เราเห็น สัมผัส แต่เพียงภาพความขัดแย้งชายแดน รับรู้แค่เรื่องบ่อน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ เหตุฆาตกรรมสยองเฉพาะในปอยเปตที่ติดกับ อ.อรัญประเทศ ติดชายแดนไทย
ราว 5 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลไทยกำลังพยายามทลาย สลาย อาชญากรรมข้างบ้านเพื่อกำจัดภัยคุกคาม ปิดด่านชายแดน มุ่งจะตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงหัวใจระบบเศรษฐกิจกัมพูชา แต่มาตรการทั้งหลายยังไม่แรงพอ
เป็นข่าวดังไปทั่วโลก…กัมพูชาคือต้นทางการก่ออาชญากรรมระดับโลกที่ถูกเปิดเผยและกำลังถูก “เด็ดหัว”
นับเป็นบุญของไทยที่อเมริกา อังกฤษ เกาหลีใต้ มากระชากหน้ากากให้เห็นว่านี่คือ “เมืองหลวงแห่งอาชญากรรมของโลก”
กลางเดือนตุลาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ รัฐบาลอังกฤษ และรัฐบาลเกาหลีใต้จับมือกันตีแผ่ …อเมริกาประกาศชื่อ…นายเฉิน จื้อ ให้สังคมโลกรับทราบว่านี่คืออาชญากรระดับโลก
รัฐบาลเกาหลีกระโดดเข้ามาร่วมวง ร่วมปฏิบัติการ
หลายปีที่ผ่านมาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตจากอาชญากรรมในกัมพูชาต่อเนื่อง รีบส่งผู้แทนรัฐบาลระดับรัฐมนตรีบินมาพบนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต บีบ กดดัน ผู้นำกัมพูชาให้แก้ปัญหา
เหตุจากชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตจากการทรมานและพบศพรายล่าสุดถูกกระชากหน้ากาก ว่าดินแดนแห่งนี้คือแหล่งอาชญากรรมเบอร์ต้นของโลก ก่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อุ้ม ฆ่า จับตัวเรียกค่าไถ่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระบบงานยุติธรรมที่ล้มเหลว คอร์รัปชั่นทุกวงการที่ฝังตัวลึกในสังคมของเขมรมาช้านาน
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐแถลงว่า… ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มอาชญากรที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ “อุตสาหกรรมหลอกลงทุนและโรแมนซ์สแกม” หรือที่บางครั้งเรียกกันว่า “Pig Butchering” (บดหมู) เป็นการหลอกลวงให้ลงทุนในคริปโทก่อนที่จะขโมยเงินทั้งหมดไป ซึ่งอาชญากรรมเหล่านี้ได้กวาดเงินจากเหยื่อทั่วโลกไปแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
14 ตุลาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมอเมริกาสั่งยึดบิตคอยน์ของนายเฉิน จื้อ เจ้าพ่อสแกมเมอร์ข้ามชาติได้กว่า 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกระเป๋าเงินคริปโทของหัวโจกใหญ่ ผู้ควบคุมขบวนการหลอกลวงขนาดใหญ่…ที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา
นี่เป็นการยึดทรัพย์สินมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเคยดำเนินการมา และยังเป็นความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษที่ได้ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายธุรกิจ อายัดทรัพย์ และยื่นฟ้องดำเนินคดี เพื่อปราบขบวนการหลอกลวง ตั้งเป้ารื้อโครงสร้างอาชญากรรมระดับโลกยึดทรัพย์คนสนิทของฮุน เซน
นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือ Vincent วัย 37 ปี ถือสัญชาติกัมพูชาและสัญชาติอังกฤษ เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจ Prince Group ในกัมพูชา
19 เมษายน 2567 กษัตริย์นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา ได้ออกพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งให้นายเฉิน จื้อ รับบรรดาศักดิ์เนี๊ยก อ็อกเญีย หรือออกญา ในฐานะที่ปรึกษาของฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และที่ปรึกษาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ธุรกิจของ Prince Group ตามรายงานของศาลนิวยอร์กพบว่า เป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย มีสำนักงานที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์หลอกลวง (Scam Compounds) อย่างน้อย 10 แห่งทั่วกัมพูชา
อัยการประจำเขตของนิวยอร์กกล่าวว่า… นายเฉิน จื้อ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังหนึ่งในการฉ้อโกงการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นตัวการสำคัญของอุตสาหกรรมมืดที่กำลังระบาดไปทั่วโลก…
อัยการนิวยอร์กระบุเพิ่มเติมว่า Prince Group ดำเนินธุรกิจในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มีบริษัทลูกกว่า 100 แห่ง และยังมีฐานอยู่ในพม่า ลาว และกัมพูชา เป็น “ศูนย์กลางของอาชญากรรมทางการเงินและการฟอกเงิน” ที่มีระบบฟินเทคและโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนระดับโลก
ข้อมูลที่เพิ่งถูกเปิดโปง …ตั้งแต่ปี 2558-2561 กลุ่มทุนสัญชาติจีนเข้าไปทำธุรกิจ โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีถึง 52 โครงการ ที่เมืองกัมปงสะปือ พนมเปญ สีหนุ และบริเวณท่าเรือสีหนุวิลล์
ส่วนการทำธุรกิจด้านการบริการมีถึง 26 แห่ง มีทั้งที่จดทะเบียนในกัมพูชา ไต้หวัน สิงคโปร์ และอื่นๆ ลงทุนทำธุรกิจด้านสินทรัพย์ ขนส่งสินค้าทางทะเล พาณิชย์นาวี
Prince ทำธุรกิจด้านการธนาคาร การเงิน มีการตั้ง Prince Bank ดำเนินการเป็นธนาคารพาณิชย์ในกัมพูชาเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2561-ปัจจุบัน มูลค่าสินทรัพย์รวม 300 ล้านดอลลาร์ มี 32 สาขา ตู้ ATM 32 แห่ง และมีลูกค้ามากกว่า 8 หมื่นราย
ขณะนี้นายเฉิน จื้อ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี
มีคำถามดังๆ ว่า …ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเข้าไปทำอะไรในกัมพูชา?
ข้อมูลปี 2567 สถิติชาวเกาหลีใต้ทยอยเข้าไปทำงาน ทำธุรกิจ อยู่อาศัยในกัมพูชาต่อเนื่องมานานแล้วราว 7,800 คน เพราะเกาหลีใต้ไปลงทุนในธุรกิจในกัมพูชามหาศาลเพราะค่าแรงถูก
“เงินช่วยเหลือ” จากเกาหลีใต้ คือหัวใจสำคัญสำหรับงานทางการทูต เงินให้เปล่าทรงพลังที่สุด
ปี 2568 รัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติความช่วยเหลือกัมพูชาเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) มากกว่า 302 ล้านดอลลาร์
โซล เป็นหนึ่งในประเทศผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดให้แก่พนมเปญ และมองว่าความช่วยเหลือนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การกดดันให้รัฐบาลกัมพูชาดูแล ปกป้องความปลอดภัยให้แก่ชาวเกาหลีใต้
ประชาชนกดดันให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องจัดการกับทางการกัมพูชาให้เด็ดขาด เพราะนี่มิใช่รายแรก
ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามารีบกระโจนเข้าใส่ปัญหา บรรดา ส.ส.เกาหลีใต้ออกมาแถลงในสภา ประกาศความไม่พอใจรัฐบาลกัมพูชา ที่ชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งหายตัวไปในกัมพูชามาต่อเนื่อง ติดตามแล้ว…ไร้คำตอบ
ต้องยอมรับว่าสังคมไทย… น้อยคนนักที่จะ “รู้” เรื่องขบวนการอาชญากรรมระดับโลกที่มีอาชญากรระดับโลกมาทำงานในเขมร
คิดว่า…สแกมเมอร์ บ่อน ธุรกิจผิดกฎหมายในเขมรจำกัดวงอยู่ที่พื้นที่ชายแดนไทย-เขมร แถวปอยเปต และปัญหาข้อพิพาทชายแดนคือปัญหาหลัก
เมื่ออเมริกา อังกฤษ และรัฐบาลเกาหลี “เอาจริง” ใช้มาตรการแข็งกร้าว จึงทำให้คนไทยตาสว่าง พอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ผู้เขียนไปค้นข้อมูลเรื่อง “รากเหง้า” ของปัญหาอาชญากรรมในเขมรมาบอกเล่าครับ…
สงครามกลางเมืองยาวนานกว่า 30 ปี ในช่วงทศวรรษ 1970 ภายใต้การปกครองของเขมรแดงที่ประหัตประหารกันเองเสียชีวิตไปกว่า 2 ล้านคน ยังเป็น “บาดแผลเรื้อรัง” ทางจิตใจ บ่มเพาะความโหดร้าย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
เรื่องอาวุธสงคราม เครื่องจักรสังหารจากทุกประเทศมหาอำนาจเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายแสนง่าย
กัมพูชาพยายามสลัดภาพอดีตขมขื่น น่าอับอาย เดินหน้าต่อไปด้วยการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและทำได้ดี
หากแต่การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ “หมักหมม” ด้วยการแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มอิทธิพล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ระบบกฎหมายที่อ่อนแอ ขาดธรรมาภิบาลแทบจะทุกระดับการเมือง การปกครอง
เมื่อทุกระบบ ทุกกฎเกณฑ์ สามารถเจรจากันได้ด้วยเงิน แลกกับผลประโยชน์ กลุ่มสีเทาจากทั่วโลกจึงมองดินแดนแห่งนี้เป็น “ตัวเลือก”
มีนายทุนต่างชาติเข้ามาพร้อมทุนสีเทาก้อนยักษ์ กัมพูชาจึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์อาชญากรรม การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม การฟอกเงิน ยาเสพติด บ่อนการพนัน ที่เลวร้ายที่สุดคือการลักพาตัวเรียกค่าไถ่แล้วสังหารเหยื่อ
เจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกวงการต้องอาศัย “เงินนอกระบบ” ยังชีพ แถมยังต้องหาเงินส่งให้ “เจ้านาย” อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
เรื่องของกฎระเบียบแทบไม่ต้องพูดถึง ทุกคนต้องทำมาหากินเอง ข้าราชการระดับสูงร่ำรวยกันล้นฟ้า รวมไปถึงลูกหลานญาติพี่น้องที่รวยแล้วต้องอวด ต้องประกาศความร่ำรวย
ระดับผู้บริหารประเทศแทบจะเป็นญาติดองกันทั้งระบบ
จุดขาย เพื่อขอความช่วยเหลือ คือภาพจำในอดีต กัมพูชาคือดินแดนที่เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ดินแดนแห่งทุ่นระเบิด ประชาชนพิการแขนขาด ขาขาด น่าสงสาร
พ.ศ.2566 กัมพูชาได้รับความช่วยเหลือระหว่างประเทศจากการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเป็นมูลค่า 31.4 ล้านดอลลาร์จากผู้บริจาค 10 ราย ทั้งจากรัฐบาลและเอกชน
กันยายน 2568 สถานทูตสหรัฐแถลงว่า จะให้เงินช่วยเหลือ 675,000 ดอลลาร์ แก่โครงการกำจัดทุ่นระเบิดที่สำคัญในกัมพูชา
7 ตุลาคม 2568 รัฐบาลนอร์เวย์มอบทุน 40 ล้านบาท หนุนโครงการกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชา
เงินช่วยเหลือที่ไหลมา-เทมาแบบท่วมท้นจากทั่วโลก คือผลจากการแสดง ออดอ้อน ขยันร้องขอต่อชาวโลกว่าชาวกัมพูชาเกือบทั้งประเทศยังตกเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิด กับระเบิด
เงินก้อนยักษ์ยังคงไหลมาต่อเนื่องสู่ชนชั้นผู้นำกว่า 30 ปี และดูเหมือนว่าจำนวนทุ่นระเบิดก็ยังเหลืออีกมหาศาล ยังเก็บกู้ไม่หมด
รัฐบาลไทยทุกยุคสมัยให้ความช่วยเหลือต่อกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความรู้สึกของผู้นำกัมพูชาต่อไทยไม่ค่อยสร้างสรรค์
สังคมที่เปราะบาง ปลุกระดมเพียงลมปาก ก็ก่อเหตุได้
เหตุการณ์ที่ยังเป็นประวัติศาสตร์ …ต้องขอบอกเล่าสู่คนไทย…
29 มกราคม 2546 ตั้งแต่เช้าเกิดการปลุกระดม ยุแหย่ชาวพนมเปญกลุ่มหนึ่งว่าดาราภาพยนตร์สาวสวยของไทยไปพูดว่า นครวัดเป็นของไทย ถือว่าเป็นการดูหมิ่นที่ชาวกัมพูชารับไม่ได้ ไม่ยอม
ชาวพนมเปญนับพันคนรวมตัวแล้วไปบุกโจมตี เผาสถานทูตไทยในพนมเปญ ซึ่งได้ส่งผลให้อาคารสถานทูตถูกทำลาย ม็อบยังได้โจมตีสิ่งปลูกสร้างของธุรกิจของคนไทย
เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยต้องหนีตาย ปีนข้ามรั้วข้ามไปสถานทูตญี่ปุ่น สถานทูตลุกติดไฟ แล้วกลายเป็นกองขี้เถ้า
เหตุการณ์รุนแรงระดับเผาสถานทูตที่ทั่วโลกไม่เคยปรากฏก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในพนมเปญ ในขณะที่ไม่รู้ที่มา-ที่ไป
ประจำปี 2568 กัมพูชาได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงสุดในอาเซียน ตามดัชนีอาชญากรรมระดับภูมิภาคล่าสุด
ข้อมูลจาก Korean Times ระบุว่า ภาพลักษณ์ของกัมพูชาซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะประตูสู่การท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีได้พังทลายลง เนื่องจากภาพการทรมาน การลักพาตัว และการเรียกค่าไถ่ แต่ที่ผ่านมาไม่ปรากฏเป็นพาดหัว
จำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก กต.เกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า พลเมืองเกาหลีที่ถูกลักพาตัว หรือถูกกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายในกัมพูชาเพิ่มขึ้นจากเพียง 17 กรณีในปี 2566 เป็น 220 กรณีในปีที่แล้ว และได้ทะลุ 330 กรณีในปีนี้แล้ว ณ เดือนสิงหาคม 2568
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทุจริตที่ฝังรากลึกของกัมพูชาทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายเป็น “แหล่งหลบภัย” ที่น่าดึงดูดอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งหลายกลุ่มมีผู้นำเป็นชาวจีน
ผู้เขียนคิดว่า…นี่เป็น “โอกาสทอง” ของไทยที่จะอาศัยใบบุญกำจัดเสี้ยนหนามที่เป็นภัยคุกคามบ้านเมืองของเรามาแสนนาน
รีบเข้าร่วมขบวนไปกับสหรัฐ อังกฤษ และเกาหลีใต้ เพราะเราทำเองไม่ได้ …ไม่เคยทำสำเร็จ

