“การกระทำในวันนี้ …ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งสำคัญที่สุดที่เคยมีมาเพื่อต่อต้านภัยร้ายระดับโลกอย่างการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางการเงินผ่านไซเบอร์” พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุด และท็อดด์ บลานช์
รองอัยการสูงสุด… กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ แถลงต่อสังคมโลก เมื่อ 14 ตุลาคม 2568 …
“การรื้อถอนอาณาจักรอาชญากรรมที่สร้างขึ้นจากการบังคับใช้แรงงานและการหลอกลวง ถือเป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้ทุกเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อปกป้องเหยื่อ กู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมย และนำตัวผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มเปราะบางมาสู่กระบวนการยุติธรรม เราขอขอบคุณผู้อำนวยการพาเทลและเจ้าหน้าที่เอฟบีไอทั้งชายและหญิง”
ข้อความข้างต้นนี้…ถ้ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐไม่ออกมาแถลง “ข้อมูลเลวร้าย” นี้ ชาวโลกคงไม่มีวันรู้ ที่สำคัญคือ เป็นการเปิดโปง เกิดข้อสงสัย เชื่อมโยงมาถึงใครบางคนที่นึกไม่ถึง?
แถลงข้อกล่าวหาของสหรัฐฉบับนี้ มาพร้อมกับเหตุฆาตกรรมชาวเกาหลีใต้ (ต่อเนื่อง) ในประเทศกัมพูชา…ที่ถูกเปิดเผย ตีแผ่ “ความน่าชิงชัง” โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ สร้างความตกตะลึง สู่สังคมโลก
14 ตุลาคม 2568 รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศเกาหลีใต้บินด่วนมาขอพบนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ไม่ต้องมีคำหวาน รัฐบาลเกาหลีใต้ “กล้ากดดัน” รัฐบาลกัมพูชา
ประสงค์สิ่งใด รัฐบาลเขมรยอมทำตาม
วันรุ่งขึ้น…เกาหลีใต้จัดเครื่องบินมารับชาวเกาหลีใต้ 64 คน บินกลับประเทศ พร้อมทั้งแถลงข่าว เปิดเผยข้อมูลของ “เมืองหลวงอาชญากรรมของโลก” ออกมาแบบไม่ต้องเกรงใจใคร
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ และรัฐบาลอังกฤษ ออกมาเปิดเผยข้อมูล “ดำมืด” ในกัมพูชา แฉ 43 รายชื่อผู้กระทำผิดแบบกระจ่างชัด ไม่ต้องใช้อักษรย่อ เปรียบได้กับโยนระเบิดเข้ามากลางฝูงชน
สังคมไทยที่เคยเห็นภาพ “พร่ามัว” มานาน…ต้องสั่นสะเทือนจากรายชื่อบุคคลที่สหรัฐประกาศ ที่ล้วนแต่เป็นคนเคยเข้านอก-ออกใน ประเทศไทย แทบทุกชื่อมิใช่คนแปลกหน้า
สื่อมวลชนของไทยที่เกาะติดเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์มานาน จึงต่อภาพจิ๊กซอว์ ให้คนไทยได้เห็นชัดเจนว่าใครเป็นใคร
เพื่อให้ภาพกระจ่างชัดขึ้น ผู้เขียนขอนำ “มุมมอง” จากสื่อเกาหลีใต้มาแบ่งปันครับ…
ภาพลักษณ์ของกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะประตูสู่การท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีได้พังทลายลง เนื่องจากภาพการทรมาน การลักพาตัว และการเรียกค่าไถ่ปรากฏเป็นพาดหัวข่าวใหญ่
จำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก กต.เกาหลีแสดงให้เห็นว่า กรณีพลเมืองเกาหลีที่ถูกลักพาตัวหรือถูกกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายในกัมพูชาเพิ่มขึ้นจากเพียง 17 กรณีในปี 2566 เป็น 220 กรณีในปีที่แล้ว และได้ทะลุ 330 กรณีในปีนี้แล้ว ณ เดือนสิงหาคม 2568
ผู้ เชี่ยวชาญเตือนว่า การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ พรมแดนที่เปราะบาง และการทุจริตที่ฝังรากลึกของกัมพูชา ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายเป็นแหล่งหลบภัยที่น่าดึงดูดอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งหลายกลุ่มมีผู้นำจีน
หนุ่มเกาหลีตกเป็นเหยื่อ
เหยื่อชาวเกาหลีส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 20 และ 30 ปี โดยตกเป็นเป้าหมายผ่านโฆษณาออนไลน์ที่โฆษณาว่าสามารถหารายได้ได้ 8 ล้านวอน (5,600 ดอลลาร์) ถึง 15 ล้านวอนต่อเดือน
พร้อมทั้งเสนอตั๋วเครื่องบินไป-กลับและที่พัก และบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษใดๆ
หลังจากเดินทางมาถึง พวกเขาจะถูกพาไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น โบกอร์ และสีหนุวิลล์ เมืองเหล่านี้เป็นที่ตั้งของ “ศูนย์หลอกลวง” ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของเหยื่อ ซึ่งมักถูกล่อลวงด้วยโฆษณาหางานเทคโนโลยีหรืองานแปลภาษาที่ให้ค่าตอบแทนสูง
เหยื่อจะถูกกักขังและถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น การหลอกลวงทางเสียง (Voice Phishing) และกลโกงโรแมนติก (Romance Scam) หนังสือเดินทางและของมีค่าของเหยื่อจะถูกยึดเมื่อเดินทางมาถึง และการต่อต้านมักนำไปสู่ความรุนแรง การทรมาน หรือในบางกรณีที่น่าเศร้า คือ เสียชีวิต
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นสูงของเกาหลีทำให้ พลเมืองเกาหลีกลายเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบ
ควัก แด-คยอง ศาสตราจารย์ด้านการบริหารงานตำรวจ มหาวิทยาลัยดงกุก กล่าวว่า “ชาวเกาหลีสามารถสร้างและจัดการบัญชีธนาคารและบัตรประจำตัวประชาชนจากระยะไกลได้ นับเป็นความฝันของผู้ค้ามนุษย์”
กรณีล่าสุดที่ชาวเกาหลีถูกฆาตกรรม ได้รับการยืนยันแล้ว
13 ตุลาคม 2568 สำนักงานตำรวจจังหวัดคยองบุก รายงานว่า นักศึกษาวัย 30 ปี รายหนึ่งหายตัวไปหลังจากเดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ครอบครัวของเขาแจ้งกับตำรวจว่าได้รับวิดีโอคอลทาง Telegram เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกลุ่มคนร้ายที่เรียกค่าไถ่ 20 ล้านวอน (14,000 ดอลลาร์สหรัฐ)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่คล้ายกัน ซึ่งนักศึกษา แซปาร์ค อายุ 22 ปี ถูกพบเสียชีวิตใกล้ภูเขาโบกอร์ในจังหวัดกำปงจาม
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพบว่า ใบมรณบัตรของเขาระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือ หัวใจหยุดเต้น เนื่องจากความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจากการถูกทรมาน ครอบครัวของเขาแจ้งตำรวจว่ามีชายสำเนียงจีนข่มขู่และเรียกร้องให้จ่ายเงิน 50 ล้านวอน
ส.ส.ปาร์ค ชานแด แห่งพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เปิดเผยว่า ชายชาวเกาหลีอีกคนหนึ่งซึ่งถูกควบคุมตัวพร้อมกับนักศึกษา ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือ กล่าวว่า เหยื่อผู้เสียชีวิตถูกทุบตีจนเสียชีวิต
การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การทุจริตที่แพร่หลายและการควบคุมชายแดนที่ไม่เข้มงวดทำให้กลุ่มอาชญากรสามารถสร้างศูนย์กลางการหลอกลวงเหล่านี้ได้
“ในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชามีความเปราะบางทางเศรษฐกิจเป็นพิเศษ และปัญหาหลักคือความสัมพันธ์อันทุจริตระหว่างอาชญากรและหน่วยงานท้องถิ่น”
ลี แจ-ฮยอน ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสถาบัน Asian Institute for Policy Studies กล่าวว่า…
“แก๊งชาวจีนจำนวนมากเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา และมีความสัมพันธ์แบบสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างคนเหล่านี้ ผลที่ตามมาคือ ไม่เพียงแต่ความเต็มใจของรัฐบาลกลางที่จะเข้าแทรกแซงจะอ่อนแอลงเท่านั้น แต่ถึงแม้รัฐบาลจะพยายามดำเนินการใดๆ ก็ไม่มีอะไรได้ผลในระดับท้องถิ่น นั่นคือปัญหาใหญ่ที่สุด”
ขณะที่การปราบปรามในระดับภูมิภาคมีความเข้มข้นมากขึ้นในประเทศต่างๆ เช่น จีนและไทย อาชญากรได้ย้ายการปฏิบัติการไปยังกัมพูชา ซึ่งมีการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบและการดำเนินคดีที่ไม่เข้มงวดนัก ผู้เชี่ยวชาญกล่าว
แม้จะมีกรณีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่กลับล่าช้าและไม่สมบูรณ์
เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีแสดงความไม่พอใจ โดยสังเกตเห็นความยากลำบากในการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา และเรียกร้องให้จัดตั้ง “แผนกเกาหลี” (Korea Desk) ขึ้นภายในกองกำลังตำรวจกัมพูชา เพื่อปกป้องพลเมืองเกาหลีให้ดียิ่งขึ้น
“เป็นความจริงที่ว่า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือกับตำรวจในกัมพูชายังไม่ราบรื่นนัก” ยู แจ-ซอง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเกาหลี กล่าวในการประชุมกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา
“ผมจะเรียกร้องให้จัดตั้งหน่วยงานเกาหลีขึ้นภายในกัมพูชา และเรียกร้องให้ตำรวจท้องถิ่นดำเนินการอย่างแข็งกร้าว”
สำหรับข้อกังวลที่เพิ่มขึ้น สำนักงานประธานาธิบดีและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ เพื่อรับรองความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีในกัมพูชา
ผู้อำนวยการวี ซุง-แล็ก ย้ำว่า “เหนือสิ่งอื่นใด การส่งตัวพลเมืองที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ”
คั ง ยู-จุง โฆษกประธานาธิบดีกล่าวว่า “เขายังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาการส่งตัวกลับประเทศเป็นระยะๆ หากจำเป็น นอกจากนี้ เขายังหารือถึงการส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนไปยังกัมพูชาเพื่อให้ความร่วมมือในการสืบสวนและประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับการช่วยเหลือพลเมืองของเรา เพื่อป้องกันอันตรายเพิ่มเติม”
ขอย้อนไปทบทวนคำประกาศของ ยธ.สหรัฐ ที่ยังระบุว่า…
“ผลการสืบสวนครั้งนี้ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของโครงการ Trident Initiative ของ DEA และคุณค่าของการดำเนินการประสานงานกับพันธมิตรระดับรัฐบาลกลางของเรา” เทอร์เรนซ์ โคล ผู้บริหารสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) กล่าว
“DEA มุ่งมั่นที่จะเปิดโปงและรื้อถอนแผนการอาชญากรรมที่ซับซ้อนซึ่งใช้ประโยชน์จากระบบการเงินโลกและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อปกปิดรายได้ที่ผิดกฎหมาย เครือข่ายเหล่านี้ปฏิบัติการอยู่ท่ามกลางเส้นทางการค้ายาเสพติด การทุจริต และอาชญากรรมทางการเงิน ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของสถาบันและชุมชน
DEA ยังคงมุ่งมั่นในการปกป้องความสมบูรณ์ของระบบการเงินของเรา ปฏิเสธผลกำไรที่องค์กรอาชญากรรมใช้เพื่อค้ำจุนพวกเขา และธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมข้ามพรมแดน”
ตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องและคำฟ้องริบทรัพย์สิน จำเลยเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Group กลุ่มบริษัทสัญชาติกัมพูชาที่ดำเนินธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศ นับตั้งแต่ประมาณปี 2558
Prince Group มุ่งเน้นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ร่วมกันพัฒนา Prince Group ให้กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียอย่างลับๆ ภายใต้การกำกับดูแลของจำเลย
Prince Group ทำกำไรมหาศาลจากการดำเนินงานบริษัทหลอกลวงทั่วประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อให้เกิดการฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล
แผนการของ Prince Group มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกา โดยได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานในนามของ Prince Group
หนึ่งในเครือข่ายดังกล่าวดำเนินการในบรูคลิน นิวยอร์ก และอำนวยความสะดวกในการโอนเงินและฟอกเงินหลายล้านดอลลาร์ในนามของ Prince Group จากเหยื่อกว่า 250 รายในนิวยอร์กและทั่วประเทศ
ต่อมาจำเลยและผู้สมรู้ร่วมคิดได้นำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไปใช้ในการท่องเที่ยวและความบันเทิงสุดหรู และซื้อของฟุ่มเฟือย เช่น นาฬิกา เรือยอตช์ เครื่องบินส่วนตัว บ้านพักตากอากาศ ของสะสมราคาแพง และงานศิลปะหายาก รวมถึงภาพวาดของปิกัสโซที่ซื้อผ่านบ้านประมูลในนิวยอร์กซิตี้….
ชาวโลก โดยเฉพาะชาวไทย ต้องขอบคุณกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ที่ช่วยให้ความยุติธรรมมีอยู่จริง และหน่วยงานของสหรัฐกำลังลงมือจัดการกับ “ผู้ร้ายระดับโลก”
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

