
เพลงฉ่อย – เพลงฉ่อยและเพลงชาวบ้านชื่อต่างๆ ในกลุ่มเดียวกันไม่มีกำเนิดจากกรุงสุโขทัย (ตามตำราของสถานศึกษาทั่วประเทศมานานมาก) เพราะคนไทยและความเป็นไทยไม่มีถิ่นกำเนิดและไม่อพยพจาก “อัลไต-น่านเจ้า” ทำให้กรุงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของคนไทยแท้ “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ดังนั้นอะไรๆ ก็ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งที่กรุงสุโขทัย ตามที่ถูกทำให้เชื่ออย่างนั้น
เพลงพื้นบ้านคือเพลง “ไม่ไทย”
ตำราความเป็นไทยจัดเพลงฉ่อยและเพลงกลุ่มเดียวกันเป็นเพลงพื้นบ้าน (หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง) ซึ่งหมายถึงเพลง “ไม่ไทย” ที่เป็นคำด้อยค่าเพลงต่างๆ ของชาวบ้าน
เพลงฉ่อยแท้จริงแล้วมีต้นทางความเป็นมายาวนานหลายพันปีมาแล้ว ที่ต้องนับเป็นเพลงไทยต้นทาง (เก่าสุดชุดหนึ่ง) ของภาคกลางบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยพบหลักฐานวิชาการสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ดังนี้
(1.) ปัจจุบันเพลงฉ่อยร้องเล่นเป็นภาษาไทย ซึ่งมีรากเหง้าจากตระกูลภาษาไท-กะได หรือ ไท-ไต ที่พบหลักฐานเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณพรมแดนจีน (ทางใต้) กับ เวียดนาม (ทางเหนือ)
ต่อมาหลักจากนั้น ภาษาไท-ไต ถูกใช้เป็น “ภาษากลาง” ทางการสื่อสารต่างชาติพันธุ์ และทางการค้าดินแดน “โซเมีย” ภายในสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ภาษาไท-ไต แผ่ไปทั่วทุกทิศทาง
คนหลายชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาไท-ไต เป็น “ภาษากลาง” ถูกเรียกสยามหรือชาวสยาม (ซึ่งจะเรียกตนเองว่าไทยต่อไปข้างหน้า)
(2.) ฟ้อนขับด้วยภาษาตระกูลไท-ไต ในพิธีกรรมทางศาสนาผีเกี่ยวกับ “ทำขวัญ” เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร และขอความคุ้มครองให้ปลอดภัยจากผีร้ายที่บันดาลความเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อหลายพันปีมาแล้ว พบหลักฐานลายสลักรูปคนจำนวนหนึ่งฟ้อนขับในพิธีกรรมบนเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริด (โลหะผสมทองแดง-ดีบุก) อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว (ราวเรือน พ.ศ. 1) ที่เวียดนามบริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม อันเป็นแหล่งกำเนิดภาษาไทยในตระกูลภาษาไท-กะได หรือ ไท-ไต (ที่จะมีพัฒนาการเป็นภาษาไทยต่อไปข้างหน้า) ซึ่งเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายในของ “ชาวสยาม” ลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์
คำที่มีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ให้มีความมั่งคั่งและมีความปลอดภัยจากผีร้าย พบในคำไท-ไต-ลาวลุ่มน้ำโขง ดังนี้
ช่อย (ช่วย) ช่วยเหลือเกื้อกูล, ช่วยป้องกันไม่ให้มีภัยอันตราย (หน้า 272), ซ่อย ช่วยเหลือ (หน้า 296), สอย ถ้อยคำตลกเพื่อความสนุกสนาน ในเวลาที่หมอลำ (ได้) ลำจบแต่ละกลอน (หน้า 760) (จากหนังสือ สารานุกรมภาคอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532)
ทั้ง 3 คำนี้ใกล้เคียงมากกับคำว่า “ฉ่อย” ทั้งเสียงและความหมายเก่าสุด
(3.) ภาษาและวัฒนธรรมแผ่กระจายตามเส้นทางการค้าโซเมียอันเป็นดินแดนภายในสุวรรณภูมิ จาก “โขง-ชี-มูล” และสาละวิน ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว โดยคนไม่จำเป็นต้องไปด้วยหรือจะไปด้วยก็ได้ (ไม่จำกัด)
กระทั่งแผ่ถึงลุ่มน้ำมูล มีศูนย์กลางชาวสยามเก่าสุดอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา ต่อมาคือเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง (ชาวสยาม) ซึ่งพูดไท-ไต สำเนียงโคราช และเล่นเพลงโคราชด้วยภาษาไท-ไต (ซึ่งเป็น “เมืองเก่า” ของนครราชสีมา ปัจจุบัน)
[ข้อมูลเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) มีมากอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568]
(4.) สำเนียงโคราชกับเพลงโคราช แผ่ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อหลังจากกษัตริย์เมืองเสมา (ศรีจนาศะ), เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์), และกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรี) ร่วมกันสถาปนาเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา)
เมืองอโยธยา เป็นชาวสยาม นับถือศาสนาพุธ เถรวาทแบบลังกา (คือเมืองเก่าของอยุธยา) พูดสำเนียง “เหน่อ” โคราช แบบยานคาง เป็นสำเนียงหลวงของอโยธยา-อยุธยา (ตอนต้น) และเล่นเพลงโคราชที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเพลงฉ่อย จึงยกย่องเพลงโคราชเป็น “ครู”
ซึ่งสอดคล้อง “นักปราชญ์สยามทางดนตรีไทย โขน, ละคร และการละเล่นของไทย” นายมนตรี ตราโมท สันนิษฐานว่าเพลงฉ่อย น่าจะมาจากการนำเพลงโคราช มาใช้เป็นบทไหว้ครูและเกริ่น
[“ลักษณะเพลงไทย” ของนายมนตรี ตราโมท ในหนังสือ เกร็ดความรู้เรื่องดนตรีไทย พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพิษณุ แช่มบาง 6 มิถุนายน 2509 อ้างในบทความเรื่อง เพลงฉ่อย : ข้อสังเกตและข้อสันนิษฐานใหม่ โดย สตานันท์ ครุฑพิเชฐ ใน ศิลปวัฒนธรรม ตุลาคม 2568 หน้า 10]
เพลงฉ่อยเหนือ-เพลงฉ่อยใต้
แบ่งเหนือ-ใต้ ตามการแบ่งพื้นที่ (อย่างคลุมเครือ) ของรัฐโบราณสมัยหลัง พ.ศ. 1800
เหนือ คือ รัฐสุโขทัย ที่รัฐอยุธยาเรียก “เมืองเหนือ” มีสุโขทัย, พิษณุโลก, อุตรดิตถ์, ตาก, พิจิตร, นครสวรรค์
ความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเมืองรัฐสุโขทัยถูกบันทึกลายลักษณ์อักษรไทยเป็นเรื่องเล่า แล้วมีผู้รวบรวมสมัยรัตนโกสินทร์ จึงตั้งชื่อ “พงศาวดารเหนือ”
ใต้ คือรัฐอโยธยา-อยุธยา ที่รัฐสุโขทัยเรียก “เมืองใต้” (ตรงกับภาษาเขมรว่า “กรอม” ไทยเรียก “ขอม” แปลว่าทางใต้)
