วัฒนธรรมในไทยเป็นงานแต่งชุดไทยเพื่อโหยหาอดีตที่ไม่มีอนาคต ซึ่งมีข่าวจะคัดมาดังนี้
น.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ตอบกระทู้ถามทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณว่า ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ประมาณ 2 สัปดาห์ พยายามรีวิวโครงการต่างๆ เพื่อทบทวน และชะลอหลายโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยจะดูจากผลสัมฤทธิ์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับนโยบายปัจจุบัน โดยนโยบาย 3 ประการ คือ 1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 2. คืนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการภาพยนตร์ชาวไทย และ 3. พัฒนาสินค้าทางด้านวัฒนธรรม
น.ส. ซาบีดากล่าวต่อว่า ในส่วนของอีเวนต์จะดูว่าตัวไหนจัดแล้วจม ไม่เกิดประโยชน์ จะต้องพับไปก่อน และนำงบประมาณไปใช้ในการส่งเสริมลานวัฒนธรรม หมู่บ้านวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และชุมชนได้รับประโยชน์มากขึ้น ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งมั่นที่จะนำทุนทางวัฒนธรรมมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้ สร้างความยั่งยืน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในเวทีโลก
“สำหรับเรื่องหอศิลป์แห่งชาติ ถนนรัชดาภิเษก สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2563 แต่ยังไม่เคยเปิดใช้เต็มรูปแบบ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้งบประมาณจำกัด และเกิดปัญหาอาคารทรุดโทรมทั้งภายนอกและภายใน อาคารที่ทรุดโทรมอยู่ติดกับห้องทำงาน ของตนเอง มองออกจากห้องทำงาน เห็นหอศิลป์ที่ทรุดโทรมทุกวัน เป็นเหมือนหนามแทงใจ และตั้งใจจะเร่งพัฒนา โดยคาดว่าจะสามารถใช้พื้นที่ได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อนำพื้นที่นี้กลับคืนสู่ศิลปะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในส่วนของหอสมุดแห่งชาติ จะพัฒนาให้เป็นห้องสมุดดิจิทัลแห่งชาติ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ทันสมัย ดิฉันพยายามที่จะสร้างพื้นที่แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของชาติที่สะดวก ทันสมัย เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการทำหน้าที่ เป็นต้นทางความรู้ของชาติที่จัดเก็บทรัพยากร สารสนเทศ ซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สำคัญของชาติ” รัฐมนตรีว่าการ วธ.กล่าว
(ที่มา : มติชน ฉบับวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 หน้า 11)
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในนโยบายของ รมต.วธ. ตามข่าวจากมติชนที่ยกมาดังนี้
- ทบทวนและชะลอหลายโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีไม่น้อย
- อีเวนต์ตัวไหนจัดแล้วจม ไม่เกิดประโยชน์ จะต้องพับไว้ก่อน ซึ่งมีมาก
แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในกิจกรรม “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ดังนี้
(1.) เอางบประมาไปใช้ในการส่งเสริมลานวัฒนธรรม, หมู่บ้านวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และชุมชนได้ประโยชน์มากขึ้น
ลานวัฒนธรรม, หมู่บ้านวัฒนธรรม ที่ วธ.ไปทำไว้หลายจังหวัด ขอให้ รมต.ไปสำรวจดูเถอะ “จัดแล้วจม” กับ “จมจนเจ๊ง” แล้วทิ้งเป็นภาระคนในชุมชนนั้นต้องเก็บกวาดสถานที่
(2.) มุ่งมั่นที่จะนำทุนทางวัฒนธรรมมาผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างรายได้ สร้างความยั่งยืนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในเวทีโลก
งานที่ วธ.ทำไว้ในปีก่อนๆ ไม่เคยมีการประเมินผลจากภาคเอกชนที่ชำนาญด้านนี้ว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่?
แต่จากประสบการณ์ของภาคเอกชนพบว่า วธ.ไม่มีประสบการณ์จริงๆ ด้านนี้ แต่ทำเพราะ “นายสั่ง” ก็ดันทุรังขายผ้าเอาหน้ารอด (บางคนบอกว่า “แก้ผ้าเอาหน้ารอด”) เป็นคราวๆ ไป
เศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมเป็นงานจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยแต่ วธ.ควรทำหน้าที่แบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลทางวัฒนธรรมที่เป็นจริง และมีหลักฐานวิชาการรองรับสนับสนุน เมื่อสังคมได้ข้อมูลจริงย่อมมีพลังสร้างสรรค์งานต่างๆ ได้เอง ซึ่งทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้
ประเพณีพิธีกรรม (โดยเฉพาะ 12 เดือน) ต้องเป็นเรื่องอธิบายความหมายของพิธีกรรมนั้นๆ เช่น ลอยกระทงมีต้นตอรากเหง้าจากพิธีกรรมทางศาสนาผี เพื่อขอขมาธรรมชาติคือดินและน้ำที่ให้ความอุดมสมบูรณ์ แต่ที่ วธ.เผยแพร่เป็นเรื่องหนักไปทางภาคปฏิบัติว่าทำอะไรก่อนอะไรหลัง ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญ
ข้อมูลสำคัญมากที่ วธ.ไม่ทำ ได้แก่ ประวัติศาสตร์ไทย ที่มีหลักฐานวิชาการหนักแน่น (ประวัติศาสตร์ไทยที่ วธ.ใช้งานทุกวันนี้ เป็น “นิยาย” อิงพงศาวดาร แต่งใหม่ตามอำเภอใจ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน) เช่น
1.คนไทยเป็นใคร? มาจากไหน?
2.มลายูมีบทบาทสูงมากในการค้านานาชาติทางทะเลให้ไทยตั้งแต่สมัยอโยธยา-อยุธยา (โดยเฉพาะทะเลอันดามัน) แต่ไม่พบในประวัติศาสตร์ไทย เป็นเพราอะไร? แม้กระทั่งมลายู-จาม เป็นอาสาจาม (กองทัพเรือ) ของกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่มีเรื่องนี้ แต่พากันด้อยค่ามลายู เพราะอะไร?
3.ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าของชาวสยาม ดึงดูดบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายใน จึงถูกเรียกเป็นชาวสยามหลายพันปีมาแล้ว กระทั่งเป็นภาษาราชการสมัยอโยธยา-อยุธยา ทำให้เรียกตนเองว่า “ไทย” ทำไมไม่มีเรื่องเหล่านี้?
วธ.ควรทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลหลักฐานเป็นจริงของประวัติศาสตร์ไทยให้เป็นที่รับรู้ ทั่วกันผ่านสื่อสาธารณะและสื่ออื่นๆ ทุกชนิด ถ้าทำสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนานในทุกๆ เรื่อง เพื่อการทักท้วงถกเถียง นี่แหละคือพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมีสันติภาพอย่างยั่งยืนแท้จริง

