หน้าแรก คอลัมนิสต์ ฟิลิปปินส์ กั...

ฟิลิปปินส์ กับการประชุมสุดยอดอาเซียน : โดย สีดา สอนศรี

27.04.17 | 14:00 น.

ฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน 2017 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เป็นการจัดในวาระที่สมาคมอาเซียนได้จัดตั้งมาครบรอบ 50 ปีด้วย ขณะนี้ในประเทศฟิลิปปินส์ได้สั่งงดสายการบินหลายสาย ปิดถนนที่เมือง Pasay และเมือง Makati เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าประชุม หัวข้อสำคัญ (Theme) ในครั้งนี้ คือ Partnering for Change, Engaging for the World ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทางการฟิลิปปินส์ต้องการจะสื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในอาเซียน ในหลายประเด็นเพื่อให้เกี่ยวพันกับโลกปัจจุบัน เพื่อความคล่องตัวและปลอดภัยในการจราจรระหว่างการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เตรียมตำรวจไว้ 28,000 นาย เพื่อต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุม

นัยสำคัญของการประชุมครั้งนี้ มี 6 ประการ คือ

1.เน้นในการเสริมสร้างพลังสตรี ปกป้องสตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ไปทำงานต่างประเทศ ให้มีความปลอดภัย

2.เน้นการรักษาสันติภาพและการมีเสถียรภาพในภูมิภาค โดยพยายามหาทางหยุดยั้งการค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสงบ ซึ่งมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาค

3.การสร้างความร่วมมือในการป้องกันทางทะเลในเขตที่ประชาชนอาศัยอยู่ หรือเป็นชาวประมงที่อยู่ในน่านน้ำ ให้มีความปลอดภัย ปราศจากความกลัว จึงต้องมีแผนในการจัดการดังกล่าวให้มีความเข้มแข็ง

Advertisement

4.สร้างสรรค์การเจริญเติบโตด้านนวัตกรรมรวม นั่นก็คือ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการระดับเล็กและระดับกลางให้มีธุรกิจที่มั่นคง และพร้อมที่จะเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อแข่งขันในระดับโลกได้

5.การฟื้นฟู และป้องกันภัยพิบัติ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศร่วมกัน

6.การสร้างตัวแบบความร่วมมือส่วนภูมิภาคในอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ให้โลกรับรู้ถึงปัญหาที่สำคัญๆ ของอาเซียน เช่น ปัญหาข้ามชาติที่เป็นภัยระหว่างประเทศต่างๆ การร่วมกันในหัวข้อนี้ต้องคำนึงถึงอาเซียนให้เป็นภูมิภาคอย่างแท้จริง และพร้อมที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน มิใช่ต่างคนต่างอยู่

นอกจากหัวข้อเรื่องการประชุมดังกล่าวแล้ว ยังมีการประชุมกลุ่มย่อยเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร สถาปัตยกรรมในอาเซียนและฟิลิปปินส์ รวมทั้งการจัดนิทรรศการการเมืองสร้างสรรค์ นั่นก็คือ ผู้ประกอบการสามารถที่จะรวบรวมองค์ความรู้ ทักษะ เทคโนโลยี และสุนทรียภาพจากวัฒนธรรม และงานศิลปะ นำมาแปลเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า

การประชุมครั้งนี้นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับฟิลิปปินส์มาก เพราะฟิลิปปินส์จะต้องยกประเด็นเรื่อง หมู่เกาะสแปรตลีย์ตามเส้นประ 9 เส้นที่จีนอ้างสิทธิครอบครอง ในส่วนของฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน ไต้หวัน และเวียดนาม ขึ้นมาอภิปราย และหาทางออก เนื่องจากช่วงนี้มีการบุกรุกจากจีนมาก ทั้งๆ ที่ศาลอนุญาโตตุลาการได้ตัดสินในวันที่ 12 กรกฎาคม 2016 แล้วว่า จีนไม่มีสิทธิในการเข้าไปครอบครอง ในส่วนของฟิลิปปินส์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายทางทะเลตามคำอุทธรณ์ของฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2513 ซึ่งจะทำให้ประเทศที่ครอบครองได้ประโยชน์ไปด้วย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งจีนรุกรานหนักมาก

ประเด็นสำคัญถ้าหากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือว่าเราอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ทุกประเทศต้องร่วมกันในการแก้ปัญหา มิใช่เกรงกลัวมหาอำนาจ แต่ให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง การประชุมสุดยอดที่ประเทศลาวและกัมพูชา ทั้งประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนามพยายามยกประเด็นนี้ขึ้นสู่เวทีการอภิปราย แต่ลาวกับกัมพูชาไม่เห็นด้วย ในที่สุดทั้งสองประเทศก็กล่าวว่า “We are alone in ASEAN” แล้วถ้าเป็นเช่นนี้จะเป็นความร่วมมือในส่วนภูมิภาคได้อย่างไร? ต่างคนต่างอยู่ แต่ละประเทศต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ปัญหาเขาไม่ใช่ปัญหาเรา ปัญหาเราไม่ใช่ปัญหาเขา เสาหลักความมั่นคงก็จะไม่มีความหมาย ถ้าหากเป็นเช่นนี้ก็จะกระทบเสาหลักความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้วย เพราะต่างก็ระแวงซึ่งกันและกัน ไม่ชอบกัน

ด้วยเหตุนี้ Regionalism หรือความร่วมมือในส่วนภูมิภาคได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ถูกรุกราน และถ้าการเจรจาสำเร็จ ประเทศอื่นที่ครอบครองส่วนต่างๆ ในหมู่เกาะสแปรตลีย์ก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย

ในส่วนของอเมริกาย่อมสนับสนุนฟิลิปปินส์ในฐานะมีความใกล้ชิดกันมานาน ทั้งอเมริกา จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างจะถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อมิให้มหาอำนาจใดเหนือกว่า ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จีนได้เข้าไปลงทุนในประเทศลาวและกัมพูชาค่อนข้างมาก จึงสามารถสั่งไม่ให้นำเรื่องนี้มาอภิปรายได้

ที่น่ากลัวคือ จีนอ้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ชาวจีนได้เข้ามาทำการค้าขายอยู่ในประเทศดังกล่าวตั้งแต่โบราณ และเชื่อว่าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่อ้างสิทธิครอบครองก็ยอมสนับสนุนการเข้ามาของจีนในหมู่เกาะสแปรตลีย์
สิ่งที่น่ากลัวอีกประการหนึ่งก็คือ จีนถือว่าการเข้ามาในทะเลจีนใต้ เป็นการอ้างสิทธิในระดับภูมิภาค ถ้าคิดดูในระยะยาว อาเซียนก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของจีนก็ได้

แต่ถ้าหากมีการเจรจากันได้ในการประชุมครั้งนี้ น่าจะร่วมมือกันพัฒนา และจีนต้องไม่ละเมิดข้อตกลง โดยอาเซียนทั้ง 10 ประเทศต้องร่วมกันอย่างเหนียวแน่นในประเด็นนี้ตาม Motto ที่วางไว้ คือ One Vision. One Identity, One Community และต้องเป็น One Caring and Sharing Community.

สีดา สอนศรี