หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : วัฒนธรรมเพื่อโหยหาอดีต ที่ไม่มีอนาคต

21.10.25 | 17:33 น.

วัฒนธรรมในไทยเป็นงานแต่งชุดไทยเพื่อโหยหาอดีตที่ไม่มีอนาคต ซึ่งมีข่าวจะคัดมาดังนี้

น.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ตอบกระทู้ถามทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณว่า ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ประมาณ 2 สัปดาห์ พยายามรีวิวโครงการต่างๆ เพื่อทบทวน และชะลอหลายโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยจะดูจากผลสัมฤทธิ์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับนโยบายปัจจุบัน โดยนโยบาย 3 ประการ คือ 1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 2. คืนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการภาพยนตร์ชาวไทย และ 3. พัฒนาสินค้าทางด้านวัฒนธรรม

น.ส. ซาบีดากล่าวต่อว่า ในส่วนของอีเวนต์จะดูว่าตัวไหนจัดแล้วจม ไม่เกิดประโยชน์ จะต้องพับไปก่อน และนำงบประมาณไปใช้ในการส่งเสริมลานวัฒนธรรม หมู่บ้านวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และชุมชนได้รับประโยชน์มากขึ้น ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งมั่นที่จะนำทุนทางวัฒนธรรมมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้ สร้างความยั่งยืน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในเวทีโลก

“สำหรับเรื่องหอศิลป์แห่งชาติ ถนนรัชดาภิเษก สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2563 แต่ยังไม่เคยเปิดใช้เต็มรูปแบบ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้งบประมาณจำกัด และเกิดปัญหาอาคารทรุดโทรมทั้งภายนอกและภายใน อาคารที่ทรุดโทรมอยู่ติดกับห้องทำงาน ของตนเอง มองออกจากห้องทำงาน เห็นหอศิลป์ที่ทรุดโทรมทุกวัน เป็นเหมือนหนามแทงใจ และตั้งใจจะเร่งพัฒนา โดยคาดว่าจะสามารถใช้พื้นที่ได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อนำพื้นที่นี้กลับคืนสู่ศิลปะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในส่วนของหอสมุดแห่งชาติ จะพัฒนาให้เป็นห้องสมุดดิจิทัลแห่งชาติ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ทันสมัย ดิฉันพยายามที่จะสร้างพื้นที่แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของชาติที่สะดวก ทันสมัย เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการทำหน้าที่ เป็นต้นทางความรู้ของชาติที่จัดเก็บทรัพยากร สารสนเทศ ซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สำคัญของชาติ” รัฐมนตรีว่าการ วธ.กล่าว

Advertisement

(ที่มา : มติชน ฉบับวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 หน้า 11)

เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในนโยบายของ รมต.วธ. ตามข่าวจากมติชนที่ยกมาดังนี้

  1. ทบทวนและชะลอหลายโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีไม่น้อย
  2. อีเวนต์ตัวไหนจัดแล้วจม ไม่เกิดประโยชน์ จะต้องพับไว้ก่อน ซึ่งมีมาก

แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในกิจกรรม “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ดังนี้

(1.) เอางบประมาไปใช้ในการส่งเสริมลานวัฒนธรรม, หมู่บ้านวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และชุมชนได้ประโยชน์มากขึ้น

ลานวัฒนธรรม, หมู่บ้านวัฒนธรรม ที่ วธ.ไปทำไว้หลายจังหวัด ขอให้ รมต.ไปสำรวจดูเถอะ “จัดแล้วจม” กับ “จมจนเจ๊ง” แล้วทิ้งเป็นภาระคนในชุมชนนั้นต้องเก็บกวาดสถานที่

(2.) มุ่งมั่นที่จะนำทุนทางวัฒนธรรมมาผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างรายได้ สร้างความยั่งยืนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในเวทีโลก

งานที่ วธ.ทำไว้ในปีก่อนๆ ไม่เคยมีการประเมินผลจากภาคเอกชนที่ชำนาญด้านนี้ว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่?

แต่จากประสบการณ์ของภาคเอกชนพบว่า วธ.ไม่มีประสบการณ์จริงๆ ด้านนี้ แต่ทำเพราะ “นายสั่ง” ก็ดันทุรังขายผ้าเอาหน้ารอด (บางคนบอกว่า “แก้ผ้าเอาหน้ารอด”) เป็นคราวๆ ไป

เศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมเป็นงานจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยแต่ วธ.ควรทำหน้าที่แบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลทางวัฒนธรรมที่เป็นจริง และมีหลักฐานวิชาการรองรับสนับสนุน เมื่อสังคมได้ข้อมูลจริงย่อมมีพลังสร้างสรรค์งานต่างๆ ได้เอง ซึ่งทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้

ประเพณีพิธีกรรม (โดยเฉพาะ 12 เดือน) ต้องเป็นเรื่องอธิบายความหมายของพิธีกรรมนั้นๆ เช่น ลอยกระทงมีต้นตอรากเหง้าจากพิธีกรรมทางศาสนาผี เพื่อขอขมาธรรมชาติคือดินและน้ำที่ให้ความอุดมสมบูรณ์ แต่ที่ วธ.เผยแพร่เป็นเรื่องหนักไปทางภาคปฏิบัติว่าทำอะไรก่อนอะไรหลัง ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญ

ข้อมูลสำคัญมากที่ วธ.ไม่ทำ ได้แก่ ประวัติศาสตร์ไทย ที่มีหลักฐานวิชาการหนักแน่น (ประวัติศาสตร์ไทยที่ วธ.ใช้งานทุกวันนี้ เป็น “นิยาย” อิงพงศาวดาร แต่งใหม่ตามอำเภอใจ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน) เช่น

1.คนไทยเป็นใคร? มาจากไหน?

2.มลายูมีบทบาทสูงมากในการค้านานาชาติทางทะเลให้ไทยตั้งแต่สมัยอโยธยา-อยุธยา (โดยเฉพาะทะเลอันดามัน) แต่ไม่พบในประวัติศาสตร์ไทย เป็นเพราอะไร? แม้กระทั่งมลายู-จาม เป็นอาสาจาม (กองทัพเรือ) ของกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่มีเรื่องนี้ แต่พากันด้อยค่ามลายู เพราะอะไร?

3.ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าของชาวสยาม ดึงดูดบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายใน จึงถูกเรียกเป็นชาวสยามหลายพันปีมาแล้ว กระทั่งเป็นภาษาราชการสมัยอโยธยา-อยุธยา ทำให้เรียกตนเองว่า “ไทย” ทำไมไม่มีเรื่องเหล่านี้?

วธ.ควรทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลหลักฐานเป็นจริงของประวัติศาสตร์ไทยให้เป็นที่รับรู้ ทั่วกันผ่านสื่อสาธารณะและสื่ออื่นๆ ทุกชนิด ถ้าทำสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนานในทุกๆ เรื่อง เพื่อการทักท้วงถกเถียง นี่แหละคือพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมีสันติภาพอย่างยั่งยืนแท้จริง