ตัวอย่างการดำเนินการระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ ; กรณี คิม จินอา
ในบรรดารัฐชาติทั้งหลายในโลกยุคใหม่นี้ มีน้อยนักที่จะยืนหยัดในหลักความรับผิดชอบต่อพลเมืองได้อย่างองอาจและมีศักดิ์ศรีเท่าเกาหลีใต้ที่เป็น รัฐเล็กๆ ที่อยู่ในอ้อมแขนของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและเผชิญหน้ากับเงาดำแห่งเกาหลีเหนืออยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ลูกหลานของตนต้องตกเป็นเหยื่อในต่างแดนโดยไร้เสียงร้องขอความเป็นธรรม
เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์คนเกาหลีจำนวนมากถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ที่ประเทศกัมพูชา ถูกกักขัง ถูกบังคับ และบางรายถึงแก่ความตาย รัฐบาลเกาหลีใต้มิได้นิ่งดูดาย หากแต่ลุกขึ้นจัดตั้งคณะเฉพาะกิจ แล้วส่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหญิงคนหนึ่งชื่อ คิม จินอา ลงพื้นที่เจรจาเอง
ในยุคที่นักการทูตของหลายประเทศนั่งทำงานอยู่แต่ในสำนักงานเย็นฉ่ำกลางกรุง แต่คิม จินอา กลับเดินทางเข้าสู่พนมเปญด้วยใบหน้าสงบแต่มั่นคง เหมือนแม่ทัพหญิงแห่งสมัยใหม่ที่ยกกองทัพแห่งความยุติธรรมไปกู้เอาลูกหลานของชาติออกจากบ่วงอาชญากรรมข้ามพรมแดน
คิม จินอา มิใช่หญิงสาวธรรมดา เธอเติบโตขึ้นในโลกแห่งทฤษฎีความมั่นคงระหว่างประเทศ จบจาก Fletcher School, Tufts University สหรัฐอเมริกา เคยรับราชการในกระทรวงกลาโหมและทำงานด้านการวิเคราะห์ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือมาแล้วหลายปี หญิงเช่นนี้ เมื่อได้รับมอบหมายให้ไปจัดการปัญหาชาวเกาหลีถูกล่อลวงในกัมพูชา จึงไม่ใช่เพียงนักการทูตในความหมายเก่า หากแต่เป็น “นักยุทธศาสตร์แห่งรัฐ” ผู้ถืออำนาจอันนุ่มนวลไว้ในกำมือ
รัฐบาลเกาหลีใต้รู้ดีว่า ในโลกแห่งการทูตนั้น การส่ง “คนที่ถูกต้อง” ไปในเวลาที่ถูกต้อง มีค่าน้ำหนักเท่ากับการยิงปืนใหญ่หนึ่งนัดโดยไม่ต้องใช้อาวุธ คิม จินอา คือกระสุนทางศีลธรรมที่เกาหลีใต้เลือกจะยิงออกไปเมื่อคิม จินอา เดินทางถึงพนมเปญ เธอมิได้ใช้ถ้อยคำก้าวร้าว มิได้กล่าวหาว่ารัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉย แต่เริ่มต้นด้วยคำว่า
“เรามีพลเมืองที่ต้องการความช่วยเหลือ และเรามีความเชื่อว่ารัฐบาลของท่านจะร่วมมือกับเรา”
ซึ่งถือเป็นแบบแผนทางการทูตโดยแท้ กล่าวคือ ให้เกียรติคู่สนทนา แต่ไม่ลดศักดิ์ของตน เป็นมารยาทแห่งผู้ดีทางการเมือง ที่เข้าใจว่าการเจรจาระหว่างประเทศมิใช่การต่อสู้ของเสียงตะโกน แต่เป็นการดวลของสติปัญญา จากนั้นจึงตามมาด้วยการเจรจา 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่
1.การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาเพื่อปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์
2.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงไซเบอร์
3.การอำนวยความสะดวกให้นำชาวเกาหลีที่ตกเป็นเหยื่อกลับบ้าน
ทั้ง 3 ข้อนี้ไม่ใช่สัญญาแห่งถ้อยคำ หากแต่เป็นสัญญาแห่งความรับผิดชอบระหว่างรัฐต่อรัฐเกาหลีใต้ในยุคนี้ใช้วิธีการทางการทูตอย่างมีศิลปะ คือกดดันโดยไม่ต้องเงื้อกำปั้นโดยรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเตือนการเดินทาง (travel ban) สำหรับพื้นที่เสี่ยงในกัมพูชา เพื่อบอกประชาคมโลกว่า ที่นั่นยังไม่ปลอดภัย พร้อมกันนั้นก็เจรจากับรัฐบาลพนมเปญอย่างเปิดเผย ไม่ใช่ลับๆ ล่อๆ เมื่อข่าวแพร่สะพัดผ่านสื่อเกาหลีและสื่อต่างประเทศ ความกดดันจากสังคมโลกก็เริ่มถาโถมเข้าสู่กัมพูชา รัฐบาลฮุน มาเนต
จำต้องยอมเปิดประตูความร่วมมือ เพราะการนิ่งเฉยย่อมหมายถึงการยอมให้ชื่อประเทศของตนถูกจารึกในแผนที่โลกในฐานะแหล่งอาชญากรรม มากกว่าแหล่งท่องเที่ยว คิม จินอา เข้าใจศิลปะข้อนี้ดี เธอไม่ใช่แม่ทัพที่ถือดาบ แต่เป็นนักยุทธศาสตร์ที่ถือไฟฉาย ส่องให้คนทั้งโลกเห็นสิ่งที่อยู่ในความมืด
เมื่อการกดดันเริ่มสัมฤทธิผล เกาหลีใต้และกัมพูชาก็จัดประชุมร่วมกันในระดับรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางสืบสวนและปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมโดยรัฐบาลเกาหลีใต้เสนอจะจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กัมพูชา ให้เข้าใจเทคนิคการติดตามเส้นทางการเงินดิจิทัล การสืบจับขบวนการออนไลน์ และเสนอให้มีศูนย์ประสานงานถาวรนั่นคือวิธีของรัฐที่เข้าใจว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริง ต้องทำให้คู่เจรจามีศักยภาพ มิใช่แค่ข่มให้ยอม
คิม จินอา ไม่ได้พูดคำว่า “เราจะลงโทษ” แต่พูดว่า “เราจะช่วยกันไม่ให้มันเกิดอีก” ประโยคนี้มีพลังยิ่งกว่าการประกาศคว่ำบาตรพันเท่า
ภายหลังจากการเจรจา รัฐบาลเกาหลีใต้จัดเที่ยวบินเหมาลำรับคนของตนกลับบ้าน ผู้คนที่เคยถูกขังในห้องเล็กๆ ของศูนย์สแกมเมอร์ ได้ขึ้นเครื่องกลับสู่กรุงโซลพร้อมน้ำตา รัฐอาจมีหน้าที่มากมาย อาทิ รักษาชายแดน เก็บภาษี ปราบคอร์รัปชั่น แต่ในยามที่พลเมืองตกอยู่ในความทุกข์ การยื่นมือไปรับเขากลับบ้านคือสิ่งที่ทำให้คำว่า “รัฐชาติ” มีความหมายอย่างแท้จริง คิม จินอา ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งในและนอกประเทศ เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ข้าราชการที่มีหัวใจ” และเป็นตัวอย่างของนักการทูตสมัยใหม่ ที่รู้ว่าความมั่นคงของรัฐมิได้วัดด้วยอาวุธ แต่วัดด้วยศักดิ์ศรีของประชาชน
กรณีของ คิม จินอา คือภาพสะท้อนของเกาหลีใต้ในฐานะรัฐที่มีหัวใจ เธอไม่ได้ถืออาวุธ แต่ถือความรับผิดชอบ เธอไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ศีลธรรม เธอไม่ได้สร้างศัตรู แต่สร้างพันธมิตร นี่คือบทเรียนที่ประเทศทั้งหลายควรจำไว้ว่า ในโลกยุคดิจิทัลที่อาชญากรรมข้ามพรมแดนเกิดขึ้นได้ทุกวัน การทูตที่แท้ไม่ใช่เพียงเรื่องของผลประโยชน์ แต่คือเรื่องของ ความเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจร่วมกัน ประเทศเกาหลีใต้ได้ทำให้คำว่า “รัฐสมัยใหม่” มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยการลงมือช่วยลูกหลานของตนในต่างแดน และในวันหนึ่ง หากมีใครถามว่า
“รัฐชาติคืออะไร”
คำตอบอาจไม่อยู่ในตำราเล่มใด แต่อยู่ในภาพของ คิม จินอา ที่ยืนยิ้มให้ผู้รอดชีวิตบนรันเวย์สนามบินโซลพร้อมคำพูดสั้นๆ ที่งดงามที่สุดในภาษามนุษย์ ว่า
“เราพากลับบ้านแล้ว”
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

