สแกมเมอร์ – ในช่วงนี้เรื่องราวของประเด็นการปราบปรามสแกมเมอร์ของบ้านเราดูจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่สำคัญขึ้นมาเป็นพิเศษ
จนถึงขั้นที่มีสมาชิกคณะรัฐมนตรีท่านหนึ่งลาออกเพื่อออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์
และมีสมาชิกคณะรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งดูจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจเท่าไหร่ ทั้งที่ถูกแรงกดดันทางสังคมจากทุกๆ ฟากฝ่าย
น่าจะมากกว่าหัวหน้าคณะรัฐมนตรีที่โดนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้เมื่อเทียบกับกรณีของประเทศอื่นๆ อาทิ เมื่อผู้คนในสังคมรับรู้ที่ความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าฉับพลันและทรงอำนาจของเกาหลีใต้ที่เข้ามาจัดการในเรื่องนี้ และเห็นความพยายามของสหรัฐ อังกฤษ และการยกระดับเรื่องนี้เป็นประเด็นในระดับนานาชาติ ในช่วงที่ผ่านมา
ประเด็นที่หนึ่ง ผมคิดว่าแรงกดดันทางสังคมและบทบาทของฝ่ายค้านนั้นมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในเรื่องนี้
แต่เราต้องคำนึงในมิติอื่นด้วยว่า เรื่องราวของสแกมเมอร์นั้นเป็นประเด็นทางการเมืองเท่านั้นหรือไม่ดังที่มองว่ามันเป็นประเด็นแค่เรื่องความมุ่งมั่นของผู้นำหรือเปล่า
และคงไม่มีใครปฏิเสธว่าความมุ่งมั่นของผู้นำมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมภาวะผู้นำ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อประเด็นปัญหานี้
โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลนี้มีสถานะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และความนิยมที่มีต่อรัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นไปแบบเสมอกันในทุกตำแหน่งของสมาชิกคณะรัฐมนตรี
บางคนก็เป็นขวัญใจสื่อและมติมหาชนจากโพล
บางคนประชาชนก็ได้แต่ถอนหายใจ
ในตอนนี้มีความคืบหน้าที่น่าพอใจก็คือ เราเริ่มเห็นความสนใจเคลื่อนตัวจากเรื่องการเมือง เป็นเศรษฐกิจการเมืองเพิ่มขึ้น ในแง่ที่ว่า เริ่มมีการทำความเข้าใจระบบสแกมเมอร์อย่างเป็นระบบมากขึ้น เข้าถึงการทำงาน และบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่นักการเมืองเท่านั้น แต่รวมทั้งนักธุรกิจ และชนชั้นนำอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
จะเห็นนักข่าวที่ทำงานด้านสืบสวนสอบสวนมากขึ้น และข่าวเริ่มออกมาเรื่อยๆ
ประการที่สอง สิ่งที่ยังไม่ได้ถูกขับเน้นโดยพื้นฐานก็คือ
1.การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ว่าสแกมเมอร์มันมีกลโกงอย่างไร และความช่วยเหลือที่ (ไม่) ทันท่วงทีของรัฐที่มีต่อเรื่องนี้
ที่น่ากลัวหนักเข้าไปอีกคือเรามัวแต่สนใจให้เกาหลีเปิดชื่อนักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องเจ็ดคน โดยลืมว่าถ้าสแกมเมอร์มันรวมถึงการหลอกลวงผู้คน โดยเฉพาะการลักเอาอัตลักษณ์ในระบบดิจิทัลไปใช้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และยังเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในฐานะผู้บริโภคและผู้ทำธุรกรรมการเงิน ที่ทั้งธนาคารและรัฐมีค่าธรรมเนียมมากมายที่เก็บจากเราและธนาคาร
2.เราต้องมองเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และต้องสามารถไล่เบี้ยความรับผิดชอบจากธนาคาร บริษัทห้างร้าน และรัฐ (รวมทั้งรัฐบาล) ได้ด้วย
ถ้าใครเคยเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้เราจะพบว่ามันไม่ใช่แค่ความมุ่งมั่นของผู้นำหรอกครับที่เราถามหา
เราพบกับหน้าด่านตั้งแต่สภาพการรับคดีที่โรงพัก และสภาพการจัดการกับเรื่องนี้ของธนาคาร ที่เราต้องวิ่งไปมา เพราะไม่รู้ว่าเรื่องราวมันถึงไหนแล้ว
อย่าเพิ่งพูดแต่เรื่องการปราบปรามเลย เอาแค่การพร้อมรับเรื่องและใส่ใจกับความเดือดร้อนของประชาชนจากเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่เอกชนในทุกระดับนี่ก็อยากจะร้องไห้กันหลายยกทีเดียว
3.เราต้องเห็นความเอาจริงเอาจังของเอกชนมากกว่านี้ ไม่ใช่มองเป็นโอกาสในการหารายได้เพิ่ม เช่นถ้าอยากปลอดภัยขึ้นต้องซื้อบริการระบุเบอร์ที่น่าสงสัย หรือทำงานเชิงรับมากเกินไป
ภาครัฐและภาคประชาสังคม และคู่แข่งธุรกิจเองก็สามารถที่จะเข้ามามีบทบาทในการรายงานว่า เครือข่ายใดของบริษัทผู้ให้บริการสัญญาณมือถือ และธนาคารไหน ที่สุ่มเสี่ยงที่จะเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์มากกว่ากัน
ไม่ใช่โยนความผิดไปให้กับผู้บริโภคว่าเขาต้องมีความรู้เพียงพอเท่านั้น
ทั้งที่เสียค่าบริการ และภาษีกันไปมากมาย
4.ผมไม่เชื่อในเรื่องการบูรณาการภาครัฐว่าคือคำตอบแบบถูกทุกเรื่อง ผมคิดว่าการตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างเข้มข้น ไม่ให้เรื่องนี้กระจุกตัวอยู่ที่หน่วยงานเดียวน่าจะดีกว่า
เราอาจจะเห็นตัวอย่างของกรมสืบสวนคดีพิเศษ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานความมั่นคงของกระทรวงมหาดไทย หรือการยกระดับอัยการ หรือหน่วยงานอื่นๆ จากธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคควรมีบทบาทที่ทั้งร่วมมือและแข่งขันกันด้วย ไม่เช่นนั้นจะเสียเวลากับการประชุม และไม่รู้ว่าข้อมูลมันรั่วไปที่ไหน
5.เราควรมองเรื่องสแกมเมอร์โดยเกี่ยวข้องกับเรื่องของคนเปราะบางหลายกลุ่มในสังคมไทย โดยเฉพาะคนสูงอายุ และเด็ก เยาวชน การทำธุรกรรมการเงินเหล่านี้จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง และอาจจะต้องมีการขอใบอนุญาตพิเศษสำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้หากไม่ต้องการการปกป้องจากรัฐ
การเปิดบัญชีธนาคารและการทำธุรกรรมทางการเงินไม่ควรทำได้อย่างง่ายเกินไป แม้ว่าสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์เหล่านั้นจะเป็นของผู้บริโภค
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อเพ้อฝัน แค่ดูการดูแลการเงินระหว่างบัญชีธนาคารทั่วไปกับบัญชีบัตรเครดิตก็เห็นแล้วว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
มาถึงตรงนี้สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือ อย่าเชื่อในคำว่าบูรณาการทุกภาคส่วนตลอดเวลา
คือถ้าร่วมมือกันได้จริงมันก็ดี แต่บางทีอ้างว่าร่วมมือกันมันเสียเวลาทำงาน และเป็นการซื้อเวลาเสียมากกว่า
สิ่งที่สำคัญอีกมิติหนึ่งคือกลไกในการตรวจสอบ และระบบที่ทำให้หน่วยงานรัฐและเอกชนต้องพร้อมรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย
พลังของผู้บริโภคเองนั้นบางทียังลงมาไม่ถึงเรื่องนี้ เมื่อเทียบกับเรื่องเช่นการไล่บี้แพลตฟอร์มออนไลน์ให้ร้านค้าต้องรับผิดชอบสินค้า และคืนเงินได้เป็นต้น
6.เรื่องสแกมเมอร์ในบ้านเรายังมีมิติเรื่อง “ชายแดน” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ แตกต่างจากหลายกรณีที่เขาตื่นตัวกันในตอนนี้
กล่าวคือ นอกจากการหลอกลวงจะเกินขึ้นโดยเครือข่ายการสื่อสารและระบบการจัดเก็บสินทรัพย์และอัตลักษณ์สมัยใหม่แล้ว ฐานที่ตั้งและการทำงานของสแกมเมอร์ยังเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจข้ามชาติอันเป็นผลจากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ทางเศรษฐกิจสังคมของบ้านเราด้วย
ลักษณะการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมในภูมิภาค ประกอบกับการมีพลังงาน และเครือข่ายการคมนาคมสื่อสารที่แข็งแรงของบ้านเรา ส่งผลให้การเชื่อมต่อในโลกมีลักษณะที่พลิกผันไปในทางที่ผิด (perverted global connection/ capitalism) กล่าวคือ ทุนนิยมแบบระดับโลกที่เชื่อมต่อกันในทางที่ผิดนี้ทำให้เกิดการหลั่งไหลของผู้คนและเงิน ทั้งผ่านรัฐที่ขี้โกง หรือปิดตาข้างหนึ่ง หรือลอดรัฐไปโดยที่ไม่สามารถติดตามได้ง่าย
ทั้งที่ในหลายๆ ส่วนของการเชื่อมต่อนั้นใช้โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐพัฒนาเอาไว้ เช่น ถนน ระบบการเข้าออกเมือง เครือข่ายคมนาคม และระบบคอร์รัปชั่นที่แข็งแรงทั้งของข้าราชการ และนักการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติและข้ามชาติ
ในวันนี้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงเห็นว่าชายแดนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสะสมทุนและความสัมพันธ์ของการสร้างความมั่งคั่งแบบนี้ขึ้นมา
และชายแดนแต่ละฝั่งนั้นมันมีทั้งเงื่อนไขภายใน เงื่อนไขของฝั่งตรงข้าม และเงื่อนไขของประเทศอื่นๆ ในระดับนานาชาติที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
7.ประการสุดท้าย ผมคิดว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงคือ เรื่องสแกมเมอร์นั้นเชื่อมโยงกับเรื่องของการค้ามนุษย์ (human trafficking) ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะซับซ้อนสักหน่อย เพราะมันต้องการมิติด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องของสิทธิมนุษยชนจะต้องสูงส่งกว่าหลัdการอื่นๆ เสมอไป เพราะคงบังคับคนจำนวนไม่น้อยให้เชื่อและศรัทธาอย่างสุดจิตสุดใจไม่ได้
แต่อย่างน้อยการยอมรับฟังและเห็นประโยชน์ในความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและการค้ามนุษย์ก็สำคัญมาก
ยิ่งในกรณีที่ซับซ้อน ดังเช่นคนที่อยู่ในกลไกเครือข่ายสแกมเมอร์นั้น เป็นทั้งเหยื่อและผู้ปฏิบัติการ
หลอกลวงด้วย
แถมยังอยู่ในต่างประเทศด้วย
เราจะเข้าใจและจัดการเรื่องนี้อย่างไร
อาทิ เราต้องมองทุกคนเป็นคนไทยก่อน แล้วเอาเขากลับมาให้หมดก่อน แล้วแยกแยะว่าใครกระทำผิดอะไร ก็ว่ากันไป
เรื่องนี้เป็นการมองจากระดับล่างขึ้นมา ไม่ใช่มองแต่มิติของผู้นำที่มีคนมองกันอยู่แล้ว และควรกดดันต่อไป
ถ้าเรามองในระดับล่างขึ้นมา อย่างน้อยจากข่าวชาวบ้านต่างๆ เราจะพบว่าในวันนี้ไม่ใช่มีแต่ข่าวคนถูกหลอกเงิน
แต่มีข่าวถูกหลอกไปทำงาน
หรืออาจเต็มใจที่ไปเอง แต่ก็ต้องรู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ถูก และต้องถูกดำเนินคดี หรือกันเอาไว้จับตัวใหญ่
เรื่องเหล่านี้มีอยู่มากมาย ที่รอร้อยเรียงเป็นประเด็นที่เราต้องเข้าใจ
เหมือนกรณีเกาหลี ที่ไม่ใช่มีแต่ความฉับไวในการทำงานของรัฐบาล แต่เรื่องราวและข้อถกเถียงในการจัดการกับคนเกาหลีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งที่เป็นเหยื่อ และเป็นทั้งเหยื่อและผู้มีส่วนร่วมกระทำผิด และพวกตัวใหญ่ก็ต้องจัดการไปทั้งหมด
นี่คือประเด็นเบื้องต้นในเรื่องของสแกมเมอร์ในเงื่อนไขแบบไทยๆ ที่ผมคิดว่าไม่ควรมองข้าม และน่าจะช่วยเติมความสนใจของผู้คนในสังคมมากขึ้นครับ

