เมื่อก่อนเที่ยงวันพุธ 19 เมษายน 2560 อ. สมชาย นิลอาธิ (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ชวนไปดูสิมเก่า ถูกครอบโดยโบสถ์ใหม่ที่วัดตาลเรือง บ้านโคกกลาง ต. เขวาไร่ อ. โกสุมพิสัย จ. มหาสารคาม
สิมเก่า ชำรุดทรุดโทรมมาก ฝีมือช่างราว ร.5 ชาวบ้านไม่รื้อทิ้ง แต่ร่วมกันเรี่ยไรทุนสร้างโบสถ์ใหม่ครอบไว้ตามประสาช่างชาวบ้าน
วิธีคิดและวิธีทำควรแก่การยกย่องย่างยิ่ง สร้างของใหม่ ได้รักษาของเก่าพร้อมกันไป เป็นที่รับรู้หมู่ชาววัดชาวบ้าน ผมเคยเห็นก่อนแล้วหลายแห่
ผมขอคัดคำบอกเล่าชาวบ้านกับข้อเขียนของ อ. สมชาย นิลอาธิ มาแบ่งปันไว้ดังต่อไปนี้

วัดตาลเรือง
บ้านโคกกลาง ต. เขวาไร่ อ. โกสุมพิสัย จ. มหาสารคาม
โดย สมชาย นิลอาธิ
บ้านโคกกลางมีวัดสำคัญประจำหมู่บ้าน คือ วัดตาลเรือง ภายในวัดมีสถานที่สำคัญของชุมชนด้านประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น คือ หอเจ้าปู่สังฆราช และสิม (โบสถ์) วัดตาลเรืองที่มีภาพเขียน
เล่ากันมาด้วยความเชื่อว่า เจ้าปู่สังฆราชเป็นผู้นำพาสร้างชุมชนบ้านโคกกลาง เมื่อประมาณ พ.ศ. 2320 และมีการสร้างสิมวัดตาลเรืองประมาณ พ.ศ. 2330 เป็นสิมขนาดกลางผนังก่ออิฐฉาบปูนขาว ที่สำคัญคือมีภาพเขียนด้านนอกผนังทั้ง 4 ด้าน ผนังด้านหน้าเขียนภาพผจญมาร, นรกภูมิ, ด้านอื่นๆ เขียนเป็นเรื่องสินไช ซึ่งเป็นนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลายทั่วไป (น่าจะเป็นภาพเขียนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4-5?)
เมื่อเวลาผ่านไปหลังคาสิมชำรุดทรุดโทรมมาก ชาวบ้านจึงประชุมร่วมกันโดยมีผู้ใหญ่บ้านโคกกลางทั้ง 3 หมู่ เป็นแกนนำ คือ นายยนต์ พาวันดี, นายประวาน แก้วสิงห์ และนายบุญตา ถาวร

ในที่ประชุมมีความเห็นต่างเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรรื้อทิ้ง แล้วสร้างสิม หลังใหม่ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรรักษาไว้ด้วยการซ่อมหลังคา…
แต่ที่สุดตกลงร่วมกันได้จากที่เกิดเหตุการณ์ความเชื่อ คือเจ้าปู่สังฆราชเข้าสิงร่างชาวบ้าน ได้บอกชาวบ้านว่าไม่ให้ทุบทิ้ง…จึงได้ข้อยุติว่าเพียงรื้อหลังคาสังกะสีออกเท่านั้น แล้วสร้างสิมหลังใหม่ครอบสิมหลังเก่า เป็นการรักษาสิมเก่าที่มีภาพเขียนไว้ด้วย
ส่วนเรื่องงบประมาณการสร้างใหม่นั้น ชาวบ้านเห็นร่วมกันว่าควรหาจากงานบุญกฐินแต่ละปี และประเพณีทอดผ้าป่า ซึ่งทำได้ปีละหลายโอกาส รวมทั้งศรัทธาจากชาวบ้านที่บริจาคร่วมสมทบ เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2535 รวมเวลา 8 ปี
อนึ่ง ทางทิศตะวันออกบ้านโคกกลาง มีพื้นที่ป่าสาธารณะที่เรียกกันว่า “โนนเมืองน้อย” (อยู่ทางทิศเหนือของโนนเมือง คือบ้านโนนเมืองที่เคยเป็นที่ตั้งเมืองขอนแก่นของเพียเมืองแพน บ้านชีโหล่น จากเขตปกครองของเมืองสุวรรณภูมิ ก่อนจะตั้งเมืองขอนแก่นที่บึงบอน- บึงแก่นนครปัจจุบัน) ชาวบ้านได้พบหลักเสมาหินทรายแดงจำนวนหนึ่ง (นับได้ 14 ชิ้น) ซึ่งได้เลือกนำชิ้นที่เห็นว่าสมบูรณ์มาเก็บรักษาไว้ข้างหอเจ้าปู่สังฆราช อยู่หน้าสิมวัดตาลเรือง และได้เลือกหาแก่นไม้คูณมาแกะสลักรูปทรงธาตุไม้ ปักไว้ด้วยกันเพื่อให้เป็น “บือวัด”
เส้นทางเสด็จของสมเด็จฯ
บ้านโคกกลาง น่าจะเป็นหมู่บ้านหนึ่งใน 3 หมู่ ตามบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ “เสด็จไปตรวจราชการมณฑลนครราชสีมาและมณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. 125 พ.ศ. 2449” ที่บันทึกระหว่างเดินทางจากเมืองชนบทไปเมืองขอนแก่นว่า
“วันที่ 25 ธันวาคม เวลาย่ำรุ่ง ออกจากที่พักแรมบ้านหนองปลาจ้อย ข้ามห้วยชัน ต้องเข้าเขตมณฑลอีสาน เดินผ่านไปสัก 10 เส้น จึงกลับเข้าเขตมณฑลอุดรอีก เพราะการปักเขตตอนนี้เอาลำห้วยแห่งหนึ่งเป็นกำหนดแดนไปตกน้ำพาชี แนวห้วยนี้ย้อยเข้ามาในทางหลวง เขตมณฑลอีสานจึงล้ำเข้ามา มีหมู่บ้าน 3 หมู่ เป็นเขตอำเภอโกสุมวิไสย ขึ้นเมืองมหาสารคาม บริเวณร้อยเอ็ด…”
บ้านโคกกลาง ปัจจุบันขึ้นเขต ต. เขวาไร่ (แยกจาก ต. แพง ปี พ.ศ. 2500) บอกเล่ากันว่ามีชาวบ้านรุ่นแรกอพยพมาจากบ้านหมี่-บ้านโด อ. เมืองมหาสารคาม มาตั้งชุมชนอยู่ริมห้วยชัน ด้านทิศใต้ห้วยชัน และด้านทิศตะวันออกของบ้านโนนเขวา ห่างกันประมาณ 1 กม. เศษ ซึ่งน่าจะเป็นสะพานข้ามห้วยชันตามบันทึกเสด็จตรวจราชการฯ (ปัจจุบันบ้านโนนเขวา อยู่ในเขต ต. ดอนหัน อ. เมืองขอนแก่น)

