ฝ่ายค้าน : เสียงเล็กที่ไม่อาจดับ, กรณีของมาเรีย โครีนา มาชาโด
ในโลกที่พายุแห่งอำนาจหมุนวนประหนึ่งพายุหมอกกลางทะเล ความเงียบคือภัยร้ายเงียบงันที่สุด และฝ่ายค้านนั่นเองที่เป็นแสงริบหรี่ซึ่งชี้ทางคนหลงป่าให้กลับมาเห็นทิศ มนุษย์ในโลกสมัยใหม่อาจพูดคำว่า ประชาธิปไตย จนลิ้นชาชิน แต่แท้จริงแล้ว ประชาธิปไตยมิใช่เครื่องประดับอันวิจิตร หากคือโครงสร้างที่ซับซ้อน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลากหลายซึ่งหนึ่งในนั้น และอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ขาดไม่ได้ คือ ฝ่ายค้าน
เสียงค้านที่แท้ มิใช่เสียงขัดขวาง แต่คือเสียงเตือนสติ เป็นกระจกเงาเงียบที่ตั้งอยู่ตรงหน้าผู้ถืออำนาจ เพื่อให้เขาเห็นเงาตนเอง และเห็นเงามืดที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัว มิใช่เพื่อจะล้มล้าง หากเพื่อให้รู้เท่าทันอำนาจของตน แล้วดำรงตนให้อยู่ในกรอบธรรมาธิปไตย
ในวาระปี พ.ศ.2568 นี้ โลกได้ประจักษ์อีกครั้งว่า ฝ่ายค้านที่แท้สามารถยืนหยัดได้แม้อยู่ใต้เงื้อมเงาแห่งเผด็จการ เมื่อคณะกรรมการรางวัลโนเบลแห่งนครออสโล ประกาศยกย่อง นางมาเรีย โครีนา มาชาโด (María Corina Machado) หัวหน้าฝ่ายค้านแห่งประเทศเวเนซุเอลา เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในฐานะผู้รักษาเปลวไฟแห่งเสรีภาพไว้ในยามที่ความมืดกำลังกลืนแผ่นดินของเธอ
มาเรีย โครีนา มาชาโด มิใช่หญิงสามัญธรรมดาที่บังเอิญลุกขึ้นมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน หากเป็นสตรีที่เติบโตจากตระกูลเก่าแก่ผู้มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจและการเมืองเวเนซุเอลา บิดาของเธอเป็นนักอุตสาหกรรมผู้ก่อตั้งบริษัทเหล็กกล้าอันยิ่งใหญ่ ครอบครัวมีฐานะและมีการศึกษา เธอสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกอันทรงเกียรติในกรุงการากัส และศึกษาต่อด้านนโยบายสาธารณะที่มหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐอเมริกา
เธอเข้าสู่การเมืองในยุคที่ฮูโก ชาเวซ กำลังขยายอำนาจแบบเบ็ดเสร็จทั่วประเทศ ผู้คนมากมายในสังคมต่างนิ่งเฉยต่อการรวบอำนาจของรัฐ แต่มาชาโดกลับเลือกเดินคนละทาง เธอก่อตั้งองค์กรภาคประชาชนชื่อ Súmate เพื่อผลักดันให้เกิดการลงประชามติถอดถอนประธานาธิบดีใน พ.ศ.2547 นั่นเป็นก้าวแรกที่เธอประกาศตนเป็นผู้ท้าทายเผด็จการอย่างเปิดเผย และนับแต่นั้นมา เธอไม่เคยถอย
มาเรีย โครีนา มาชาโด ลงสมัครรับเลือกตั้งและได้รับตำแหน่งสมาชิกสภาแห่งชาติใน พ.ศ.2553 กล่าวปราศรัยอย่างกล้าหาญต่อหน้าชาเวซ จนถูกขับออกจากสภาในเวลาต่อมา แต่ไม่ใช่เพราะเธอทำผิด หากเพราะเธอกล้าพูดในสิ่งที่ผู้อื่นไม่กล้า
ภายหลังการตายของชาเวซ อำนาจตกอยู่ในมือของ นิโกลัส มาดูโร ผู้สืบทอดแนวทางเผด็จการ พรรคฝ่ายค้านแตกแยกและอ่อนกำลัง เธอจึงก้าวขึ้นมานำ และพยายามสร้างเอกภาพให้ฝ่ายค้านที่กระจัดกระจายกลับมามีเป้าหมายเดียว นั่นคือการฟื้นฟูประชาธิปไตยของเวเนซุเอลา
ประเทศเวเนซุเอลาในปัจจุบันไม่ใช่ประเทศที่ฝ่ายค้านสามารถเดินขบวนตามถนนได้อย่างอิสระ ดังที่เราเห็นในยุโรปหรือบางประเทศในเอเชีย หากเป็นประเทศที่ผู้พูดคำวิจารณ์รัฐบาลอาจต้องลี้ภัย หายตัว หรือถูกจับขังอย่างไร้ร่องรอย
รัฐบาลมาดูโรใช้วิธีที่เรียบง่ายแต่ได้ผล คือตัดสิทธิมาชาโดจากการลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่าเธอสมคบคิดกับมหาอำนาจต่างชาติ เธอถูกเพ่งเล็ง ถูกห้ามเดินทาง ถูกบุกบ้าน ถูกคุกคามทางสื่อ และถูกกล่าวหาทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
แต่ทว่าเธอไม่หนีไปต่างประเทศ เธอเลือกที่จะอยู่ในเวเนซุเอลาอย่างเงียบสงบ แต่ไม่เงียบงัน เธอเคลื่อนไหวใต้ดิน พบปะประชาชนในชุมชน ท้าทายอำนาจด้วยวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง พูดกับโลกผ่านเครือข่ายสื่อระหว่างประเทศ
ในโลกที่เผด็จการสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องมีรถถังเข้ายึดรัฐสภาอีกต่อไป หากเพียงมีกฎหมายไม่กี่ฉบับและสื่อที่ถูกควบคุม การดำรงอยู่ของฝ่ายค้านจึงกลายเป็น ความกล้าเชิงสันติวิธี ซึ่งมาชาโดแสดงออกอย่างไม่บิดเบือน
ในความเข้าใจของคนทั่วไป ฝ่ายค้าน คือผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล แต่ในความเข้าใจของนักการเมืองผู้ใหญ่ที่แท้จริง ฝ่ายค้านคือ “เงา” ที่ช่วยให้ผู้ปกครองเห็นขอบเขตของตนเอง
เมื่อรัฐบาลออกนโยบาย ฝ่ายค้านมิได้มีหน้าที่เพียงค้านเพื่อค้าน หากคือการตรวจสอบ ถ่วงดุล ชี้ให้เห็นจุดบอด และเสนอมุมมองอื่นแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งจึงมิใช่ศัตรูของรัฐบาล หากเป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยในการควบคุมมิให้อำนาจล้นหลาม เมื่อไม่มีฝ่ายค้าน รัฐบาลก็จะกลายเป็นทั้งผู้วางกติกา ผู้เล่น และผู้ตัดสินในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย
อาจเปรียบได้ว่า รัฐบาลคือดวงอาทิตย์ ส่วนฝ่ายค้านคือดวงจันทร์ เนื่องจากดวงจันทร์มิได้ส่องแสงของตนเอง แต่สะท้อนแสงของดวงอาทิตย์ และด้วยเงาจันทร์นี่เองที่เราจึงเห็นว่าโลกหมุน มีเวลา มีสมดุล หากมีแต่ดวงอาทิตย์ โลกคงไหม้เกรียมไปนานแล้ว
โลกยุคปัจจุบันมิใช่โลกที่ประเทศหนึ่งจะปิดประตูอยู่ตามลำพังได้อีกต่อไป การปิดเสียงฝ่ายค้านในประเทศหนึ่ง ย่อมส่งเสียงสะเทือนไปยังประเทศอื่น เพราะว่าเมื่อไม่มีฝ่ายค้านแล้ว
การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนก็อ่อนแอ? เกิดผู้อพยพ? ประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบ
เมื่อไม่มีฝ่ายค้าน เศรษฐกิจผูกขาดกับคนกลุ่มเดียว? การทุจริตเฟื่องฟู? ตลาดโลกสั่นสะเทือน
เมื่อไม่มีฝ่ายค้าน เสียงประชาชนไม่ถึงโลก? การละเมิดสิทธิเกิดขึ้นโดยไม่มีพยาน
ฝ่ายค้านจึงไม่ใช่เรื่องภายในประเทศเพียงอย่างเดียว หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายประชาธิปไตยโลก ที่ถ่วงดุลอำนาจระหว่างประเทศอย่างแยบยล
การที่คณะกรรมการรางวัลโนเบลมอบรางวัลสาขาสันติภาพให้แก่มาชาโดใน พ.ศ.2568 นี้ จึงมีนัยสำคัญเกินกว่าการยกย่องบุคคลหนึ่งคน หากคือการประกาศต่อโลกว่า ฝ่ายค้าน ซึ่งยืนหยัดอย่างสงบและไม่ใช้ความรุนแรงท่ามกลางความมืดของเผด็จการ คือ ผู้สร้างสันติภาพที่แท้จริง
เนื่องจากเธอไม่มีกองทัพ ไม่มีกองเงินทองมากมาย ไม่มีสื่อในมือ แต่เธอมีความเชื่อ และความอดทน และเพราะสิ่งนี้เองที่เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ เธอเป็นสตรีที่รัฐบาลมาดูโรพยายามจะทำให้เงียบ แต่กลับกลายเป็นว่าทั่วโลกกลับได้ยินเสียงของเธอดังก้องยิ่งกว่าเดิม
ฝ่ายค้านที่แท้ ไม่ใช่ศัตรูของชาติ หากเป็นผู้รักษาวิญญาณของชาติเอาไว้ให้ไม่ถูกกลืนโดยอำนาจ เมื่อใดที่ฝ่ายค้านสิ้นฤทธิ์ ประชาธิปไตยก็เสื่อม และเมื่อประชาธิปไตยเสื่อม ชาติทั้งชาติย่อมอยู่ในเงื้อมมือของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน
มาเรีย โครีนา มาชาโด ได้แสดงให้เห็นว่า แม้เธอเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งในประเทศที่ถูกปิดล้อมด้วยกฎหมายและกองกำลัง เธอยังสามารถยืนหยัดและส่งเสียงไปถึงเวทีโลกได้ เพราะฝ่ายค้าน ไม่จำเป็นต้องมีปืน หากมีศรัทธาและความจริง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

