หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : เพื่อไทย ‘อยู่เป็นแถว 2’

2.11.25 | 12:26 น.

เพื่อไทย – เห็นภาพชัดๆ กันแล้วหลังการประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ของ “พรรคเพื่อไทย” หลังจากที่ “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคด้วยเหตุผลหลายประการที่อาจจะทำให้การทำหน้าที่เกิดความติดขัด

ผลการเลือกมีความเป็นเอกภาพ คือโหวตเตอร์ส่วนใหญ่ หรือว่าไปเกือบทั้งหมดโหวตไปในทิศทางเดียวกัน “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” เป็นหัวหน้าพรรค “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เป็นเลขาธิการพรรค ตามโผที่ลงตัวมาก่อนหน้านั้นไม่ผิดเพี้ยนไปให้เกิดความสงสัยใดๆ

กรรมการและทีมงานบริหารที่เลือกกันขึ้นมา ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ เรียกว่าเปลี่ยนรุ่นชัดเจน แต่ทุกคนดูจะมีบทบาท มีชื่อมีเสียงเป็นที่รับรู้กันในแวดวงทางการเมืองอยู่แล้ว ทั้งที่เป็น ส.ส.ทำหน้าที่ในสภา และเป็นทีมงานของคณะรัฐมนตรี

ผสมผเสกันไประหว่าง “ทายาทนักการเมืองบ้านใหญ่-ทายาทนายทุน-ส.ส.หน้าใหม่ที่มีความโดดเด่น และทีมงานที่ได้รับการคาดหวังว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทันยุคทัยสมัย” ดูจะมีอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เพียงคนเดียวที่เป็นคนเก่าคนแก่แล้วยังทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเข้าใจว่าจำเป็นต้องมาดูในเรื่องกฎหมายที่เป็นปัญหาซีเรียส อ่อนไหวสำหรับการทำงานการเมืองประเทศนี้ ต้องอาศัยคนที่เข้าใจทั้งตัวบท และเบื้องหน้าเบื้องหลังของการบังคับใช้จริงๆ หากเป็นคนรุ่นใหม่เสียทีเดียวอาจจะไม่รอบคอบ ครบด้านได้ง่ายๆ จึงพึ่งพาผู้มีประสบการณ์จะง่ายกว่า

ภาพรวมก็ดู “ใหม่”

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ภาพคณะกรรมการและทีมบริหารที่เห็นนี้ หากควานเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของคนที่ติดตามการเมืองใกล้ชิดจริงๆ จะบอกว่า “ว้าว!” สมกับเข้าสู่โหมด “ยกเครื่อง” อย่างที่พยายามให้เห็นภาพหรือไม่ คงต้องบอกว่า “ยังไม่ไปทางนั้นเสียทีเดียว”

ยิ่งไปกว่านั้น หากจะสรุปภาพรวมว่า “เพื่อไทย” มองแนวโน้มการเมืองปัจจุบันและวางตัวทีมงานในทิศทางที่ยังอยู่กับภาพ “เล่นเป็น” อยู่เหมือนเดิม น่าจะให้ภาพที่ชัดมากกว่า

ว่ากันให้ง่ายคือ ยังอยู่กับ “ประชาธิปไตยกินได้-ปากท้องสำคัญกว่าโครงสร้างอำนาจ-ทำงานไปตามความเป็นจริง”

แม้จะเป็น “คนรุ่นใหม่” แต่ไม่มีภาพของ “ผู้ชูธงประกาศเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มปากเต็มเสียง” แตะเพียงแค่รู้ว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจำเป็นแค่จะทำให้เกิดขึ้นต้องมีความพร้อมในบริบทของประเทศ ไม่ปลุกเร้าให้เกิดความฮึดหาญที่จะต้องนำสร้าง”

ว่ากันให้ชัดคือเป็น “ทีมอยู่เป็นแถว 2” ที่เข้ามาทำงานแทนแถวแรก ที่อาจจะไปนั่งรอทำหน้าที่อื่นที่โอกาสทางการเมืองจะเอื้อให้

ภาพรวมๆ ให้ความรู้สึกและก่อความคิดแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม มีปรากฏการณ์บางเรื่องที่น่าสนใจ

หนึ่ง “แพทองธาร ชินวัตร” ยังยืนหยัดในสถานะ “หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย” แปลว่า “ชินวัตร” ยังเต็มที่

สอง ก่อนจะมีข่าว “ชินวัตร” ตัดสินใจให้ “จุลพันธ์” เป็นหัวหน้าพรรค โพลทุกสำนักสะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจเลือก “จาตุรนต์ ฉายแสง” มากกว่าแบบขาดลอย แสดงว่าทิศทางการ “ยกเครื่องเพื่อไทย” ที่ประชาชนอยากให้เป็นสะท้อนอยู่ในความเป็น “จาตุรนต์ ฉายแสง” ชัดเจนกว่า

สาม ก่อนหน้านั้น “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ผู้ใหญ่ของพรรคที่สมาชิกรักเคารพ พ่อของ “หัวหน้าพรรคคนใหม่-จุลพันธ์” ลาออกจากสมาชิกพรรค โดยแถลงชัดถึงความอึดอัดกับการจัดการภายในพรรค โดยเฉพาะการวางตัวผู้สมัครในสนามเลือกตั้งภาคเหนือ ที่เกิดความรู้สึกว่าไม่ให้เกียรติกัน

แม้ปรากฏการณ์เหล่านี้ อาจจะถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรนัก แต่หากมองในภาพรวมว่าอย่างไรเสียพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในสภาพตั้งรับ โดยพรรคอื่นๆ ล้วนเล่นเกมรุกหนัก

หากใส่ใจที่จะนำรายละเอียดพวกนี้มาพินิจพิเคราะห์บ้าง ก็น่าจะดีกว่า

ที่สำคัญที่สุดคือ สถานการณ์โดยรวมของประเทศนับจากนี้ น่าจะต้องการทีมบริหารที่
ทุ่มเทแก้ไขอย่างหักโหม เพราะเป็นวิกฤตที่ลงลึก หนักหน่วงในทุกมิติ จนการทำงานแบบ “แตะเบาๆ เพื่อรักษาสถานะให้อยู่ในอำนาจได้ไว้ก่อน”

ไม่น่าจะใช่ทาง หรือวิธีที่ทำให้ประเทศรอดจากการช่วงชิงและแสวงประโยชน์ของการแข่งขันของโลกที่ผู้คน แม้กระทั่งมหาอำนาจ ต่างโหดร้ายต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว