มนุษย์ต่างดาว
กับ แฟร์มี พาราด็อกซ์
ใครว่านักวิทยาศาสตร์ไม่สนใจเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวกัน จริงๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็สนใจเรื่อง เอเลียน หรือมนุษย์ต่างดาวอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่มีข้อสมมุติฐาน หรือหลักทฤษฎี ที่เป็นเหตุเป็นผลและพิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์มาอธิบายเท่านั้นเอง
ข้อพิสูจน์เรื่องนี้ก็คือ คำอธิบายที่เป็นข้อสมมุติฐานล่าสุดเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว ของศาสตราจารย์ ไมเคิล แกร์เร็ตต์ ผู้อำนวยการศูนย์ โจเดรลล์ แบงก์ เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ กับคำอธิบายในเรื่องเดียวกัน ของ ดร.โรบิน คอร์เบ็ท นักวิจัยอาวุโส ประจำมหาวิทยาลัย แมรีแลนด์ ในบัลติมอร์ เคาน์ตี
ซึ่งทำงานอยู่กับศูนย์การบินอวกาศ กอดดาร์ด ขององค์การการบินอวกาศแห่งชาติ (นาซา) สหรัฐอเมริกา
ทั้งสองคนให้สมมุติฐานสำหรับใช้อธิบายความเป็นจริงประการหนึ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์กังขามานานนับศตวรรษกันแล้ว นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “แฟร์มี พาราด็อกซ์” (Fermi paradox) ที่ตั้งชื่อตาม เอนริโก แฟร์มี นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี ที่พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้เป็นครั้งแรกในปี 1932 ที่เราอาจเรียกเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า “ปัญหาของแฟร์มี” หรือ “ความขัดแย้งกันของแฟร์มี” ก็น่าจะได้
สิ่งที่ แฟร์มี เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องต้องกันก็คือ ในเมื่อมีความน่าจะเป็นสูงมากว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากมนุษย์อยู่ในระบบดาวอื่นๆ ที่มีอีกเป็นจำนวนมาก ทำไมมนุษย์เราถึงไม่พบหลักฐานที่พิสูจน์ได้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่านั้น
คำอธิบายของ ดร.คอร์เบ็ท น่าสนใจมากครับ เขาบอกว่า ถ้าหากเอเลียนมีจริง เทคโนโลยีที่พวกเขาพัฒนาขึ้นก็อาจไปไกลกว่ามนุษย์ได้ไม่กี่มากน้อย และหลังจากที่สำรวจตรวจสอบอาณาบริเวณของจักรวาลซึ่งอยู่ใกล้เคียงมาพักใหญ่แล้ว พวกเขาอาจเริ่มเบื่อ และเลิกสนใจ ทำให้มนุษย์เราไม่สามารถตรวจสอบพบอะไรที่เป็นหลักฐานในการบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาได้
ที่บอกว่าน่าสนใจนั้น เป็นเพราะข้อสันนิษฐานที่ว่านี้ ปฏิเสธเรื่องความก้าวหน้าแบบสุดกู่ของบรรดาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งเคยยึดถือกันมาโดยสิ้นเชิง เขาเชื่อว่าเอเลียนไม่ได้มีความก้าวหน้าระดับที่สามารถไปมาทั่วจักรวาลได้ในพริบตา ด้วยความก้าวหน้าทางฟิสิกส์ที่เราไม่อาจเข้าใจได้ แต่เป็นเอเลียนที่มีเทคโนโลยี สูงกว่ามนุษย์แต่ไม่มากเท่าที่เคยคิดกันมา
ดร.คอร์เบ็ท อุปมาอุปไมยไว้ว่า มนุษย์ต่างดาวพวกนั้นมีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าเราก็จริง แต่ไม่มากมายนัก เปรียบได้กับว่าพวกเขามีไอโฟน 42 แทนที่จะเป็น
ไอโฟน 17 อย่างที่เรามี แต่ก็ยังเป็นไอโฟนอยู่ดี นั่นแหละ “นี่ทำให้รู้สึกเป็นไปได้มากกว่า สอดคล้องกับธรรมชาติมากกว่า เพราะไม่ได้นำเสนออะไรที่สุดโต่งแต่อย่างใด” ดร.คอร์เบ็ทระบุ
ตามแนวคิดที่ว่านี้ มนุษย์ต่างดาวจึงไม่ได้มีเทคโนโลยีก้าวหน้าเสียจนเราไม่สามารถตรวจจับได้ แต่ที่เราตรวจจับไม่พบอาจเป็นเพราะ พวกเขาพบเห็นแล้วตัดสินใจว่า ควรปล่อยโลกไปตามลำพังอย่างนี้เท่านั้นเอง
แนวคิดที่ว่านี้ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งกลุ่ม เพื่อการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก หรือเซติ (The search for extraterrestrial intelligence – Seti) ที่มุ่งเน้นไปที่การตรวจหาร่องรอยหลักฐานที่บ่งชี้ถึงอารยธรรมก้าวล้ำที่จะกลายเป็น “ลายเซ็นทางเทคโนโลยี” ของมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้น
เซติเชื่อว่าด้วยความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้เอเลียน มีหนทางมากมายในการ “ประกาศตัวตน” ให้ผู้อื่นได้รับรู้ อย่างเช่น การสร้างลำแสงเลเซอร์ที่ทรงพลังถึงขนาดสามารถตรวจจับได้จากดาวเคราะห์อื่นที่อยู่ห่างออกไป หรือด้วยการส่งยานสำรวจหุ่นยนต์ออกไปทั่วกาแล็กซี หรือไม่ก็สร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาที่สามารถผลิตพลังงานให้ดาวของพวกเขาบริโภคได้ ทำได้แม้กระทั่งเดินทางมาเยือนโลกอื่นๆ รวมทั้งโลกของเราด้วยเช่นกัน
แต่ถ้าพวกเขาเป็นอย่างที่ ดร.คอร์เบ็ทคิด การทำให้ลำแสงเลเซอร์ทรงพลังอยู่ได้นานๆ ก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับเอเลียนเช่นกัน ทำนองเดียวกันกับที่พวกเขาคงไม่สามารถแวบไปมาระหว่างดาวเคราะห์ได้โดยง่าย และหลังจากที่สำรวจกาแล็กซีไปพักหนึ่ง ก็อาจเกิดเบื่อขึ้นกับการอ่านและตีความข้อมูลที่ถูกส่งกลับไป แล้วก็เลยรามือหรือยกเลิกสำรวจอวกาศไป
ศาสตราจารย์แกร์เร็ตต์ กลับเชื่อไปในทางตรงกันข้าม เขายังคงยืนยันแนวความคิดเดิมๆ ว่าสามารถนำมาใช้อธิบาย แฟร์มี พาราด็อกซ์ ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลที่ว่า ความคิดที่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ โง่ เหมือนกันหมดเหมือนมนุษย์นั้น เชื่อได้ยากเกินไป เขาชี้ว่า เมื่อพัฒนาถึงระดับหนึ่ง เทคโนโลยีของเอเลียนจะรุดหน้าไปเร็วมาก จนหลุดพ้นจากความคิดความเข้าใจของมนุษย์ไป และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงหาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่พบ เราอาจเห็นหลักฐานอยู่ทนโท่ เพียงแค่ไม่เข้าใจมันเท่านั้นเอง
เล่าเรื่องแนวคิดเหล่านี้ ทำให้อดนึกถึงนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เรืองนามอย่าง อาเธอร์ ซี คลาร์ก ที่พูดถึงมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ว่า
“มีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง หนึ่งคือ เราคือเผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้นที่มีอยู่ กับอีกหนึ่งคือ เราไม่ได้มีอยู่เพียงลำพัง ซึ่งทั้งสองอย่างล้วนน่ากลัวด้วยกันทั้งสิ้น”

