จังหวะก้าวของตั๋งโต๊ะเห็นได้จากที่สำนวนการเรียบเรียงของเจ้าพระยาคลัง (หน) นำเสนอออกมา
อยู่มาวันหนึ่งให้แต่งโต๊ะแล้วให้หาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย
แลขุนนางทั้งปวงเกรงตั๋งโต๊ะสิ้น ก็พากันไป ณ สวนดอกไม้นั่งล้อมจะกินโต๊ะ ตั๋งโต๊ะเห็นขุนนางพร้อมแล้วก็ถือกระบี่ออกมา
จึงห้ามว่า “อย่าเพิ่งเสพสุราเราจะปรึกษาราชการข้อหนึ่งก่อน”
ขุนนางทั้งปวงก็นิ่งคอยฟังอยู่สิ้น ตั๋งโต๊ะจึงว่า “ทุกวันนี้หองจูเปียนได้เสวยราชสมบัติอุปมาดังศีรษะแลหัวใจเสนาบดีกับอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง แต่ไม่มีสง่าอาญาสิทธิ์ให้ขุนนางแลราษฎรเกรงกลัว บัดนี้เราเห็นหองจูเหียบมีสติปัญญาแหลมหลักกล้าหาญ เราจะให้ถอนหองจูเปียนเสีย จะให้หองจูเหียบเสวยราชย์แผ่นดินจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด”
ขุนนางทั้งนั้นนิ่งเสียสิ้น
แต่เต๊งหงวนเจ้าเมืองเต๊งจิ๋วนั้นยืนขึ้นแล้วร้องว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า “ตัวเป็นขุนนางหัวเมืองมาทำองอาจจะถอดเจ้าเสีย แลหองจูเปียนนั้นเป็นพระราชบุตรเอก พระเจ้าเลนเต้จึงยกราชสมบัติให้ แล้วหองจูเปียนมิได้มีความผิด ตัวคิดอ่านทั้งนี้จะเป็นขบถหรือ จึงว่ากล่าวดังนี้”
ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นก็โกรธ
จึงร้องว่า “เราปรึกษาราชการที่ดีสิ ไม่เห็นด้วย ผู้ใดซึ่งองอาจเข้ามาว่ากล่าวขัดขวางนั้นก็จะเอาชีวิตเสียบัดนี้”
แล้วก็ถอดกระบี่ออกจะฆ่าเต๊งหงวนเสีย
ลิยูเห็นลิโป้ยืนอยู่ข้างหลังเต๊งหงวนนั้นรูปร่างสูงใหญ่ มือถือทวน ท่วงทีเห็นแข็งแรงนัก ลิยูจึงห้ามตั๋งโต๊ะไว้แล้วว่า “วันนี้หาท่านทั้งปวงมากินโต๊ะจะฟังขับลำให้สบายใจ สิมาวิวาททุ่มเถียงกันเล่าสิ้นวันแล้วหรือ ถ้าจะปรึกษากันก็งดไว้ก่อนเถิดจึงค่อยไปปรึกษากัน ณ ศาลาลูกขุน วันนี้เชิญ กินโต๊ะเล่นดีกว่า”
แลขุนนางทั้งนั้นก็ห้ามเต๊งหงวน เต๊งหงวนก็ขึ้นม้าพาลิโป้กลับไป
นํ สำนวน วรรณไว พัธโนทัย มาพิจารณาก็จะสัมผัสได้ในบางรายละเอียดอันมิอาจมองข้ามไปอย่างเย็นชา ขณะนั้นตั๋งโต๊ะเกลี้ยกล่อมทหารในกองทัพ โฮจิ๋นและโฮเบี้ยวเข้าไว้ในอำนาจทั้งสิ้นได้แล้ว จึงปรึกษาลิยูเป็นการส่วนตัวว่า “ข้าคิดจะถอดหองจูเปียนเสียแล้วยกหองจูเหียบขึ้นเสวยราชย์แทนจะพึงทำอย่างไรดี”
ลิยูบอกว่า “เวลานี้บ้านเมืองไม่มีใครเป็นใหญ่เหนือหัว ถ้าไม่เร่งทำเสียตอนนี้ช้าไปการณ์จะเปลี่ยนแปลง
พรุ่งนี้ท่านควรเรียกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงมาชุมนุมกันที่พระราชอุทยานเวินหมิงแล้วประกาศให้ทราบว่าเราจะพลิกราชบัลลังก์ ใครไม่เข้าด้วยจงฆ่ามันเสีย ซึ่งท่านจะมีอำนาจวาสนาอาญาสิทธิ์ก็อยู่ที่วันนี้แหละ”
ตั๋งโต๊ะดีใจยิ่งนัก
วั นรุ่งขึ้นจึงแต่งโต๊ะเป็นการใหญ่เชิญขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมากินเลี้ยง ขุนนางทุกคนล้วนเกรงกลัวตั๋งโต๊ะ
ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ
ตั๋งโต๊ะคอยดูอยู่จนเมื่อขุนนางทั้งปวงมาพร้อมหน้ากันแล้วจึงขี่ม้าย่างเข้ามาที่หน้าประตูราชอุทยาน แล้วลงจากหลังม้าคาดกระบี่เดินไปร่วมโต๊ะด้วย เมื่อเสพสุรากันไปได้พอสถานประมาณ
ตั๋งโต๊ะสั่งให้หยุดการเลี้ยงและตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “เรามีเรื่องจะพูดสักหน่อย ขอขุนนางทั้งหลายจงตั้งใจฟังอย่างสงบ”
ขุนนางทั้งปวงพากันตะแคงหูฟังด้วยความสนใจ
แล้วตั๋งโต๊ะว่า “อันผู้เป็นองค์เทพบุตรนั้นย่อมเป็นเจ้านายของอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง พึงจักต้องมีสง่าราศีและพระจริยานุวัตรอันงดงาม อันฮ่องเต้องค์ดีอ่อนแอ ไร้สติปัญญาสามารถ ขาดศิลปศาสตร์ราชธรรม สู้หองจูเหียบมิได้ หองจูเหียบจึงชอบที่จะเสวยราชสมบัติแทน เราต้องการพลิกราชบัลลังก์ ถอดฮ่องเต้องค์นี้เสียแลสถาปนาหองจูเหียบขึ้นแทน ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงจะเห็นควรหรือไม่ประการใด”
ขุนนางทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็เงียบกริบ ไม่กล้าปริปาก
ทันใดนั้นมีขุนนางผู้หนึ่งผลักโต๊ะออกมายืนเบื้องหน้าแล้วร้องตะโกนว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ มึงเป็นใครมาจากไหนจึงบังอาจมาพูดใหญ่โตโอหังเช่นนี้ องค์เทพบุตรเป็นพระราชโอรสอันเกิดด้วยพระนางฮองเฮา พระองค์มิได้ทรงกระทำอะไรผิด คิดมิชอบ ไฉนจึงมาชุมนุมกันถอดพระองค์เสีย มึงอยากจะเป็นคนทรยศกบฏชาติกระนั้นรึ”
ตั๋งโต๊ะแลไป ผู้พูดคือเต็งหงวน ผู้ว่าราชการแคว้นเกงจิ๋ว
ตั๋งโต๊ะโกรธ ตวาดว่า “ใครยอมข้า อยู่ได้ ใครฝืนข้า ต้องตาย”
ว่าแล้วกระชากกระบี่ออกจากฝักหมายจะฆ่าเต็งหงวนเสีย ฝ่ายลิยูเห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่หลังเต็งหงวน รูปร่างองอาจ น่าเกรงขาม มือถือทวนสลักภาพวิถีสวรรค์ ตา จ้องเขม็ง หน้าขมึงทึง
ลิยูจึงเข้าไปวางพลางพูดว่า “วันนี้เราเชิญขุนนางทั้งปวงมากินโต๊ะเพื่อความสนุกสำราญ ไม่ควรจะพูดกันถึงกิจการบ้านเมืองไว้พรุ่งนี้ค่อยไปพูดกันอย่างเต็มที่เถิด เวลายังไม่ช้าเกินไปดอก”
พวกขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายต่างช่วยกันพูดห้ามปราม ปลอบโยนเต็งหงวนให้ขึ้นม้ากลับไปเสีย สถานการณ์อันเกิดขึ้นในระหว่างกินโต๊ะมากด้วยความแหลมคม ในความแหลมคมมาพร้อมกับการท้าทาย น่ายินดีที่ข้างๆ ตั๋งโต๊ะมีที่ปรึกษาอย่างลิยู
ขณะเดียวกัน น่าสนใจตรงที่เต็งหงวนสำแดงตนอย่างสมศักดิ์ศรีแห่งผู้ว่าราชการเกงจิ๋ว
โดยมีลิโป้ถือทวนยืนขมึงทึงอยู่เคียงข้าง

