โลกหลังความตายของบรรพชนคนในไทยและในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้วต่างจากคนปัจจุบัน เนื่องเพราะมีความเชื่อไม่เหมือนกัน
คนในไทยและอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้วมีความเชื่อดังนี้
การเกิดของคน เมื่อคลอดจากครรภ์มารดา เชื่อว่าได้ตายไปจากท้องของแม่
การตายของคน เมื่อคนตายไป เชื่อว่ากลับไปเกิดใหม่ในท้องของแม่อีกครั้งหนึ่ง
การกลับสู่ครรภ์มารดาอีกแบบหนึ่ง คือมีพิธีกรรมหลังความตายด้วยการเก็บศพหรือเก็บกระดูกใส่ภาชนะดินเผาหรือสำริด แล้วฝังดิน
ภาชนะดินเผาใส่ศพ หรือใส่กระดูกคนตายมีหลายแบบ จำลองจากน้ำเต้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครรภ์มารดา แต่ที่พบมากคือแบบทรงกลมและแบบทรงยาว โดยเฉพาะน้ำเต้าทรงยาวมีพัฒนาการถึงทุกวันนี้เป็นโกศ
ครรภ์มารดา จำลองเป็นรูปเรือนปลูกคร่อมหลุมฝังศพ ปัจจุบันเรียก “เฮือนแฮ้ว” หรือ “เฮือนเฮ่ว” หมายถึงคนตายที่ฝังดินอยู่ใต้เรือนนั้นกลับสู่ครรภ์มารดา
เรือนจำลองรูปครรภ์มารดาถูกเรียกนานแล้วจนถึงทุกวันนี้ว่าเรือนหลังคาโค้งเหมือนกระดองเต่า ซึ่งควรเรียกให้ตรงความเชื่อว่า “เรือนหลังคาโค้งเหมือนครรภ์มารดา”
ที่เขียนมานี้ได้แนวคิดหลังอ่านคอลัมน์ของศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ในมติชนสุดสัปดาห์ เกี่ยวกับพิธีศพของจาม (ในเวียดนาม) โดยสรุปชาวจามเชื่อว่าทันทีที่มนุษย์เรา “เกิด” มา ในเวลาเดียวกันนั้นได้ “ตาย” ไปจากท้องของแม่ ดังนั้น เมื่อมนุษย์ตายลง เขาก็เท่ากับเกิดใหม่อยู่ในท้องแม่อีกครั้ง พิธีกรรมหลังความตายจึงได้จัดพิธีฝังศพครั้งแรกเป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา
พิธีฝังศพครั้งแรกพวกจามจะตั้งเรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง ด้วยการสร้างหลังคาโค้งเหมือนกระดองเต่า หรือท้องของแม่ ซึ่งเท่ากับ “ศพ” ของผู้ตายก็คือ “เด็ก” ที่อยู่ในท้องของแม่
ภายในเรือนจำลองประดับไว้ด้วย “ลึงค์” ที่ทำขึ้นจากไม้ ตั้งเอาไว้เป็นเครื่องหมายของอวัยวะเพศชาย ที่กำลังสอดใส่เข้ามาภายในมดลูกของมารดา ราวกับเป็นการจำลองฉากการร่วมรักของชายกับหญิง โดยเชื่อว่าเป็นการสร้าง “ร่างกาย” ขึ้นในโลกใหม่ให้กับผู้ตาย ภายในท้องของแม่
ด้วยความเชื่ออย่างนี้เองที่ทำให้มีการเซ่นไหว้ผู้ตายด้วยข้าว, เกลือ, แล้วก็น้ำ เพราะถือว่าผู้ตายนั้นยังมีชีวิตอยู่
การบรรจุศพด้วยท่าทางแบบเดียวกันในโกศที่พบทั้งในไทยและกัมพูชา ก็ควรจะเป็นไปด้วยความคิดในทำนองเดียวกันนี้ เช่นเดียวกับโลงหินที่พบอยู่ตามปราสาทต่างๆ นั้น ก็ควรจะเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ด้วย
(คอลัมน์ On History ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 2358 ประจำวันที่ 24-30 ตุลาคม 2568 หน้า 71)

ภาชนะดินเผามีฝา มีเอวคอดคล้ายผลน้ำเต้า บรรจุกระดูกมนุษย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในแหล่งโบราณคดีเขตทุ่งกุลาร้องไห้ อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด (ภาพจากหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2557 หน้า 44)

ภาชนะดินเผาบรรจุกระดูกแบบต่างๆ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว และเป็นต้นแบบของโกศสมัยหลัง สืบจนปัจจุบัน ขุดพบบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้
[ภาพลายเส้นจากบทความ 2 เรื่อง ของ สุกัญญา เบาเนิด (กรมศิลปากร) คือ 1. วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ กับ 2. คนตาย/ความเชื่อ/พิธีกรรม สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้จากหลักฐานโบราณคดี พิมพ์ในหนังสือ ทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ” 2,500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2546 หน้า 207-299]

เรือน “หลังคาโค้งเหมือนครรภ์มารดา?” ของชุมชนยุคแรกๆ ราว 2,500 ปีมาแล้ว นักโบราณคดีจินตนาการจากหลุมเสาที่ขุดพบในแหล่งโบราณคดีบ้านหนองแช่เสา ต. หินกอง อ. เมืองฯ จ. ราชบุรี
[ภาพจาก Sorensen, P. “Archaeology in Thailand: Prehistoric through the Neolithic Age,” in Sawaddi, (July-August 21: 1972.) อ้างใน ลักษณะไทย เล่ม 1 : ภูมิหลัง ภาค 2 ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดย พิสิฐ เจริญวงศ์]

(ซ้าย) เรือนหลังคาโค้งของไทดำ อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี (ภาพจาก Facebook เพจ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง)
(ขวา) เรือนหลังคาโค้งของไทดำ ต. หนองปรง อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี (ภาพจาก https://travel.trueid.net/detail/WMoAjb3BJmK)

