หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลลิตา หาญวงษ์...

ลลิตา หาญวงษ์ : ปีทองของรัฐบาลทหารพม่า

24.10.25 | 12:40 น.

ในวงสนทนาเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพม่าหลายวงเมื่อปีก่อน กระแสกับอารมณ์ความรู้สึกของฝ่ายต่อต้านรวมทั้งประชาคมโลกไปในแนวที่ว่ากองทัพพม่าไม่มีทางรักษาพลังอำนาจของตนเองได้ และในที่สุดก็จะพ่ายแพ้ไปเอง ในบทสัมภาษณ์ของ ขุนบีทู (Khun Bedu) ผู้บัญชาการกองกำลัง KNDF ของคะเรนนี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขากล่าวกับสำนักข่าวอิระวดีว่ากองทัพพม่าอ่อนแอเกินไป และฝ่ายต่อต้าน (หมายถึงกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลัง PDF ของคนพม่าแท้) เข้าใกล้ความสำเร็จที่จะล้มล้างรัฐบาลทหาร และนำประเทศเข้าสู่เสรีภาพอย่างสมบูรณ์

แนวคิดของบีทูสอดคล้องกับผู้บัญชาการกองพลชาวกะเหรี่ยงท่านหนึ่งที่ผู้เขียนเคยแลกเปลี่ยนด้วยเมื่อหลายเดือนก่อน เขาบอกว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เขามองไม่เห็นโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่กองทัพพม่าจะกลับเข้ามายึดฐานและพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ที่กะเหรี่ยงและคะเรนนี
ยึดได้จากพม่าในช่วง 2-3 ปีมานี้เลย

ถามต่อว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้นำระดับสูงของทั้งกะเหรี่ยงและคะเรนนีประเมินว่ากองทัพพม่าไม่น่าจะเอาอยู่ และทิ้งชายแดนไทย-พม่า เพื่อไปโฟกัสกับพื้นที่ตอนใน หรือที่เรียกว่าเป็นหัวใจของคนบะหม่า (Bamar Heartland) ได้แก่ พื้นที่ตั้งแต่ย่างกุ้ง ไปจนถึงตอนกลางของพม่า มัณฑะเลย์และพื้นที่โดยรอบ เหตุผลเชิงประจักษ์ที่เห็นกันมาตลอดหลายปีนี้คือการที่กองทัพพม่าขาดกำลังคน

เพราะมีทหารจำนวนหนึ่งที่หลบหนี และการสู้รบต่อเนื่องหลายปีในทุกพื้นที่ทั้งประเทศ ทำให้กองทัพพม่าอ่อนแอลงไปจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแกนกลางของกองทัพพม่าจะอ่อนแอลงไปด้วย

ในปี 2025 นี้ เราเห็นการปรับแผนครั้งใหญ่ของกองทัพพม่า มีความเคลื่อนไหวหลายอย่างที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจ ทั้งที่เป็นปัจจัยผลัก (push factor) และปัจจัยดึง (pull factor) แน่นอนว่าแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่บีบให้พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ได้แก่ การกดดันจากจีน ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และการรักษาอำนาจของกองทัพพม่าระยะยาว จีนนั้นไม่มีกระมิดกระเมี้ยนและแสดงออกชัดเจนว่าตนไม่ชอบมิน อ่อง ลาย ถึงขั้นมีข่าวลือออกมาว่าจีนต้องการผลักดันให้โญซอ (Nyo Saw) ที่ปรึกษาของมิน อ่อง ลาย ผู้มีประสบการณ์โชกโชนกับการติดต่อสัมพันธ์กับทั้งจีนและรัสเซีย รวมทั้งยังเป็นประธานบริษัท MEC หนึ่งในบริษัทร่วมทุนขนาดใหญ่ของกองทัพพม่า

Advertisement

แม้จีนจะมีแนวทางของตนเองเพื่อสร้างความสงบในพื้นที่ชายแดนจีน-พม่า ทั้งการสนับสนุน
ชนกลุ่มน้อย ทั้งว้า โกก้าง และตะอาง ในฐานะ “รัฐบริวาร” หรือ proxy ของตนเองแบบเบ็ดเสร็จ แต่ในอีกด้าน จีนก็กลับไปสานสัมพันธ์กับกองทัพของพม่า หลังลองผิดลองถูกมาพักใหญ่ จีนก็ตกผลึกแล้วว่าหากต้องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของตนในพม่า การสนับสนุนเพียงชนกลุ่มน้อยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องส่งเสริมและสร้างความสัมพันธ์กับมิน อ่อง ลายและผู้นำกองทัพคนอื่นๆ ไว้ให้แนบแน่นด้วย

ในทางเศรษฐกิจ เราต้องแยกให้ออกก่อนว่าปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องที่ประชาชนในพม่ากำลังประสบอยู่นั้น อาจจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับผู้นำในกองทัพพม่าเลยก็เป็นได้ เพราะรายได้
หลักของกองทัพ/รัฐบาลพม่า มาจากการส่งออกน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจของกองทัพ และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (forex) อย่างหลังสุดนี่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จากงานศึกษาของจาเร็ด บิสซิงเจอร์ (Jared Bissinger) ธนาคารกลางของพม่า (CBM) คือผู้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ กองทัพสามารถควบคุม CBM ได้แบบเบ็ดเสร็จ และบังคับให้การส่งออกสินค้าออกจากพม่า (รวมทั้งค่าธรรมเนียมอื่นๆ) ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ CBM กำหนด ซึ่งต่ำกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดอย่างมาก อัตราแลกเปลี่ยนของตลาดทั่วไปอยู่ประมาณ 3,354 จัต/ดอลลาร์ แต่รัฐบาลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเองที่ 4,450 จัต/ดอลลาร์

หมายความว่านักธุรกิจที่ต้องส่งของออกจากพม่าต้องสูญเสียรายได้ถึง 34 เปอร์เซ็นต์ อัตราแลกเปลี่ยนสุดพิสดารนี้ทำให้ CBM และรัฐบาลทหารที่ควบคุม CBM อีกที เป็น “เสือนอนกิน” ที่มีรายได้มหาศาลจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน และรายได้ส่วนนี้เองที่กองทัพพม่านำมาซื้ออาวุธและเสริมกำลังในหลายพื้นที่ แม้จะมีช่วงเวลาที่อ่อนแอไปบ้าง แต่เมื่อกลับมาตั้งหลักได้ใหม่ อีกทั้งได้รับอาวุธเพิ่มจากทั้งรัสเซียและจีน

เราจึงเห็นกองทัพพม่าปูพรมโจมตีและยึดฐานที่ชนกลุ่มน้อยเคยยึดกลับมาได้หลายฐาน 2 เดือนเศษนับจากนี้ เราจะเห็นกองทัพพม่าระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อยึดฐานที่มั่นตามแนวชายแดนไทย-พม่ากลับคืนมาได้อีกหลายแห่ง

กองทัพพม่าไม่มีแนวโน้มจะปล่อยอำนาจไปง่ายๆ หากการเจรจาเพื่อหาทางลงให้กองทัพพม่าเป็นเรื่องง่ายจริงดังว่า พม่าคงไม่มีสงครามกลางเมืองต่อเนื่องกันมาเกือบ 80 ปี และไม่ว่าตัวแสดงที่เป็นชนกลุ่มน้อยหรือฝ่ายต่อต้านจะเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนหน้าไปมากแค่ไหน แต่คู่ต่อสู้ของพวกเขายังเป็นกองทัพและผู้นำกองทัพพม่าเพียงหนึ่งเดียว (หรือกลุ่มเดียว) ปัญหาสำคัญของฝ่ายต่อต้านในพม่าคือแทบไม่มีกลุ่มใดเลยที่มีเอกภาพ อาจจะมีข้อยกเว้นคือกองทัพ AA ของอาระกัน ภายใต้การนำของทุนมรัตนาย (Tun Mrat Naing) ที่อาจเรียกว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับกองทัพพม่ามากที่สุดในเวลานี้

กองกำลังอื่นๆ โดยเฉพาะที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย ไม่มีกลุ่มใดที่มีเอกภาพ กะเหรี่ยงเองแตกแยกออกเป็นหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น KNU ที่เรารู้จักกันดี หรือกลุ่มกะเหรี่ยงเทาๆ อย่าง BGF หรือ DKBA ที่แตกกันมาก่อนเพราะเรื่องศาสนา ก่อนจะมีผลประโยชน์และธุรกิจผิดกฎหมายที่แยกกะเหรี่ยงฝั่งที่สนับสนุนกองทัพพม่าออกจากอีกฝั่งหนึ่งอย่างชัดเจน

ภายใน KNU เอง ก็มีฝ่ายที่ได้ผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทาๆ มีข่าวลือว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของกองทัพพม่า ที่บุกทลาย “เคเคพาร์ค” (KK Park) สแกมเซ็นเตอร์ชื่อดังในเมืองเมียวดี ฝั่งตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก็มาจากกะเหรี่ยง DKBA นั่นแหละ ที่ชี้เป้าให้กองทัพพม่าไปทลายพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของผู้หลักผู้ใหญ่บางคนในกองทัพของ KNU (เรียกว่า KNLA) เมื่อมองในด้านกลับ ความเข้มแข็งของกองทัพพม่าอาจจะไม่ได้มาจากแสนยานุภาพที่แท้จริงของมิน อ่อง ลาย หรือผู้นำกองทัพ แต่แท้จริงแล้วมาจากความอ่อนแอของฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงเอกภาพของฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มในประเทศ แต่ภายในฝ่ายการเมืองหรือกองกำลังของชนกลุ่มน้อยเองก็เข้มแข็งได้ยากเมื่อแตกออกเป็นหลายฝ่ายอย่างที่เป็นอยู่