สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องราวเกี่ยวกับการถกเถียงกันเรื่องของความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนกับเรื่องชาตินิยมมาถึงจุดที่น่าสนใจยิ่ง จนถึงขั้นมีการคุกคามข่มขู่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจากการชี้นำและผลิตซ้ำของสื่อจำนวนไม่น้อย
แม้ว่าวันนี้เรื่องราวจะเบาลงแล้ว และผมคิดว่าพวกเขาล้วนแล้วแต่ได้บทเรียนในเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย
อย่างน้อยเราได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสังคมไทยมากขึ้น
แม้ว่าจะมีการขอโทษและแสดงความเสียใจจากสื่อทรงอิทธิพลกันแล้ว และแม้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้ว
อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่ากระแสและอารมณ์ของสังคมได้ลดระดับลงไปบ้าง
ความท้าทายที่แท้จริงในเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่ อย่างน้อยเราจะเห็นว่าหนึ่งในการลดระดับความตึงเครียดภายในสังคมลงไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าทุกคนมีความเข้าใจเรื่องของสิทธิมนุษยชนตรงกัน หรือแม้กระทั่งมีความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้น
แต่น่าจะเป็นเรื่องของการที่ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกนำเข้ามาอธิบายในภาษาของชาตินิยมได้
กล่าวคือ การที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนในเรื่องนี้ เพราะมันดีต่อผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
ไม่เช่นนั้นจะเสียเปรียบในเวทีนานาชาติ
เมื่อสังคมเดินทางมาจนถึงจุดนี้ เราก็คงพอจะเข้าใจกันได้ว่า เอาเข้าจริง สิทธิมนุษยชนกับชาตินิยม แม้กระทั่งชาตินิยมสุดโต่งก็อาจไม่ได้ขัดกันเสมอไปในโลกแห่งความเป็นจริง
และในอีกทางหนึ่งก็อาจจะพอมีหวังว่าอาจเป็นไปได้ในระยะยาวว่า ถ้าเราต้องการให้ประเทศได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติมากขึ้น การดำรงตนในกติกาสิทธิมนุษยชนก็เป็นผลดีกับประเทศมากกว่า
ในแง่นี้หลายคนอาจจะมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ “จริงแท้” ในแง่ของสิทธิมนุษยชน เพราะสุดท้ายแล้วสิทธิมนุษยชนกลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ
แต่ในแง่การปฏิบัติ ความคิดความเชื่อเช่นนี้อย่างน้อยก็ไม่ได้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้นไปกว่าเดิมอยู่ดี
บางทีเราอาจจะได้แค่นี้ก่อนครับ เพราะในประเทศเองก็ยังมีปัญหาสิทธิมนุษยชนอีกมากมายที่หลายคนยังไม่ตระหนัก
แต่ถ้าคิดในแบบที่กล่าวไปแล้ว ก็อาจจะเป็นไปได้ที่เราต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์ให้ได้ว่า อาจเป็นไปได้ที่เราจะรักษาและสร้างความก้าวหน้าให้กับสิทธิมนุษยชนได้โดยไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเชื่อถือศรัทธาในคุณค่าที่แท้จริงของแนวคิดและหลักการ
เพียงแต่เขาจำต้องรักษาและไม่ละเมิดหลักการเหล่านี้ เพราะอาจทำให้คะแนนการวัดประเมินประชาธิปไตยของประเทศตก การลงทุนในประเทศจากต่างชาติจะเสียหาย หรือแม้กระทั่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดูไม่ดีในสายตาโลก ก็อาจจะเป็นได้
ที่เขียนมานี้ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเรื่องน่าผิดหวังอะไร แต่ผมเพียงคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะพูดคุยกัน รับรู้ความกังวล เจ็บแค้น และพยายามสื่อสารกันได้
และถ้าตั้งหลักที่ผลสำเร็จบางเรื่อง ก็เป็นไปได้ที่เราสามารถลดการละเมิดสิทธิมนุษยชนลงด้วยเงื่อนไขที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือแม้จะเป็นเงื่อนไขที่เหมือนจะตรงข้ามสิทธิมนุษยชนเลยด้วยซ้ำ
แม้จะขัดใจ หรือไม่ตรงใจกับผู้ที่เชื่อถือศรัทธาในสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ก็ตาม
และในแง่มุมทำนองเดียวกัน เราอาจจะบรรลุความสำเร็จในบางเรื่องโดยไม่ต้องคาดหวังความจริงแท้ ถ่องแท้ลึกซึ้งในเรื่องเหล่านั้น
อาทิ การจรรโลงประชาธิปไตยในบ้านเรา ซึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่เชื่อถือศรัทธาในประชาธิปไตยแบบเดียวกัน
แต่อาจเกิดจากเงื่อนไขบางอย่างภายใต้ข้อจำกัดบางเรื่องที่ทำให้กฎกติกาประชาธิปไตย กลายเป็นกฎกติกาเดียวที่ทุกคนต้องเดินไปด้วยกัน แม้ว่าใจจริงแล้วไม่อยากจะไปในทางนี้สักเท่าไหร่
แต่ท้ายที่สุดผลที่ออกมาก็คือการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยได้อีกนิดหนึ่งก็ยังดี
และทำให้สามารถพูดคุยกันได้มากขึ้น เมื่อประชาธิปไตยกลายเป็นกติกาที่ลงหลักปักฐาน หรือตั้งมั่นมากขึ้นในสังคม
ในเรื่องอื่นๆ ในสัปดาห์นี้คงจะได้เห็นการเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งมากขึ้นอย่างการกลับมาของคุณอภิสิทธิ์สู่พรรคประชาธิปัตย์ ที่สร้างความหวังให้กับกองเชียร์จำนวนไม่น้อย ที่จะได้เห็นคุณอภิสิทธิ์เป็นคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งยุคหลังคุณประยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ
ใครๆ ก็อยากแบ่งคะแนนบัญชีรายชื่อของรวมไทยสร้างชาติในครั้งที่แล้ว ที่เชื่อกันว่าเป็นคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์
ยิ่งในมุมของประชาธิปัตย์ที่เชื่อว่าคะแนนส่วนนี้เดิมเป็นคะแนนของประชาธิปัตย์มาก่อน
อย่างน้อยในกรณีของการออกหน้าจอดีเบตที่น่าจะมีมากมายในการเลือกตั้งรอบหน้า
อีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะยังไม่ได้ศึกษา หรือพูดคุยกันมากนัก ได้แก่ เรื่องที่ว่าการมีภาพลักษณ์ของพรรคที่พอจะไปได้ในแง่ของบุคลากรของพรรคที่พอเป็นที่รู้จักในสังคม ก็ย่อมจะมีความเกี่ยวเนื่องกับการลงสมัครในระดับพื้นที่ของตัวผู้สมัครด้วย
ไม่ใช่ว่าจะลงพรรคอะไรก็ได้
และสองส่วนนี้คือชื่อเสียงของตัวผู้สมัครในระดับพรรคและบัญชีรายชื่อ กับการมีคนลงพื้นที่ก็เสริมกันไปมาทำให้มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากเดิม
และชิงพื้นที่สื่อได้มากขึ้น
นอกจากเราจะพบว่าการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ถ้าเกิดขึ้นตามการคาดหวัง คือไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะก่อนที่คุณทักษิณจะพ้นโทษ น่าจะเป็นการเมืองที่พาเราไปสู่สถานการณ์ใหม่ คือเป็นการเมืองหลังคุณประยุทธ์และหลังคุณทักษิณ (อย่างน้อยชั่วคราว)
ทำให้เราเห็นการกลับมาของนักการเมืองหลายคนที่อาจจะหายไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
แต่ก็ไม่ได้มีความแน่นอนว่าคะแนนนิยมจะมาเท่าไหร่ และการเมืองเปลี่ยนไปมากแค่ไหนแล้ว
ท่ามกลางข้อจำกัดว่านักการเมืองหน้าใหม่จริงๆ อาจจะยังเตรียมตัวเข้าสู่การเมืองไม่ทันในช่วงเวลาอันจำกัด
แต่นักการเมืองเก่าอาจถือโอกาสวนเวียนกลับมาทั้งในพรรคเก่า หรือตั้งพรรคใหม่ เพราะเชื่อว่าในยุคนี้ยังพอมีพื้นที่ให้พวกเขาได้คะแนนนิยมกลับมาบ้าง
ความท้าทายในแง่นี้ก็คือ คนเหล่านี้จะมีส่วนส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในเรื่องของประเด็นเรื่องชายแดน และประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ
นี่คือตัวชี้วัดสำคัญว่าพวกเขาจะเป็นมาอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง แต่เขาพาสังคมไทยไปในร่องในรอยได้มากน้อยแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง

