าทหารไทยทำการรุกต่อไป ก็อาจเข้ายึดเมืองศรีโสภณแน่นอน
สงครามยุติธงชัยเฉลิมพลของหน่วย ร.พัน.3 ได้รับการประดับเหรียญกล้าหาญ ได้รับสมญานามว่า “กองพันทหารเสือ” ต่อมา ร.พัน.3 นี้ได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็นกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก
รักษาพระองค์ (ร.1 พัน.2 รอ.)
พันตรี นิ่ม ชโยดม (ยศขณะนั้น) ได้รับบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็น ขุนนิมมาณกลยุทธ (นิมมาณกลยุทธ แปลว่า ผู้วางแผนการยุทธอันล้ำเลิศ) ได้รับเกียรตินำมาเป็นชื่อค่ายทหารใน จ.สระแก้ว
เลื่อนยศ ร.อ.สนิท หงษ์ประสงค์ ผบ.ร้อยรถรบ เป็นพันตรี และได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ พร้อมทั้งพลประจำรถทุกนาย
คนไทย…ขอแสดงความศรัทธาในความกล้าหาญของทหาร 3 เหล่าทัพทุกท่าน ชั่วนิรันดร์…
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

