พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ต่อการคงไว้ซึ่งหลักการแห่ง ‘รัฐฆราวาส’ ในรัฐธรรมนูญ
ถ้าจะนับกันอย่างที่ชอบจัดแบ่งผู้คนเป็นรุ่นเป็น “เจน” (Gen) ผมก็จัดอยู่ในกลุ่มคน Gen X ที่เกิดในช่วงระหว่าง พ.ศ.2510 ถึง 2520 ภาพที่คุ้นชินตาคนรุ่นนี้มาโดยตลอดคือพระบรมฉายาลักษณ์และภาพข่าวพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วถิ่นแคว้นดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย
แม้กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินคำว่า “พระราชินี” มโนทัศน์แรกที่ปรากฏขึ้นในความคิด ก็ยังคงเป็นภาพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่เสมอ
พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาล้วนเป็นที่ประจักษ์ต่อทุกท่านเป็นอย่างดีแล้ว ทั้งการที่ทรงเป็นคู่พระบารมีโดยเสด็จร่วมกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปในทุกถิ่นที่แม้ภูมิประเทศนั้นจะทุรกันดารหรือเป็นพื้นที่ซึ่งมีความอ่อนไหวจากภัยคุกคามความมั่นคงในยุคสงครามเย็น หรือการที่พระองค์ทรงเข้าไปฟื้นฟู สร้างมาตรฐาน และให้คุณค่ากับภูมิปัญญาผ้าทอไทยโดยพระองค์เองทรงเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ด้วยพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงาม และการฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนนานาประเทศตลอดทศวรรษ 1960 จนผ้าทอพื้นเมืองของไทยกลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งใช้ในแฟชั่นชั้นสูง (Haute Couture) อันสง่างามและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
พระราชกรณียกิจในทุกด้านนั้น เป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะของพสกนิกรชาวไทยต่างได้ร่วมทบทวนไปตลอดช่วงระยะเวลาแห่งการแสดงความอาลัยที่เริ่มนับแต่ที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคต ด้วยพระอาการสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในคืนวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2568
นอกเหนือจากพระราชกรณียกิจที่รู้กันโดยทั่วไปข้างต้นแล้ว ยังมีพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหลักการธำรงสำคัญของระบอบรัฐธรรมนูญอันสำคัญ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ จึงอยากนำมาเล่าไว้ ณ ที่นี้
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี พ.ศ.2550 ซึ่งมีประเด็นข้อเรียกร้องจากประชาชนกลุ่มหนึ่งที่นำโดยกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ ที่มีการเรียกร้องให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองว่า “พระพุทธศาสนา” เป็นศาสนาประจำชาติไทย
อันที่จริงแล้วการเรียกร้องให้บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยในรัฐธรรมนูญนี้มีมาแทบทุกครั้งที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ เก่าที่สุดที่ตัวผมเองจำได้ ก็ตั้งแต่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” ในปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมาแล้ว
แม้ว่าเราจะยอมรับกันโดยปริยายและในทางปฏิบัติอย่างชัดเจนสิ้นสงสัยแล้วว่า ประเทศไทยมี “พระพุทธศาสนา” เป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งแสดงออกทั้งในทางวัฒนธรรมไปจนถึงกฎหมายบางเรื่อง และแนวทางการปฏิบัติราชการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ เช่น การกำหนดวันหยุดราชการก็อ้างอิงตามวันสำคัญในทางพุทธศาสนา หรือการประกอบรัฐพิธีทั้งเล็กใหญ่ก็จะมีส่วนที่เป็นพิธีกรรมในทางพุทธศาสนา เช่น การจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยก่อนเริ่มพิธี
ถึงกระนั้น ก็ยังมีข้อเรียกร้องให้มีการบัญญัติรับรองให้ “พระพุทธศาสนา” เป็น “ศาสนาประจำชาติ” ในรัฐธรรมนูญอยู่เสมอดังที่กล่าวไป ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อที่ว่า เดิมนั้นเคยมีเรื่องนี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ถูกนำออกไปด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง
ซึ่งเรื่องนี้ขอยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง” เพราะนับตั้งแต่ปฐมรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน มาจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่บัญญัติในทำนองที่ว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” มาก่อนเลยทั้งสิ้น แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ถูกนำมาบอกเล่ากันอยู่ตลอดมา
ในรัฐสมัยใหม่ส่วนใหญ่นั้นจะยึดถือหลักการของรัฐฆราวาส หรือรัฐโลกียวิสัย (Secular state) ที่ถือว่า “ศาสนา” กับ “การเมืองการปกครอง” และ “การใช้อำนาจรัฐ” นั้นเป็นสิ่งที่ควรแยกขาดจากกันเพื่อให้รัฐประเทศมีความเป็นกลางทางศาสนาที่พลเมืองทุกคนจะได้รับปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงศาสนา รัฐไม่ควรสนับสนุนหรือให้ความสำคัญกับศาสนาใดเป็นพิเศษ รวมถึงไม่นำหลักการทางศาสนามาเป็นกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ
การบัญญัติเรื่องศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น อาจจะหมายถึงการที่ประเทศนั้นจะถือว่าตนเป็น “รัฐศาสนา” หรือ (Theocracy) ที่ถือว่าคำสอนในศาสนาเป็นหนึ่งในหลักแห่งการปกครองรัฐประเทศ และใช้ระบบกฎหมายศาสนาเช่นในหลายประเทศทางตะวันออกกลาง หรือรัฐกึ่งศาสนาที่ไม่ถึงกับใช้ระบบกฎหมายศาสนาแต่ก็ถือว่ารัฐจะต้องให้การปกป้องและอุปถัมภ์เป็นศาสนาหลักทั้งในการสนับสนุนด้านงบประมาณแก่สถาบันแห่งศาสนานั้นเป็นพิเศษ รวมถึงมีนโยบายและกฎหมายหลายฉบับถูกร่างขึ้นเพื่อสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับศาสนาดังกล่าว
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีประเทศสมัยใหม่บางประเทศในยุโรป เช่น ในมอลตา โมนาโก กรีซ ไอซ์แลนด์ หรือเดนมาร์ก ที่บัญญัติเรื่องศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญในเชิงสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่มิได้ส่งผลอะไรต่อการบริหารปกครองประเทศหรือใช้อำนาจรัฐ ดังนั้น จึงยังถือว่าเป็นรัฐฆราวาสในเชิงหลักการได้อยู่
สำหรับบริบทของประเทศไทยนั้น ไม่ว่าการบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญนั้นจะมีผลอย่างไรในเชิงการเมืองการปกครองและการใช้อำนาจรัฐนั้นอาจจะไม่มีข้อยุติชี้ชัด แต่เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทุกยุคทุกสมัยต่างหลีกเลี่ยง เนื่องจากเห็นว่าผลเสียหรือความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ที่ได้
แต่ถึงอย่างนั้น การรณรงค์เพื่อเรียกร้องการบัญญัติในส่วนนี้ก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ และจะเข้มข้นขึ้นทุกครั้งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการจัดทำรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับในช่วงของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่กล่าวถึงไปข้างต้น ในช่วงสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ ก็มีพระสงฆ์และองค์กรพุทธบางแห่งได้จัดการชุมนุมกันที่หน้ารัฐสภา และขู่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่โดยพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเพื่อให้กรรมาธิการและสภาร่างรัฐธรรมนูญจะยอมบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ หากไม่ปฏิบัติตามก็จะเดินหน้ารณรงค์ให้พระและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศออกเสียงประชามติ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับนี้
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2550 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2550 โดยมีพระราชดำรัสบางตอนซึ่งขออัญเชิญมาดังต่อไปนี้
“…แล้วก็ข้าพเจ้าได้พบปะกับนักเรียนไทยประมาณสี่พันคนได้ เค้าขอพบได้ถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่าจะได้ถูกถาม เรื่องพระพุทธศาสนา กับรัฐธรรมนูญซึ่งข้าพเจ้าไม่คิดเลยว่า ที่จะโดนถามอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็อธิบายไม่ได้มีกระดาษอะไรเลย ก็ต้องอธิบายว่า ข้าพเจ้าคิดเองว่าพระพุทธศาสนานี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดสูงส่งแล้ว และได้รับการสนับสนุนมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากคนไทยทั้งชาติ พระบวรพุทธศาสนาเป็นของที่สะอาดสูงสุด ทุกคนก็คิดว่าไม่อยากให้เข้าไปพัวพันกับคำว่าการเมือง ข้าพเจ้าพูดเช่นนั้นต่อหน้านักเรียนไทยสี่พันคน ควรเทิดทูนเอาไว้เหนือเกล้า ว่าเป็นแสงสว่างในหัวใจของคนไทยทั้งหลาย การเมืองบางครั้งก็มีความผิดพลาด บางครั้งก็มัวหมองได้ หลายเรื่อง เพราะฉะนั้นไม่ควรเอาพระบวรพุทธศาสนาไปไว้กับกฎหมายสูงสุดแห่งประเทศไทย คือรัฐธรรมนูญ ควรจะทิ้งพระบวรพุทธศาสนาไว้เช่นนี้ ที่ถูกเทิดทูนโดยประชาชนทั้งชาติ พอข้าพเจ้าพูดจบเล่าเหตุผลจบ นักเรียนไทยก็ปรบมือดังสนั่นลั่นไปทั่วงาน ในเมืองไทย ข้าพเจ้าได้ทราบว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนนับถือมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ คงจะไม่ให้ใครมาแตะได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการเมืองบางครั้งก็มีอะไรหลายอย่างไม่ค่อยตรงไปตรงมานัก เพราะฉะนั้นดีแล้วที่พระบวรศาสนาแยกไปเสียให้พ้นจากการเมืองจะดีกว่า ไม่ทราบว่าทุกท่านในที่นี้เห็นด้วยอย่างเดียวกับข้าพเจ้าหรือเปล่า อันนี้ข้าพเจ้าถามนักเรียนไทย…”
เห็นได้ว่าพระราชดำรัสดังกล่าวให้ข้อคิดที่สอดคล้องต่อหลักการทางรัฐธรรมนูญ เรื่องรัฐฆราวาสที่แบ่งแยกเรื่องการเมืองการปกครองออกจากเรื่องทางความศรัทธาและความเชื่อรวมถึงจริยธรรมทางศาสนาออกจากกัน อันแสดงถึงความเข้าพระทัยอย่างถ่องแท้ของพระองค์ทั้งในพระพุทธศาสนาและในเรื่องหลักการปกครองของรัฐประเทศอันเป็นสากล
เมื่อพระราชดำรัสในวโรกาสนี้ได้เผยแพร่ออกไป ก็ราวกับว่าพระราชดำรัสดังกล่าวได้ให้แง่คิดแก่ฝ่ายที่รณรงค์เรียกร้องให้กลับไปตั้งสติพิจารณาใหม่ตามที่พระองค์ท่านได้พระราชทานข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ไม่ปรากฏว่ามีการชุมนุมใหญ่เพื่อยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวที่เคยตั้งเค้า และต่อมาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ผ่านการออกเสียงประชามติใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยที่การออกเสียงไม่เห็นชอบนั้นก็มี แต่ก็มาจากเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับศาสนาประจำชาติอย่างเป็นนัยสำคัญ
การรับรองพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญที่มาไกลที่สุดอาจจะเป็นรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มาตรา 67 ที่บัญญัติไว้เป็นหลักการในวรรคสอง ให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าว
หลังจากนี้ ในอนาคตไม่ว่าจะระยะสั้นหรือทอดยาวออกไป การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หรือจริงๆ คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 เกือบทั้งฉบับ) นั้นอย่างไรก็ต้องเกิดขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าในตอนนั้น ประเด็นเรื่อง “ศาสนาประจำชาติ” น่าจะกลับมาอีกครั้ง
ไม่ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามข้อเสนอหรือโมเดลของพรรคใด แต่ถึงอย่างนั้นผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเป็นตัวแทนจากประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ การจะบัญญัติอะไรไว้ในรัฐธรรมนูญก็ย่อมต้องขึ้นกับตัวเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนั้นเป็นสำคัญ
แต่ถึงอย่างนั้น ข้อคิดและความเห็นที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยทรงแสดงไว้ผ่านพระราชดำรัสดังกล่าว ก็น่าจะเป็นทั้งภูมิปัญญาและการให้สติที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญสมควรนำมาใคร่ครวญเพื่อพิจารณาประกอบข้อเรียกร้อง และการชั่งน้ำหนักข้อได้ข้อเสียของการบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ

