ไปถึงบ้านเมืองบัว ต. เมืองบัว อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด เมื่อพฤหัสฯ 20 เมษายน 2560
คุยกับเจ้าหน้าที่บางคนของเทศบาลเมืองบัว เรื่องเอกสารแนะนำความเป็นมาของชื่อบ้านนามเมือง เขายกแผ่นพับที่พิมพ์แจกโดยกรมศิลปากรมาปึกใหญ่ สีสันสวยงาม กระดาษอย่างดี แต่อ่านยาก เป็นภาษาวิชาการโบราณคดีขั้นเทพ รูปสวยชวนให้ดูรูป แต่ไม่ชวนอ่านเรื่อง
เจ้าหน้าที่ปริ๊นต์จากเครื่องมาส่งให้อ่านแผ่นหนึ่ง พลางบอกเบาๆ ว่า เจ้าหน้าที่เทศบาลเขียนขึ้นเอง แต่ทางกรมศิลปากรบอกว่าไม่ควรพิมพ์แจก จึงไม่ได้ทำไว้แจก
ผมรับเก็บใส่กระเป๋ากลับกรุงเทพฯ เมื่อถึงบ้านเอาออกมาอ่านก็ชอบเนื้อความและสำนวนโดยซื่อที่ควรเผยแพร่กว้างออกไป
บ้านเมืองบัว มีลักษณะสำคัญแบ่งกว้างๆ ได้อย่างน้อย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นแหล่งโบราณคดี กับส่วนที่เป็นวิถีชีวิต
ส่วนที่เป็นแหล่งโบราณคดี เป็นความรู้อดีตยาวนานหลายพันปีมาแล้ว กรมศิลปากรมีเอกสารอธิบายแล้ว
ส่วนวิถีชีวิต เป็นความรู้ปัจจุบันและอนาคตที่ใครๆ ก็สัมผัสได้ง่ายๆ มีเสน่ห์ มีความทรงจำร่วมกัน จึงคัดทั้งดุ้นมาแบ่งปันไว้ ไม่ได้แก้ไขดัดแปลงอะไรเลย นอกจากทำย่อหน้าใหม่เท่านั้น ดังนี้
ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวนิเวศวัฒนธรรม
บ้านเมืองบัว ต. เมืองบัว อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด
ชุมชนเมืองบัวตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำสองสาย คือ ด้านทิศเหนือห่างจากหมู่บ้านประมาณ 500 เมตร เป็นลำน้ำเสียว ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 1,000 เมตร เป็นลำน้ำเตา
และยังมีหนองน้ำในหมู่บ้านอีก 9 แห่ง หนองน้ำที่บริเวณทุ่งอีก 25 แห่ง และคลองน้ำธรรมชาติและทางรัฐขุดขึ้นมาอีกหลายแห่ง ทั้งหมดนี้เป็นแหล่งก่อเกิดอาหารโปรตีนของชาวเมืองบัว
น้ำในลำน้ำถูกนำไปผลิตเป็นน้ำประปาผันกลับมาใช้ในชุมชน ทั้งใช้ในการเกษตร เช่น บ่อปลา ฟาร์มสัตว์ รดพืชผักสวนครัว
ในหนองน้ำ ลำน้ำ มีบัวหลากหลายประเภท ทั้งนำมาเป็นอาหารได้ และเกิดมาเพื่อประดับโลกให้สวยงาม วันพระชาวบ้านเก็บดอกบัวไปบูชาพระ เมื่อดอกบัวแก่นำเมล็ดมารับประทาน หน้าแล้งรากบัวหรือชาวบ้านเรียกกันว่าหัวบัวใต้ดินจะเจริญโตขึ้น ชาวบ้านจะขุดรากบัวนำไปประกอบเป็นอาหารได้ทั้งคาวและหวาน เช่น ตำส้มรากบัว (หัวบัว) เชื่อมรากบัว (หัวบัว) สำหรับบัวทองจะนำสายดอกบัวทองไปแกงส้มสายบัว แกงปลาใส่สายบัว
ที่อร่อยที่สุดเวลาไปทอดเทียนพรรษาจะได้กินส้มตำกับสายบัว
ตามริมฝั่งเสียว-เตา จะมีผักแว่น ผักบุ้งแดง เหนือขึ้นไปชายฝั่งจะมีต้นบักแซว ต้นบักหว้าชมพู ผักหนามแดง มันหำอีปู่ เป็นต้น
ข้างๆ ชายฝั่งเสียว-เตา มีแย้ ขี้กะปอม ในพงหญ้าใต้ต้นไม้ยังมีกบ เข็ด บนต้นไม้ยังมีรังมดแดงให้ชาวบ้านได้หาอยู่หากินไม่อดไม่อยาก
ห่างลำน้ำออกไปอีกก็เป็นที่นามีปลูกข้าว เมื่อก่อนที่นาอยู่เสียว-เตา ชาวบ้านจะปลูกข้าวจ้าวลอย หลังๆ มาไม่ว่านาลุ่มนาดอนจะปลูกข้าวจ้าวหอมดอกมะลิกันหมดเลย เพราะขายได้ราคาดี แต่ตัวเองกินข้าวเหนียว มีคนนำมาขายจากกาฬสินธุ์ “ข้าวสารเหนียวขาวๆ อ่อน จ้า” เสียงบักอะโหลโปข่าวของรถขายข้าววิ่งรอบบ้าน หรือไม่ก็ไปซื้อหามากินที่ตลาด ซึ่งน่าแปลกจริงหนอ ทำนาแต่ได้ซื้อข้าวเขามากิน
ภายหลังเกี่ยวเสร็จทั้งเด็กและผู้ใหญ่ตกกลางคืนจะไปดักหนูนา ยิงนก หาปลา มาเป็นอาหาร ถ้าได้มากจะนำไปขายในหมู่บ้าน หรือนำไปขายที่ตลาดสดในเมือง บ้างก็ไต่จิ้งหรีด จับตั๊กแตน ไต่แมลง ไปทอดเป็นอาหารจานโปรด และเหลือกินก็นำไปขาย
พอถึงเดือนอ้ายเดือนยี่ เดือนสามเดือนสี่ ชาวบ้านก็วิดน้ำจากบ่อตามที่นาจับปลามากินกัน ถ้าได้มากก็จะหมักเป็นปลาร้าไว้กิน ใครมีบ่อหลายแห่งก็ขายเอาเงินเข้ากระเป๋าสบายไป
หน้าร้อนจะย่างเข้าหน้าฝนอากาศอบอ้าว เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า “เห็ดกำลังจะออก” ชาวบ้านจะรู้ดีว่าที่ไหนเห็ดอะไรชอบเกิด โพนหนามแท่ง อดีตป่าช้าของชาวเมืองบัวจะมีคนเข้าไปหาเห็ดเสมอ เพราะความอยากแกงเห็ด แม้แต่ผีก็ไม่กลัว
ชุมชนเมืองบัวนอกจากต้นไม้ใหญ่ที่ดอนกู่แล้ว ก็ยังเหลือป่าไม้อยู่บ้างที่โพนหนามแท่งเท่านั้นแหละ ที่จะอวดชาวโลกกับเขาว่าบ้านเมืองบัวก็ยังมีป่าไม้เหมือนเขาอยู่ แต่ก็เป็นป่าละเมาะเท่านั้นเอง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ครูและนักเรียน ป.5 โรงเรียนเมืองบัววิทยาคาร เข้าไปศึกษาสำรวจพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ยังเหลืออยู่ว่ามีอะไรบ้าง และในวันที่ 8 กรกฎาคม 2549 หลวงพ่อพระครูสุธรรมวงศ์ ร่วมกับชาวบ้าน ครูนักเรียน พระเณร ไปปลูกต้นไม้ที่ป่าโพนหนามแท่ง วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2549 ชาวบ้านหมู่ 2 หมู่ 5 นักเรียน พระเจ้าพระสงฆ์ ร่วมปลูกต้นไม้เป็นพระราชกุศลถวายแด่แม่ของแผ่นดิน
คาดว่าอีก 5 ปี บ้านเมืองบัวจะมีป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยไร่ นั้นคือสิ่งที่ทุกคนกำลังฝันอยากให้มี ความฝันจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อพวกเราชาวเมืองบัวร่วมกันสร้างขึ้นมา ด้วยความรักเสียสละและสามัคคี
เรามาช่วยกันคืนต้นไม้ให้ป่า คืนปลาให้น้ำ สร้างบ้านให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้อาศัย

