หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : หรือคือสู่ ‘ฟ้าหลังฝน’

19.10.25 | 12:49 น.

ความพยายามที่จะจัดการกับ “รัฐธรรมนูญ” อันเป็นกติกาสูงสุดสำหรับการจัดการประเทศ ที่ควรจะมีเป้าหมายให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความหวังในโอกาสพัฒนาตัวเองอย่างเท่าเทียม ขจัดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะเป็นหัวใจของสังคมที่มีความสุขสงบ เริ่มต้นแล้ว ด้วย “รัฐสภา” ผ่านวาระแรกของร่างเพื่อให้เกิดการแก้ไขได้สำเร็จ

แม้จะน่าเสียดายที่ “วุฒิสมาชิก” ออกเสียงให้ไม่ถึง 66 คนจนทำให้ร่างของ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ผ่าน หรือที่เรียกว่าถูกตีตกไป แบบสัมผัสไม่ได้ถึงความมีเหตุมีผลในทางสาระที่ควรจะเป็น หรือน่าจะทำให้เป็นเช่นนั้น ขณะที่ง่ายต่อการเห็นว่าเป็นการเอาชนะคะคานกันในเกมการเมือง หรือด้วยความไม่ชอบเป็นการส่วนตัวเสียมากกว่า

ซึ่งอย่างที่บอกคือ “น่าเสียดาย” เพราะ “รัฐธรรมนูญ 2560” ฉบับนี้จำเป็นจะต้องแก้ไขมากที่สุด หากจะพูดว่าต้องพยายามหาทางเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เท่าที่ประเทศเคยมีรัฐธรรมนูญมาเสียด้วยซ้ำ

ทั้งนี้เพราะเจตนาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มีเจตนานำ “อำนาจแบบคณะรัฐประหาร” คือของ “คณะบุคคล” ไปเป็นบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุด โดยสถาปนากลไกที่ไม่ยึดโยงประชาชนเข้าไปมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในทุกระดับ

รูปธรรม และนามธรรมเป็นอย่างไรหากติดตามการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. “กลุ่มที่ยืนอยู่ข้างอำนาจประชาชน” แบบเปิดใจกว้างก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก พร้อมกับเห็นความเสียหายของการใช้อำนาจโดยไม่ใส่ใจผล กระทบต่อประเทศในมิติอื่น อย่างเช่นเสถียรภาพของรัฐบาลที่สำคัญต่อความต่อเนื่องในการบริหารนโยบายอันจะเกิดกับความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากติดตามการจัดอันดับเครดิตของสถาบันระหว่างประเทศที่เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของนักลงทุนที่ลด “เครดิตประเทศไทย” เมื่อเร็วนี้ จะพบว่าเหตุผลคือ “ประเทศไทยไม่มีรัฐบาลที่บริหารได้ต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอยู่ตลอดเวลาทำให้มั่นใจในการลงทุนไม่ได้”

Advertisement

แต่ทั้งที่เหตุผลของสถาบันจัดอันดับเครดิตประเทศชัดเจน และควรจะให้ความสำคัญขนาดนั้น การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญยังเป็นไปเหมือนไม่ยี่หระว่าจะเกิดอะไรขึ้นในมิติการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประเทศในทุกด้าน

เมื่อ ส.ส.และ ส.ว.บางกลุ่ม พยายามที่จะแก้ไข หรือหาทางเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายควรจะช่วยกัน โดยเฉพาะช่วยให้เกิดความสามัคคีร่วมมือกันในการแก้ไข ร่วมกันประคับประคองให้เกิดการผนึกพลังเพื่อจัดการให้สภาวะที่ควรจะเป็นเกิดขึ้น

ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเอาวาระที่จะเป็นประโยชน์ส่วนตัว หรือพวกพ้องมาเป็นทิศทางกำหนดความคิด และพฤติกรรมให้เกิดความเสียหาย ติดขัดต่อการแก้ปัญหาที่ทำให้หัวใจหลักของการพัฒนาประเทศติดขัด

แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น วุฒิสมาชิกที่กำลังถูกโจมตีจากกระแสสังคมในภาพรวมกลับมีพฤติกรรมอันเป็นอุปสรรคต่อความพยายามสร้างความร่วมมือร่วมใจขององค์กรทางเมืองที่ยึดโยงกับอำนาจประชาชนอย่างหน้าตาเฉย ไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของประเทศชาติอยู่เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเรายังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว “พรรคเพื่อไทย” ที่ก่อนหน้านี้ถือเป็นพรรคที่มั่นคงต่อความเชื่อมั่นในอำนาจประชาชน ได้ตัดสินใจกลับมาร่วมทางกับ “พรรคประชาชน” เพื่อเลือกหาทางให้ “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ “ส.ส.ร.” ยึดโยงกับ “อำนาจประชาชน” ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยแม้ว่า “ร่างของพรรคเพื่อไทย” ถูกตีตกดังกล่าว ยังกลับมาร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นๆ สนับสนุนให้ใช้ร่างของ “พรรคประชาชน” เป็นร่างหลักในการแสวงหาที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่น่าชื่นชมยิ่ง เพราะหากมองไปที่การแข่งขันกันหาเสียงเพื่อให้ได้รับความนิยมจากประชาชน

“พรรคเพื่อไทย” ย่อมรับได้ว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของ “พรรคประชาชน” เพราะต้องช่วงชิงคะแนนจากฐานเดียวกัน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงทำให้มองเห็นความหวังที่แนวโน้มการเมืองไทยจะเป็นไปในทางเอื้อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาเพื่อฟื้นฟูวิกฤตประเทศได้

หลังจากที่ต่าง “ข้ามขั้ว” เพื่อให้ตัวเองหรือพวกพ้องได้อยู่ในอำนาจเพื่อผลประโยชน์บางอย่างจนละเลยการกอบกู้โครงสร้างอำนาจการเมือง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนกันมาพักใหญ่