คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘เกินคำขอ’ อาจจะไม่แย่เท่า ‘มีคนไปร้องขอ’
ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ แต่กติกาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หรือเอาจริงๆ คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560) ได้เพิ่มเติมขึ้นจากหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 และมาตรา 256 ไปตามผลแห่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 แล้ว
นั่นคือ หากรัฐสภาอาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีอำนาจทำได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติก่อนครั้งที่หนึ่งว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่และครั้งที่สองว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร โดยเมื่อรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ก็จะเป็นการออกเสียงประชามติครั้งที่สามว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองอาจดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวได้
แต่ส่วนที่น่าจะเป็นปัญหาที่สุดคือส่วนที่วินิจฉัยว่า ถึงเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตาม แต่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ยังต้องผูกพันตามหลักการของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ที่กำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐสภาจึงไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้
ซึ่งในท่อนหลังนี้เองที่กลายเป็นข้อครหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกินคำขอ หรือตอบเรื่องที่ไม่มีใครถาม
แต่เรื่องนี้ถ้าใครได้ลองอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวฉบับเต็มแล้ว (ซึ่งหวังว่าฝ่ายที่ออกมาโวยวายเรื่องวินิจฉัยหรือพิพากษาเกินคำขอนั้น อย่างน้อยก็ควรได้อ่านคำวินิจฉัยเต็มๆ แล้วสักรอบหนึ่ง) หากดูในหน้าที่ 3 และที่ 4 ของฉบับที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเห็นได้ว่า “คำร้อง” อันเป็นที่มาของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีทั้งสิ้น 3 ประเด็น โดยประเด็นที่ 1 จากประธานรัฐสภา ที่ได้อธิบายถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่มีผู้เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่เป็นปัญหาดังกล่าวมาแบบละเอียดยิบ (ซึ่งในศาลรัฐธรรมนูญไม่รับประเด็นคำร้องในส่วนของประธานรัฐสภาไว้วินิจฉัย)
ส่วนประเด็นที่ 2 มาจากฝ่าย ส.ว. นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ซึ่งก็ได้เสนอคำร้องมาโดยถามถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสังเขป พร้อมประเด็นที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยวิธีการต้องให้ทำประชามติจากประชาชนดังกล่าวนั้นได้ “หรือไม่ อย่างไร”
ส่วนประเด็นที่ 3 จากฝ่ายพรรคเพื่อไทยนั้นตั้งมาสั้นๆ ว่า รัฐสภาจะพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ เพียงเท่านี้
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยข้างต้นบอกกับเราได้สองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ การที่พยายามกล่าวหากันว่าที่เกิดคำวินิจฉัยนี้ เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยหาเรื่องไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นความจริงครึ่งเดียว เพราะแม้จะไม่มีการตั้งประเด็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย คำร้องนี้ก็ยังจะมีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี โดยประธานรัฐสภาและฝ่าย ส.ว.คือ นพ.เปรมศักดิ์
และส่วนที่อาจจะตอบคำถามว่า “ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินคำขอ” หรือไม่ หรือ “ตอบคำถามที่ไม่มีคนถาม” หรือไม่ ก็อาจจะตอบได้ว่า นอกจากประเด็นตามคำร้องว่า รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยวิธีการทำประชามติตามที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอไปพร้อมคำร้องแล้ว รัฐสภายังมีอำนาจนั้น “อย่างไร” ด้วย ตามประเด็นที่ 2 ข้างต้น
ดังนั้น ส่วนที่วินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ก็คือการวินิจฉัยในประเด็นว่า รัฐสภามีอำนาจดังกล่าว “อย่างไร” นั่นแหละ
เนื่องจากคำร้องของฝ่ายรัฐสภาที่เสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) คือการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ
ซึ่ง “คำตอบ” หรือ “คำวินิจฉัย” ของศาลรัฐธรรมนูญในคดีรัฐธรรมนูญลักษณะนี้ไม่เหมือนกับการวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมีคำตอบได้ว่าขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับสถานะและสมาชิกภาพของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะชี้ว่ามีคุณสมบัติถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแล้วดำรงตำแหน่งต่อไปได้ หรือกับขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้ามที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือแม้แต่กรณียุบพรรคที่จะวินิจฉัยว่าให้ยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองที่ถูกร้อง
แต่การวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสถาบันและองค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่การวินิจฉัยที่จะชี้คำตอบไปสองทาง ดังนั้น “คำตอบ” หรือผลแห่งการวินิจฉัยจึงจะไม่ใช่การชี้ไปทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการวินิจฉัยว่าสถาบันหรือองค์กรที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญนั้น มีอำนาจหน้าที่อันเป็นปัญหานั้นหรือไม่ หรือมีขอบเขตในการใช้อำนาจนั้นอย่างไร ในกรณีที่เป็นปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างสององค์กร คำวินิจฉัยก็จะออกมาในทางที่ว่า หน้าที่และอำนาจที่เป็นปัญหานั้นเป็นขององค์กรใด รวมถึงอาจจะเป็นไปได้ด้วยว่าหน้าที่และอำนาจนั้นมีบางส่วนที่เป็นขององค์กรหนึ่ง แต่อำนาจอีกส่วนนั้นเป็นของอีกองค์กรก็ได้เช่นกัน
ดังนั้น การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่า ประชาชนไม่อาจเลือกตั้งผู้มาร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะเดียวกับ ส.ส.ร.โดยตรงได้นั้น จึงไม่ใช่การวินิจฉัยในเรื่องที่ไม่มีใครถาม เพราะมีคำถามเช่นนั้นอยู่ในคำร้องจริงๆ และถึงจะไม่มีใครถามก็ตาม แต่โดยขอบเขตของคดีประเภทปัญหาหน้าที่และอำนาจของสถาบันและองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น มันก็มีส่วนที่ศาลต้องวินิจฉัยไปได้ถึงเรื่องว่าหน้าที่และอำนาจที่เป็นปัญหานั้นมีอยู่เพียงไร หรือผู้ใช้อำนาจนั้นจะใช้อำนาจนั้นได้อย่างไรภายใต้ขอบเขตนั้นด้วย
ปัญหาที่แท้จริงของคำวินิจฉัยนี้จึงอยู่ที่ว่า ความหมายของการที่ “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” และอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่เห็นใครกล่าวถึงคือส่วนที่เป็นเหตุของผลดังกล่าว คือส่วนที่วินิจฉัยว่า “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” นั้น จะมีความหมายครอบคลุมไปได้แค่ไหนและอย่างไรมากกว่า
นั่นก็เพราะว่าการที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคประชาชนที่ในตอนนี้ได้รับการลงมติให้เป็น “ร่างหลัก” นั้น ในส่วนของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภานั้น มีบางประเด็น (ที่ไม่อยากชี้โพรงให้กระรอกไว้ตรงนี้) อาจจะถูกตีความว่าไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่ว่า “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ก็ได้
ถ้ายังไม่ลืมหรือแกล้งลืม สาเหตุที่ความพยายามจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนในครั้งที่แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่เป็นเหตุให้ต้องมีการยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจนออกมาเป็นคำวินิจฉัยที่ 18/2568 นั้น ก็เพราะมี ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยรายหนึ่งนำ ส.ส.ของพรรคทั้งหมดวอล์กเอาต์จนไม่อาจพิจารณาต่อได้ โดยอ้างว่าการพิจารณาญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของทั้งสองพรรคนั้นขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
และก่อนหน้าที่รัฐสภาจะลงมติรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยนั้น ก็มี ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยออกมาอภิปรายว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนมีความสุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญด้วย
เรื่องจะเป็นอย่างไร ถ้าในที่สุดแล้วในระหว่างการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่จะใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นหลักในวาระที่สองและที่สามต่อจากนี้ จะมีการยกประเด็นใดประเด็นหนึ่งขึ้นมาโต้แย้งว่าแนวทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนดังกล่าวขัดต่อคำวินิจฉัยต่อศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีกจนเรื่องซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อพิจารณาจาก “ท่าที” และ “ทัศนคติ” ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของบางพรรคการเมืองที่มีอยู่ตลอดมา
อย่าลืมว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็น “องค์กรศาล” ที่ไม่อาจจะใช้อำนาจได้หากไม่มีการ “ร้องขอ” คือการเสนอคำร้องเข้าไป
ในทางทฤษฎีและพิจารณาตามตัวบท เอาเข้าจริงรัฐสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นอย่างไรก็ได้ แก้ให้หมดทุกหมวดมาตราก็ได้ ตั้ง ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วให้ ส.ส.ร.นั้นเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนออกเสียงประชามติรับหรือไม่รับรอบเดียวตอนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างเสร็จไปเลยก็ยังได้ หากไม่มีใครอุตริไปยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีดังกล่าวนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกลไกใดที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ได้เลย หากไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัย
ดังนั้นปัญหาเรื่องที่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินคำขอหรือไม่ (ซึ่งก็ได้ตอบไปแล้วว่าไม่ได้เกินคำขอ) ก็ไม่ได้จะเป็นสาระสำคัญเท่าปัญหาว่าจะทำอย่างไรถ้ามีคนไปร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้วนซ้ำไปไม่จบไม่สิ้นจนความพยายามแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ต้องล่มไปอีกครั้ง
ประกอบกับมีความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยว่า เริ่มปรากฏมี “กลุ่มความเห็นทางสังคมออนไลน์” ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติคล้ายว่าถูกจัดตั้งจากฝ่ายใดที่ยังไม่ทราบ พยายามออกความเห็นโจมตีไปในทุกข่าวทุกโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นเพราะนักการเมืองเสียประโยชน์ และอีกหลายเหตุผลการโจมตีที่พยายามสร้างกระแสว่าไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ต้องการแม้แต่การแก้ไขแตะต้องรัฐธรรมนูญ 2560 เสียด้วยซ้ำ
ท่าทีและความเคลื่อนไหวทั้งหมดจะก่อให้เกิดผลอย่างไรต่อเส้นทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต ก็เป็นสิ่งที่เราจะได้เห็นกันชัดๆ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

