หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘จักรๆ วงศ์ๆ’ มีการเมืองและสังคม

20.10.25 | 16:55 น.
ภาพจากช่องยูทูบ “สามเศียร”

มติชนฉบับวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 (หน้า 9-10) มีบทสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทสามเศียร จำกัด ที่ปลุกเสกให้ซีรีส์ “จักรๆ วงศ์ๆ เนเวอร์ดาย”

เรื่องเล่าจักรๆ วงศ์ๆ มีสตอรี่ล้ำลึกนึกไม่ถึงซึ่งมาจากจินตนาการของชุมชนคนแต่ก่อนที่มีพลังกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์โดยไม่รู้จัก “ความเป็นไทย” (ที่ “เพิ่งมี”) ดังนั้นซีรีส์ “จักรๆ วงศ์ๆ” ไม่ควรกังวลความเป็นไทย (ที่ “เพิ่งสร้าง”) แต่ตอกย้ำ “ความเป็นคน” ที่มีลักษณะสากลซึ่งมาก่อนความเป็นไทย และมีทางไปข้างหน้ากว้างขวางมาก

จักรๆ วงศ์ๆ หมายถึงเรื่องเล่าจากจินตนาการเกี่ยวกับพระราชา รวมทั้งวงศ์วานว่านเครือและข้าราชบริพาร ซึ่งมีอย่างน้อย 2 แบบ ได้แก่ ยกย่องเยินยอพระราชา และเยาะเย้ยเสียดสีถากถางพระราชา (เช่น ท้าวสามลเรื่องสังข์ทอง) ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมแบบเครือญาติ ที่ประกอบด้วยอารมณ์และความรู้สึกหลากหลาย

[พระอภัยมณีของสุนทรภู่ เป็นนิทานกลอนร่วมสมัยล่าอาณานิคมของยุโรป มีเนื้อหาต่อต้านการล่าเมืองขึ้น แล้วแต่งโดยอาศัยรูปแบบจักรๆ วงศ์ๆ ที่คุ้นเคยของสุนทรภู่]

การศึกษาไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม เพราเน้นประวัติศาสตร์สงคราม (ของวีรบุรุษและวีรสตรี) สนองการเมืองชาตินิยม “คลั่งความเป็นไทย” ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นสืบเนื่องจนปัจจุบัน

Advertisement

ดังนั้น ทำให้การศึกษาไทยด้อยค่าเรื่องเล่าจากความทรงจำของคนในอดีต ที่รู้จักทั่วไปในนาม นิทาน, ตำนาน, พงศาวดาร โดยเฉพาะพงศาวดารเหนือ มีเรื่องเล่าวิจิตรพิสดารที่มีคุณค่ามหาศาล ดังนี้

1.แสดงร่องรอยของความจริงทางประวัติศาสตร์ที่แม้เชื่อถือทั้งหมดไม่ได้ แต่หลายอย่างเชื่อได้โดยต้องพิจารณาอย่างมีสติ และต้องแสวงหาหลักฐานโบราณคดีสนับสนุน

2.โครงเรื่องบางเรื่องเหมาะสำหรับต่อยอดสร้างสรรค์เป็นพล็อตสมัยใหม่ของนิยาย,
หนัง, ละคร ฯลฯ

ร่องรอยความจริงทางประวัติศาสตร์สังคมที่ได้จากเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ มีตัวอย่าง ได้แก่

ปลาบู่ทอง และพระรถ นางเมรี เป็นเรื่องเล่าสะท้อนความจริงทางประวัติศาสตร์ คือการแผ่ขยายกระจายตัวทางภาษาและวรรณกรรมจากที่หนึ่งไปอีกหลายที่ตามเส้นทางการค้าภายในและภายนอก ดังนี้

ปลาบู่ทอง เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ของชาวจ้วง (พูดตระกูลภาษาไท-ไต) มณฑลกวางสี ทางใต้ของจีน แล้วแพร่กระจายหลายทิศทางกว้างไกล

ทางหนึ่ง ไปตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในจากทางใต้ของจีน เข้าถึงลุ่มน้ำโขงลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อีกทางหนึ่ง เข้าสู่ราชสำนักจีน พบหลักฐานเก่าสุดในหนังสือของจีน โดยต้วนเฉิงซี (ระหว่าง พ.ศ. 1346-1406) แล้วแพร่หลายถึงยุโรป ถูกดัดแปลงเป็นเรื่องซินเดอเรลลา มีบันทึกโดยชาวอิตาลี พ.ศ. 2180

[รายละเอียดของข้อมูลหลักฐานอยู่ในข้อเขียนเรื่อง “ซินเดอเรลล่าและปลาบู่ทอง มีที่มาจากนิทานของชาวจ้วง?” ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 28 กันยายน-4 ตุลาคม 2561 หน้า 82 และมีบอกในเอกสารหลายเล่ม เช่น

(1.) จากซินเดอเรลลา ถึงปลาบู่ทอง โดย เสาวลักษณ์ อนันตศานต์ สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2540

(2.) ชนชาติไทในนิทาน โดย ศิราพร ณ ถลาง สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545

(3.) บทความเรื่อง “ชาวจ้วง-ลาว-ไท ต้นกำเนิดนิทาน “ตาเจี้ย ตาลูน-ปลาบู่ทอง-เต่าคำ” วรรณกรรมเกี่ยวกับผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดย ทองแถม นาถจำนง ในหนังสือ ร่องรอยกาลเวลา : อาเซียนศึกษา เอกสารประกอบการสัมมนาแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะ พ.ศ. 2557 หน้า 35-50]

พระรถ นางเมรี เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่แพร่หลายอยู่ในกลุ่มคนหลายชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง ดังนี้

(1.) เริ่มแรกแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์กำมุ (ขมุ) พูดตระกูลภาษามอญ-เขมรคนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณสองฝั่งโขงกับแม่น้ำคาน (ปัจจุบันเรียกเมืองหลวงพระบาง) ก่อนการเข้ามาของลาวพูดตระกูลภาษาไท-ไต จากเมืองแถน (ในเวียดนาม)

(2.) คนพูดตระกูลภาษาไท-ไตจากเมืองแถนเรียกตนเองว่าลาว เคลื่อนไหวโยกย้ายไปก่อบ้านสร้างเมืองหลวงพระบาง (เชียงดงเชียงทอง) อยู่ร่วมกับกลุ่มกำมุ จึงรับคำบอกเล่าของกำมุเรื่องพระรถ นางเมรี เป็นคำบอกเล่าเผ่าพันธุ์ลาว

(3.) แพร่กระจายไปตามเส้นทางการค้าของดินแดนภายในจากลุ่มน้ำโขงลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นคำบอกเล่าเรื่องพระรถ นางเมรี ได้รับยกย่องจากราชสำนักอยุธยาเป็นเรื่องราวศักดิ์ศิทธิ์ แล้วแต่งเป็นบทขับไม้โดยใช้ขับไม้ในพิธีกรรมสำคัญ ได้แก่ งานสมโภชชั้นสูงสืบเนื่องถึงราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์

[ข้อมูลมีอีกในหนังสือ นามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 1 ชื่อวรรณคดี (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 320-322)]

(4.) พระรถเมรีเป็นคำบอกเล่ามี “นิยาย” กลับชาติเกิดใหม่ ต่อมาใช้เล่นเป็นละครชาวบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากคนในรัฐอยุธยา เนื้อเรื่องแบ่งเป็น 2 ภาคต่อเนื่องกัน ภาคต้นเรียกพระรถ นางเมรี (แต่ชาวบ้านเรียกเรื่องนางสิบสอง) ภาคปลายเรียกพระสุธนนางมโนห์รา (แต่ชาวบ้านเรียกเรื่องนางมโนห์รา)

การด้อยค่าเรื่องเล่าจักรๆ วงศ์ๆ ของการศึกษาไทย ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยไม่มีคนและชุมชน เพราะมีแต่สงครามและวัดกับวัง